พระเจ้ามีจริงหรือ โลกที่เราอยู่เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญหรือมีผู้สร้าง
ความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก แต่ความรักใหญ่ที่สุด
1 โครินธ์ 13:13

> รู้จักพระเยซู - อายุ 33 ปี เดือนที่ 5

รู้จักพระเยซู

เรียบเรียงโดย พายุแห่งความเปรมปรีดิ์

ประวัติเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ตั้งแต่ประสูติจนสิ้นพระชนม์บนกางเขน และเสด็จสู่สวรรค์เพื่อเตรียมบ้านให้สำหรับคนที่เชื่อในพระองค์ จะได้ไปอยู่กับพระองต์ในวันสุดท้าย ที่มา : http://www.jesus-story.net/map_10_last_journey.htm

การทรงรักษาคนโรคเรื้อนสิบคนให้หายสะอาด

(ลูกา 17:11 – 19)

ระหว่างทางไปกรุงเยรูซาเล็ม พระเยซูเสด็จตามเขตแดนเมืองสะมาเรียและแคว้นกาลิลี ขณะเข้าไปหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีคนโรคเรื้อนสิบคนมาหาพระองค์ พวกเขายืนอยู่แต่ไกลและร้องขอให้พระเยซูรักษา พระเยซูจึงให้เขาไปสำแดงตัวแก่ปุโรหิต ระหว่างเดินไปก็หายสะอาด คนสะมาเรียคนหนึ่งเมื่อเห็นว่าตนเองหายแล้วจึงกลับมาสรรเสริญพระเจ้าและกราบลงที่พระบาทพระเยซู พระองค์จึงถามว่ามีสิบคนที่หายไม่ใช่หรือ แล้วอีกเก้าคนไปไหน ไม่มีใครกลับมาสรรเสริญพระเจ้าเลยนอกจากคนต่างชาติคนนี้ พระองค์จึงบอกให้คนนั้นลุกขึ้น เพราะความเชื่อ เขาจึงหาย

การปรากฏของแผ่นดินพระเจ้า

(ลูกา 17:20 – 37)

พวกฟาริสีถามพระเยซูว่าแผ่นดินของพระเจ้าจะมาถึงเมื่อไร พระองค์ตอบว่า การมาของแผ่นดินของพระเจ้าไม่สามารถสังเกตได้ และไม่มีใครบอกได้ว่าแผ่นดินของพระเจ้าอยู่ที่นั่นที่นี่ พระเยซูตรัสว่าจะมีวันที่พวกท่านอยากเห็นวันของบุตรมนุษย์ แต่จะไม่ได้เห็น ถ้ามีคนบอกให้ไปดูที่โน่น ที่นี่ อย่าไป เพราะวันของบุตรมนุษย์จะเห็นชัดเหมือนกับฟ้าแลบ เมื่อแลบออกจากฟ้าข้างหนึ่ง ก็ส่องสว่างไปถึงฟ้าอีกข้างหนึ่ง แต่ก่อนจะถึงวันนั้นบุตรมุนษย์ต้องทนทุกข์หลายอย่าง และคนจะไม่ยอมรับท่าน

ในสมัยของโนอาห์เป็นอย่างไร สมัยของบุตรมนุษย์ก็จะเป็นอย่างนั้น พวกเขากินดื่มกัน แต่งงานกัน แต่เมื่อโนอาห์เข้าไปในเรือ น้ำก็ท่วมพวกเขาหมดสิ้น ในสมัยของโลทก็เหมือนกัน พวกเขาซื้อขาย หว่าน ปลูก ก่อสร้าง แต่วันที่โลทออกจากเมือง ไฟกำมะถันก็มาเผาเมืองจนหมด วันที่บุตรมนุษย์มาก็จะเป็นอย่างนั้น คนที่อยู่ดาดฟ้าและทุ่งนาอย่ากลับเข้ามาเก็บของ จำเรื่องภรรยาของโลทเอาไว้ ใครพยายามเอาชีวิตรอดจะต้องตาย แต่คนที่ยอมสละชีวิตก็จะรักษาชีวิตไว้ได้ ในคืนวันนั้นสองคนที่นอนเตียงเดียวกันจะรับไปคนหนึ่ง ละคนหนึ่ง ผู้หญิงสองคนโม่แป้งก็จะรับไปแค่คนเดียวเหมือนกัน พวกเขาจึงถามพระเยซูว่ามันจะเกิดขึ้นที่ไหน พระองค์ตรัสว่า ซากศพอยู่ที่ไหน ฝูงแร้งก็อยู่ที่นั่น

อุปมาเรื่องหญิงม่ายและผู้พิพากษาอธรรม

(ลูกา 18:1 – 8)

พระเยซูตรัสเป็นคำอุปมาเพื่อสอนพวกเขาว่าควรอธิษฐานอยู่เสมอและใม่อ่อนระอาใจดังนี้ ในเมืองหนึ่งมีผู้พิพากษาที่ไม่เกรงกลัวพระเจ้าและไม่เห็นแก่หน้าใครเลย มีหญิงม่ายคนหนึ่งมาหาเพื่อขอความยุติธรรม แต่ก็ยังไม่ได้จนเวลาผ่านไปนานผู้พิพากษาจึงจัดการให้เพราะหญิงม่ายนี้มารบกวนบ่อย ๆ พระเยซูตรัสว่าพระเจ้าจะไม่ให้ความยุติธรรมแก่ผู้ที่ร้องขอทั้งวันทั้งคืนหรือ พระองค์จะประทานความยุติธรรมแก่พวกเขาโดยเร็ว แต่เมื่อบุตรมนุษย์มาถึง พระองค์จะเจอคนที่มีความเชื่อหลงเหลืออยู่ในโลกนี้หรือเปล่า?

อุปมาเรื่องฟาริสีและคนเก็บภาษี

(ลูกา 18:9 – 14)

สำหรับคนที่มั่นใจว่าตนเป็นคนชอบธรรมและดูถูกคนอื่น พระเยซูตรัสว่า มีฟาริสีซึ่งเคร่งครัดในศาสนา และคนเก็บภาษีที่จัดว่าเป็นคนบาป ไปอธิษฐานในบริเวณพระวิหาร ฟาริสีอธิษฐานว่าขอบคุณพระเจ้าที่ตัวเองไม่เป็นคนอธรรม ไม่ฉ้อโกง ไม่ล่วงประเวณี และไม่เหมือนกับคนเก็บภาษีคนนี้ ข้าพระองค์อดอาหารสองวันต่ออาทิตย์ และถวายเงินหนึ่งในสิบของรายได้เสมอ แต่คนเก็บภาษียืนอยู่แต่ไกลไม่กล้าแหงนดูฟ้า ตีอกชกตัว อธิษฐานว่าขอเมตตาที่ข้าพระองค์เป็นคนบาป พระเยซูตรัสว่าคนเก็บภาษีคนนี้เมื่อกลับบ้านก็นับว่าเป็นคนชอบธรรม ไม่ใช่อีกคนหนึ่ง คนที่ยกตัวจะต้องถูกเหยียดลง คนที่ถ่อมตัวจะต้องถูกยกขึ้น

การตรัสสอนเรื่องการหย่าร้าง

(มัทธิว 19:1 – 12, มาระโก 10:1-12)

พระเยซูตรัสเสร็จแล้วก็เสด็จจากแคว้นกาลิลีไปแคว้นยูเดียที่อยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำจอร์แดน มีมหาชนติดตามไปและพระองค์ทรงรักษาโรคพวกเขา พวกฟาริสีมาทดลองพระองค์โดยถามว่าถ้าสามีจะหย่าภรรยาด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ถูกต้องตามธรรมบัญญัติไหม พระเยซูถามว่าแล้วโมเสสบัญญัติว่าอย่างไร เขาตอบว่า ถ้าทำหนังสือหย่า ก็หย่าภรรยาได้ พระองค์ตรัสว่าเพราะใจท่านแข็งกระด้าง โมเสสจึงยอมให้ทำแบบนั้น ซึ่งแต่เดิมทำไม่ได้ เดิมพระเจ้าสร้างมนุษย์ให้เป็นชายและหญิง และครองคู่กัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังนั้นถ้าพระเจ้าผูกพันแล้วก็อย่าให้พรากจากกันเลย เราขอบอกว่าใครก็ตามที่หย่าภรรยาและไปมีใหม่ถือว่าผิดประเวณี ยกเว้นนางมีชู้กับชายอื่น พวกสาวกจึงทูลว่าถ้าสามีภรรยาต้องเป็นแบบนี้ไม่แต่งงานก็จะดีกว่า พระองค์ตอบว่าไม่ใช่ทุกคนจะทำได้ นอกจากคนที่พระเจ้าประทานให้เท่านั้น เพราะคนที่เป็นขันทีตั้งแต่เกิดก็มี คนที่มนุษย์ทำให้เป็นขันทีก็มี คนที่ทำตัวเองให้เป็นขันทีเพราะเห็นแก่แผ่นดินสวรรค์ก็มี ใครรับได้ก็ให้รับเอาเถิด

การทรงอวยพรเด็กเล็ก ๆ

(มัทธิว 19:13 – 15, มาระโก 10:13-16, ลูกา 18:15 – 17)

มีคนอุ้มทารกมาจะให้พระเยซูสัมผัส แต่สาวกห้ามไว้ พระเยซูเรียกให้เอาเด็ก ๆ มาและกล่าวว่าอย่าห้ามเด็กมาหาเรา ถ้าใครไม่ยอมรับแผ่นดินของพระเจ้าเหมือนเด็กเล็ก ๆ นี้ ก็จะเข้าไปในแผ่นดินนั้นไม่ได้ จากนั้นพระเยซูทรงอุ้มเด็ก ๆ เหล่านั้น และอธิษฐานอวยพรพวกเขา

ประวัติเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ตั้งแต่ประสูติจนสิ้นพระชนม์บนกางเขน และเสด็จสู่สวรรค์เพื่อเตรียมบ้านให้สำหรับคนที่เชื่อในพระองค์ จะได้ไปอยู่กับพระองต์ในวันสุดท้าย ที่มา : http://www.freebibleimages.org/illustrations/jesus-rich-man/

เศรษฐีคนหนึ่ง

(มัทธิว 19:16 – 30, มาระโก 10:17-31, ลูกา 18:18 – 30)

เมื่อพระองค์กำลังเสด็จออกไป มีคนหนึ่งวิ่งมาหา คุกเข่าลงถามว่า อาจารย์ผู้ประเสริฐ ข้าพเจ้าจะทำอย่างไรถึงจะได้ชีวิตนิรันดร์? พระเยซูตรัสว่า ใช้คำว่าประเสริฐทำไม ไม่มีใครประเสริฐนอกจากพระเจ้า ท่านก็รู้ธรรมบัญญัติแล้วว่า ห้ามฆ่าคน ห้ามล่วงประเวณีผัวเมียเขา ห้ามลักทรัพย์ ห้ามเป็นพยานเท็จ ห้ามโกงเขา จงให้เกียรติบิดามารดาของเจ้า คนนั้นตอบว่าบัญญัติเหล่านั้นเขาถือหลักรักษามาตั้งแต่ยังเด็ก พระเยซูตรัสว่ายังขาดสิ่งหนึ่งคือให้ขายทรัพย์สมบัติทั้งหมดแจกให้คนยากจน แล้วท่านจะมีทรัพย์สมบัติในสวรรค์ แล้วจงมาติดตามเรา เมื่อได้ยินดังนั้นเขาก็หน้าสลด ออกไปแบบเป็นทุกข์ เพราะมีสมบัติมาก

พระเยซูจึงตรัสกับเหล่าสาวกว่า “คนมั่งมีจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าก็ยากจริง ๆ อูฐจะลอดรูเข็มก็ง่ายกว่าคนมั่งมีจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้า” พวกสาวกจึงประหลาดใจและพูดกันว่า ถ้าอย่างนั้นใครจะรอดได้ พระเยซูจึงตรัสว่า “ส่วนมนุษย์ก็เหลือกำลังที่จะทำได้ แต่ไม่เหลือกำลังของพระเจ้า เพราะว่าพระเจ้าทรงทำให้สำเร็จได้ทุกสิ่ง” เปโตรทูลว่าพวกเขายอมสละทุกอย่างเพื่อตามพระเยซู พระเยซูตอบว่า ในโลกใหม่เมื่อบุตรมนุษย์นั่งบนพระที่นั่งอันรุ่งโรจน์นั้น พวกท่านที่ติดตามเรามาจะได้นั่งบนบัลลังก์สิบสองที่ พิพากษาชนอิสราเอลสิบสองเผ่า และคนที่สละสิ่งต่าง ๆ เพื่อเห็นแก่เราและข่าวประเสริฐของเรา คนนั้นจะได้รับผลตอบแทนร้อยเท่าในยุคนี้คือ บ้าน พี่น้องชายหญิง มารดา ลูก และไร่นา พร้อมการข่มเหงด้วย และในยุคหน้าจะได้ชีวิตนิรันดร์ แต่หลายคนที่เป็นคนแรกจะกลับไปเป็นคนสุดท้าย และคนสุดท้ายจะกลับไปเป็นคนแรก

คนทำงานในสวนองุ่น

(มัทธิว 20:1 – 16)

แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนเจ้าของสวนที่ออกไปแต่เช้าตรู่เพื่อจ้างคนงานมาทำงานที่สวน โดยตกลงค่าจ้างที่วันละเดนาริอัน พอเก้าโมงเช้าก็ออกไปอีก เห็นคนอยู่ว่าง ๆ ก็เลยชวนไปทำงานที่สวนองุ่น โดยบอกว่าจะให้ค่าจ้างตามสมควร เวลาเที่ยง บ่ายสามโมง และห้าโมงเย็นก็ออกไปทำเหมือนเดิมอีก เมื่อพลบค่ำเจ้าของสวนจึงสั่งผู้จัดการให้ไปตามคนงานเพื่อจ่ายค่าจ้าง เริ่มจากพวกสุดท้ายจนถึงพวกแรก พวกที่มาทำงานห้าโมงเย็นได้ค่าจ้างหนึ่งเดนาริอัน พวกที่มาพวกแรกก็คิดว่าตนจะได้มากกว่า แต่กลับได้แค่หนึ่งเดนาริอันเท่ากัน จึงไม่พอใจ เจ้าของสวนจึงบอกว่า เราไม่ได้โกงใคร เพราะเราตกลงกันตามค่าจ้างนี้ และเราจะใช้เงินของเรายังไงก็ได้ ทำไมท่านถึงอิจฉาเมื่อเห็นเราใจดี อย่างนั้นแหละ คนที่เป็นคนสุดท้ายจะกลับเป็นคนแรก และคนที่เป็นคนแรกจะกลับเป็นคนสุดท้าย

การทรงพยากรณ์เป็นครั้งที่สาม ถึงการสิ้นพระชนม์ และการคืนพระชนม์ของพระองค์

(มัทธิว 20:17 – 19, มาระโก 10:32 – 34, ลูกา 18:31 - 34)

ขณะที่พระเยซูเดินทางไปกรุงเยรูซาเล็ม พระเยซูทรงเดินนำหน้าพวกเขา พวกสาวกก็ประหลาดใจ คนที่เดินตามก็หวาดกลัว พระเยซูจึงพาสาวกสิบสองคนแยกออกมาและตรัสกับพวกเขาว่า สิ่งที่ผู้เผยพระวจนะเขียนเกี่ยวกับบุตรมนุษย์จะต้องสำเร็จ คือพระองค์จะถูกมอบไว้กับคนต่างชาติ และพวกเขาจะเยาะเย้ยท่าน กระทำหยาบคายต่อท่าน ถ่มน้ำลายรดท่าน พวกหัวหน้าปุโรหิตและพวกธรรมาจารย์จะจับพระองค์ลงโทษถึงตาย จะเฆี่ยนตีและตรึงที่กางเขน แต่ในวันที่สามพระองค์จะเป็นขึ้นมาใหม่ แต่พวกสาวกยังคงไม่เข้าใจว่าสิ่งที่พระเยซูพูดนั้นหมายถึงอะไร

คำทูลขอของยากอบและยอห์น

(มัทธิว 20:20 – 28, มาระโก 10:35 – 45)

เวลานั้นแม่ของยากอบและยอห์นมาเข้าเฝ้าพระเยซูพร้อมกับลูกทั้งสองคน และได้ขอว่าเมื่อพระเยซูเป็นกษัตริย์ ขอให้แต่งตั้งลูกชายทั้งสองคนให้นั่งทางขวาและทางซ้ายของพระองค์ พระเยซูตอบว่าสิ่งที่ท่านขอนั้นท่านไม่เข้าใจ ถ้วยที่เราดื่มนั้นพวกท่านดื่มได้หรือ? และบัพติศมาที่เรารับ พวกท่านจะรับได้หรือ?” เขาทั้งสองทูลตอบว่า “พวกข้าพระองค์ทำได้” พระเยซูบอกว่าแม้ว่าจะได้แต่พระองค์ไม่ใช่ผู้ที่จะจัดให้ใครนั่งตรงไหน เมื่อสาวกอีกสิบคนรู้เรื่องก็ไม่พอใจยากอบและยอห์น พระเยซูจึงเรียกพวกเขามาและตรัสว่า ผู้ครอบครองย่อมเป็นเจ้านายและใช้อำนาจเหนือคนทั้งหลาย แต่ในพวกท่านจะไม่เป็นแบบนั้น ใครต้องการเป็นใหญ่จะต้องเป็นผู้รับใช้ ใครอยากจะเป็นนาย คนนั้นก็จะต้องเป็นทาสของคนทั้งหลาย เพราะว่าบุตรมนุษย์ไม่ได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ แต่มาเพื่อจะปรนนิบัติคนอื่น และให้ชีวิตของท่านเป็นค่าไถ่คนจำนวนมาก

การทรงรักษาคนตาบอดสองคน

(มันธิว 20:29 – 34, มาระโก 10:46 – 52, ลูกา 18:35 - 43)

เมื่อพระเยซูกับเหล่าสาวกกำลังจะออกจากเมืองเยรีโค มีมหาชนตามพระองค์ไป มีคนตาบอดสองคนนั่งอยู่ริมทาง คนหนึ่งชื่อบารทิเมอัส บุตรของทิเมอัส เมื่อรู้ว่าพระเยซูเสด็จมา จึงร้องว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงเป็นบุตรดาวิดเจ้าข้า ขอทรงพระเมตตาพวกข้าพระองค์เถิด” ฝูงชนห้ามให้ทั้งสองคนเงียบ แต่เขาก็ยิ่งร้องอีก พระเยซูจึงหยุดและให้คนไปเรียกเขาทั้งสองมา พวกเขาจึงเรียกคนตาบอดให้ลูกขึ้นไปหาพระเยซู เขาจึงทิ้งผ้าห่มและเดินไป พระเยซูตรัสถามว่าต้องการให้พระองค์ทำอะไร เขาทั้งสองจึงทูลขอให้พระเยซูรักษาตาของเขาให้มองเห็น พระเยซูทรงแตะต้องนัยน์ตาของเขาทั้งสองด้วยพระทัยสงสาร และตรัสว่า “จงไปเถิด ความเชื่อของท่านทำให้ท่านหายปกติแล้ว” ในทันใดนั้นเขาทั้งสองก็มองเห็น และติดตามพระองค์ไปพร้อมกับถวายเกียรติแด่พระเจ้า และเมื่อประชาชนเห็นเช่นนั้น พวกเขาก็สรรเสริญพระเจ้าด้วย

ประวัติเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ตั้งแต่ประสูติจนสิ้นพระชนม์บนกางเขน และเสด็จสู่สวรรค์เพื่อเตรียมบ้านให้สำหรับคนที่เชื่อในพระองค์ จะได้ไปอยู่กับพระองต์ในวันสุดท้ายที่มา : http://www.freebibleimages.org/illustrations/btbm-zacchaeus/

พระเยซูกับศักเคียส

(ลูกา 19:1 – 10)

เมื่อพระเยซูเสด็จเข้าไปเมืองเยรีโค มีชายคนหนึ่งชื่อศักเคียสเป็นคนเก็บภาษีและรวย เขาอยากจะเห็นพระเยซูแต่มองไม่เห็นเพราะเตี้ย จึงวิ่งไปขึ้นต้นมะเดื่อ เมื่อพระเยซูผ่านมาเห็นจึงบอกให้ศักเคียสลงมาเพราะวันนี้พระเยซูจะพักกับเขา เขาจึงรีบลงมาต้อนรับด้วยความยินดี แต่คนรอบข้างก็บ่นว่าพระเยซูจะเข้าไปพักกับคนบาป ส่วนศักเคียสทูลพระเยซูว่า ทรัพย์สินของเขาจะยกให้คนจนครึ่งหนี่ง และถ้าเขาโกงใครมาจะคืนให้สี่เท่า พระเยซูจึงตรัสว่าวันนี้ความรอดมาถึงบ้านนี้แล้ว เพราะว่าบุตรมนุษย์มาเพื่อจะแสวงหาและช่วยผู้ที่หลงหายไปนั้นให้รอด

อุปมาเรื่องเงินสิบมินา

(ลูกา 19:11 – 27)

ขณะที่ประชาชนกำลังฟังอยู่ พระเยซูก็ตรัสคำอุปมาอีกเรื่องหนึ่งให้พวกเขาฟังต่อ เพราะพระองค์ใกล้ถึงกรุงเยรูซาเล็มแล้ว และพวกเขาก็คิดว่าแผ่นดินของพระเจ้าจะมาปรากฏในไม่ช้านี้ พระเยซูตรัสว่ามีเจ้านายองค์หนึ่งต้องเดินทางไปเมืองไกลเพื่อรับอำนาจมาปกครองแผ่นดิน จึงเรียกทาสของตนสิบคนและมอบเงินให้คนละหนึ่งมีนา (1 มีนา = 100 เดนาริอัน ซึ่งเป็นค่าแรงประมาณ 3 เดือน) พร้อมกับสั่งว่า ให้เอาไปค้าขายจนกว่าเราจะกลับมา แต่ชาวเมืองเกลียดเจ้านายองค์นี้ จึงใช่ทูตตามหลังไปเพื่อทูลขอไม่ให้เขามาปกครอง เมื่อได้รับอำนาจครองแผ่นดินกลับมาแล้ว ก็เรียกทาสมาให้รายงาน คนแรกบอกว่าเงินหนึ่งมีนาที่ได้มา เอาไปทำกำไรได้สิบมีนา นายจึงชมว่าเยี่ยมมาก เป็นทาสที่ไว้ใจได้ จึงมอบเมืองสิบเมืองให้ดูแล คนที่สองได้กำไรห้ามีนา จึงได้ดูแลเมืองห้าเมือง ทาสอีกคนหนึ่งก็เข้ามาบอกว่า นี่ครับเงินหนึ่งมีนาของท่าน ผมเอาผ้าห่อเก็บไว้อย่างดี เพราะผมกลัวท่านที่เป็นคนโหดร้าย ชอบยึดเอาของคนอื่นมาเป็นของตน และชอบเอาเปรียบคนอื่น นายจึงด่าว่า ไอ้ทาสชาติชั่ว เราจะลงโทษเจ้า ตามคำพูดของเจ้า ถ้าเจ้ารู้ว่า เราเป็นคนเข้มงวด ชอบยึดของของคนอื่นและชอบเอาเปรียบ แล้วทำไมถึงไม่เอาเงินไปฝากธนาคาร เมื่อเรากลับมาจะได้รับทั้งเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย’ จึงสั่งให้เอาเงินไปให้คนแรกที่มีสิบมีนา พวกเขาจึงบอกว่าคนนั้นมีตั้งสิบมีนาแล้วนะ นายจึงบอกว่าทุกคนที่มีอยู่แล้วจะได้รับเพิ่มอีก แต่คนที่ไม่มี แม้แต่สิ่งที่เขามีอยู่นั้นก็จะต้องเอาไปจากเขา ส่วนพวกศัตรูของเราที่ไม่ต้องการให้เราปกครองพวกเขานั้น จงพาเขามาที่นี่ แล้วฆ่าเสียต่อหน้าเรา

แผนการปองร้ายลาซารัส

(ยอห์น 12:1, 9 – 11)

ก่อนปัสกาหกวัน พระเยซูเสด็จมาถึงหมู่บ้านเบธานีซึ่งเป็นที่อยู่ของลาซารัสผู้ที่พระองค์ทรงให้เป็นขึ้นจากตาย พวกยิวจำนวนมากมาเฝ้าพระเยซูเพราะอยากจะเห็นลาซาลัสที่ฟื้นจากคายด้วย พวกหัวหน้าปุโรหิตจึงคิดจะฆ่าลาซาลัสเพราะเป็นต้นเหตุให้คนยิวแยกตัวออกไปและวางใจในพระเยซู

การชโลมที่เบธานี

(ยอห์น 12:2 – 8)

ที่หมู่บ้านเบธานีพวกเขาจัดงานเลี้ยงให้พระเยซู มารธาและลาซารัสก็อยู่ที่นั่น มารีย์เอาน้ำหอมราคาแพงหนักครึ่งกิโลกรัมมาชะโลมพระบาทพระเยซูและเอาผมเธอเช็ด สาวกพระเยซูที่ชื่อยูดาสอิสคาริโอท (คนที่จะทรยศพระองค์) ก็บอกว่า ทำไมไม่เอาไปขายคงได้สามร้อยเดนาริอัน และไปแจกจ่ายคนจน ที่พูดแบบนี้เพราะเขาเป็นคนเก็บกระเป๋าเงินและชอบยักยอก พระเยซูตรัสว่าอย่าห้ามนางเลย เพราะคนจนอยู่กับท่านเสมอไป แต่พระองค์จะไม่อยู่กับท่านเสมอ

พระเยซูเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มอย่างผู้พิชิต

(มัทธิว 21:1 – 10, มาระโก 11:1 – 11 , ลูกา 19:28 – 40, ยอห์น 12:12 - 19)

เมื่อพระเยซูเสด็จมาถึงหมู่บ้านเบธฟายี เชิงเขามะกอกเทศ ซึ่งอยู่ใกล้กับกรุงเยรูซาเล็ม ก็ใช้สาวกสองคนให้ไปที่หมู่บ้านข้างหน้า แล้วจะเจอแม่ลาตัวหนึ่งผูกอยู่กับลูกของมัน ซึ่งยังไม่เคยมีใครขึ้นขี่เลย ให้นำมาให้พระองค์ ถ้ามีใครถามก็ให้บอกว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าของพวกท่านมีพระประสงค์’ แล้วเขาจะปล่อยให้มาทันที เพื่อให้สำเร็จตามที่ผู้เผยพระวจนะได้บอกว่า “จงบอกชาวศิโยนว่า นี่แน่ะ กษัตริย์ของท่านกำลังเสด็จมาด้วยความสุภาพอ่อนโยน พระองค์ทรงลา ทรงลูกลา” สาวกทั้งสองจึงไปนำลามาและเอาเสื้อผ้าของตนปูบนหลังและให้พระเยซูขี่ลานั้น ฝูงชนจำนวนมากก็เอาเสื้อผ้าและทางอินทผลัมเขียวสดมาปูตามถนน เดินนำหน้าและตามหลังพระองค์พร้อมกับร้องว่า “โฮซันนาแก่บุตรของดาวิด ขอให้ท่านผู้ที่เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระเจริญ โฮซันนา ในที่สูงสุด” พวกฟาริสีบางคนบอกพระเยซูว่าทำไมไม่ห้ามพวกสาวกของพระองค์ พระองค์ทรงตอบว่าแม้ว่าคนพวกนี้จะเงียบ แต่ศิลาก็จะส่งเสียงร้อง เมื่อเข้าใกล้กรุงเยรูซาเล็ม พระองค์ก็ทรงกรรแสงสงสารกรุงนั้น พร้อมกับตรัสว่า เราเคยหวังว่าเจ้าจะรู้ว่าอะไรจะนำสันติสุขมาให้เจ้า แต่ตอนนี้สิ่งนั้นได้ถูกซ่อนไว้จากเจ้าแล้ว อีกไม่นานศัตรูของเจ้าจะล้อมเจ้าไว้ทุกด้าน และเจ้าจะถูกทำลายอย่างราบคาบไม่เหลือแม้แต่ซากหินซ้อนทับกันให้เห็นอีกเลย เพราะเจ้ายังไม่รู้ตัวเลยว่า พระเจ้าได้มาช่วยเจ้าแล้ว เมื่อพรเยซูเสด็จเข้าไปในกรุงเยรูซาเล็มแล้ว คนในกรุงก็แตกตื่นถามว่านี่คือใคร ฝูงชนก็ตอบว่า “นี่คือเยซูผู้เผยพระวจนะที่มาจากนาซาเร็ธแคว้นกาลิลี” แล้วพระเยซูเสด็จเข้าไปในพระวิหาร เมื่อทอดพระเนตรทุกสิ่งจนทั่วแล้ว เวลาก็จวนค่ำ จึงเสด็จออกไปยังหมู่บ้านเบธานีกับสาวกสิบสองคนนั้น

ประวัติเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ตั้งแต่ประสูติจนสิ้นพระชนม์บนกางเขน และเสด็จสู่สวรรค์เพื่อเตรียมบ้านให้สำหรับคนที่เชื่อในพระองค์ จะได้ไปอยู่กับพระองต์ในวันสุดท้าย ที่มา : http://www.freebibleimages.org/illustrations/jesus-cleansing-temple/

การทรงชำระพระวิหาร

(มัทธิว 21:12 – 17, มาระโก 11:15 – 19, ลูกา 19:45 – 48)

พระเยซูเสด็จเข้าไปในพระวิหารและทรงไล่คนค้าขายของในนั้น ทรงคว่ำโต๊ะคนรับแลกเงิน และทรงคว่ำม้านั่งของคนขายนกพิราบ และห้ามคนขนของเดินลัดบริเวณพระวิหาร พร้อมกับตรัสกับคนเหล่านั้นว่า “นิเวศของเรา เขาจะเรียกว่าเป็นนิเวศอธิษฐาน แต่พวกท่านมาทำให้เป็นถ้ำของพวกโจร” พระเยซูทรงรักษาคนตาบอดและคนง่อยให้หาย พวกเด็ก ๆ ก็ร้องว่า “โฮซันนาแก่บุตรของดาวิด” แต่พวกปุโรหิตกับพวกธรรมาจารย์ไม่พอใจและอยากที่จะหาทางฆ่าพระองค์แต่ก็กลัวเพราะประชาชนประหลาดใจในคำสอนของพระองค์ จึงทูลพระองค์ว่า “ท่านไม่ได้ยินคำที่คนพวกนี้ร้องหรือ?” พระเยซูตอบว่า “ได้ยินแล้ว พวกท่านยังไม่เคยอ่านหรือว่า ‘พระองค์ทรงทำให้คำสรรเสริญออกมาจากปากเด็กและทารก ที่ยังไม่หย่านม’ จากนั้นพระองค์ก็เสด็จกลับไปหมู่บ้านเบธานี

การทรงสาปต้นมะเดื่อ

(มัทธิว 21:18 – 22, มาระโก 11:12 – 14, 20 - 26)

รุ่งเช้าขณะเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็ม พระเยซูทรงหิว จึงเดินไปหาต้นมะเดื่อต้นหนึ่งที่อยู่ริมทาง แต่ต้นนั้นมีแต่ใบไม่มีผล เพราะยังไม่ถึงฤดูผลมะเดื่อ พระเยซูจึงตรัสว่า “จงอย่าเกิดผลอีกต่อไป” เช้าวันรุ่งขึ้น พระเยซูกับสาวกเดินผ่านที่นั่นอีกครั้ง ก็เห็นต้นมะเดื่อเหี่ยวแห้งไปจนถึงราก สาวกจึงพากันประหลาดใจ เปโตรจึงทูลพระเยซูว่า ต้นมะเดื่อที่พระองค์ทรงสาปเหี่ยวแห้งไปแล้ว พระเยซูตรัสว่าถ้าเพียงแต่มีความเชื่อไม่เพียงแค่สั่งต้นมะเดื่อเท่านั้น แม้แต่ภูเขาก็ยังสั่งให้มันลอยขึ้นและเคลื่อนลงไปในทะเลได้ เมื่ออธิษฐานขอสิ่งใดจงเชื่อว่าจะได้รับ และเมื่ออธิษฐานอยู่หากมีเรื่องกับใครก็จงยกโทษให้คนนั้น เพื่อที่พระบิดาในสวรรค์จะทรงยกโทษความผิดของท่านด้วย

ปัญหาเรื่องสิทธิอำนาจของพระเยซู

(มัทธิว 21:23 – 27, มาระโก 11:27 – 33, ลูกา 20:1 – 8)

พระเยซูกับเหล่าสาวกมาถึงกรุงเยรูซาเล็ม และเข้าไปในบริเวณพระวิหาร ระหว่างที่ทรงสั่งสอนพวกปุโรหิต พวกธรรมาจารย์กับพวกผู้ใหญ่ของประชาชนมาหาพระองค์และถามว่าใครให้สิทธิอำนาจพระองค์ทำสิ่งเหล่านี้ พระเยซูจึงถามกลับว่าบัพติสมาของยอห์นจากสวรรค์หรือมนุษย์ ถ้าพวกเขาตอบพระองค์ พระองค์ก็จะตอบคำถามเขาเช่นเดียวกัน เขาก็ปรึกษากันว่าจะตอบยังไงดี เพราะถ้าหากตอบว่ามาจากสวรรค์ คนก็จะถามว่าทำไมไม่เชื่อยอห์น แต่ถ้าตอบว่ามาจากมนุษย์ก็กลัวฝูงชนจะเอาหินขว้างเพราะทุกคนถือว่ายอห์นเป็นผู้เผยพระวจนะ เขาจึงตอบพระเยซูว่า เราไม่รู้ พระองค์จึงตรัสว่า “เราก็จะไม่บอกพวกท่านเหมือนกันว่า เรามีสิทธิอำนาจอะไรถึงได้ทำสิ่งเหล่านี้”

อุปมาเรื่องบุตรชายสองคน

(มัทธิว 21:28– 32)

พวกท่านคิดยังไง มีชายคนหนึ่งมีลูกชายสองคน เขาไปหาลูกคนแรกบอกว่าให้ไปทำงานที่สวนองุ่น แต่เขาตอบว่าไม่ไป แต่ภายหลังก็ไป ในขณะที่ถามบุตรคนที่สอง เขาคอบว่าไป แต่ก็ไม่ได้ไป คนไหนคือลูกที่ทำตามใจของพ่อ พวกเขาตอบว่าลูกคนแรก พระเยซูตรัสว่าพวกคนเก็บภาษีและหญิงโสเภณีจะได้เข้าแผ่นดินสวรรค์ก่อนพวกท่าน เพราะยอห์นมาบอกเรื่องพระเจ้าแก่ท่าน แต่ท่านไม่เชื่อ ในขณะที่คนเก็บภาษีและหญิงโสเภณีเชื่อ และแม้เมื่อท่านทั้งหลายเห็นแล้วก็ยังไม่กลับใจและเชื่อยอห์น

อุปมาเรื่องสวนองุ่นและคนเช่า

(มัทธิว 21:33 – 46, มาระโก 12:1 – 12, ลูกา 20:9 – 19)

จงฟังคำอุปมาอีกเรื่องหนึ่ง เจ้าของที่ดินคนหนึ่งได้ทำสวนองุ่นไว้ สร้างรั้วรอบ ขุดบ่อย้ำองุ่นและสร้างหอเฝ้า จากนั้นก็ให้ชาวสวนเช่าและเดินทางไปต่างประเทศ เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวก็ใช้ทาสคนหนึ่งไปหาชาวสวนเพื่อจะแบ่งพืชผลนั้น แต่ชาวสวนกลับจับทาสคนนั้นเฆี่ยนตีและให้เขากลับไปมือเปล่า เขาจึงใช้ทาสอีกคนหนึ่งไปแต่ชาวสวนก็ทำจนคนนั้นหัวแตกและทำให้อับอาย ต่อมาเจ้าของจึงใช้ทาสอีกคนหนึ่งไปแต่ทาสนั้นก็ถูกฆ่าตาย และก็เป็นเช่นนี้กับทาสอีกหลาย ๆ คนที่พวกเขาเฆี่ยนตีบ้างและฆ่าให้ตายบ้าง ต่อมาจึงใช้ลูกที่ตนเองรักมากไปเป็นครั้งสุดท้าย เพราะคิดว่าชาวสวนน่าจะเคารพยำเกรง แต่เมื่อชาวสวนเห็นลูกเจ้าของที่ดินมาก็ได้ฆ่าทิ้งเสียและเอาศพไปทิ้งไว้นอกสวน เพราะรู้ว่าคนนี้คือทายาท ถ้าตายไปมรดกก็จะเป็นของพวกเขา พระเยซูถามว่า ท่านคิดว่าเจ้าของสวนจะทำยังไงกับคนพวกนั้น พวกเขาทูลว่า ก็ฆ่าคนพวกนั้นให้ตายอย่างทรมาน และเอาสวนให้คนอื่นเช่าแทน พระเยซูตรัสว่า พวกท่านยังไม่ได้อ่านในพระคัมภีร์หรือที่บอกว่า ‘ศิลาที่บรรดาช่างก่อสร้างทิ้งแล้วกลับกลายเป็นศิลามุมเอก สิ่งนี้เป็นมาจากองค์พระผู้เป็นเจ้า เป็นสิ่งอัศจรรย์ประจักษ์แก่ตาของเรา’ ดังนั้นแผ่นดินของพระเจ้าจะต้องเอาไปจากท่านและยกให้ชนชาติหนึ่งที่จะทำให้เกิดผลสมกับแผ่นดินนั้น เมื่อพวกหัวหน้าปุโรหิตและพวกฟาริสีได้ยินคำอุปมาก็รู้ว่าพระองค์หมายถึงพวกตน พวกเขาอยากจะจับพระองค์แต่กลัวฝูงชนเพราะพวกเขาถือว่าพระเยซูเป็นผู้เผยพระวจนะคนหนึ่ง

อุปมาเรื่องงานเลี้ยงในพิธีอภิเษกสมรส

(มัทธิว 22:1– 14)

พระเยซูตรัสกับพวกเขาเป็นคำอุปมาอีกว่า มีกษัตริย์องค์หนึ่งจัดงานอภิเษกสมรสให้กับโอรสของพระองค์ จึงใช้บ่าวไปเชิญแขกให้มางาน แต่แขกไม่อยากมา จึงใข้บ่าวคนอื่น ๆ ไปอีก และให้บอกผู้ที่ถูกเชิญเหล่านั้นว่าได้เตรียมอาหารการกินและทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว เชิญมางานเลี้ยงเถิด แต่คนเหล่านั้นก็เพิกเฉย บางคนไปไร่นาของตน บ้างก็ไปค้าขาย พวกที่เหลือก็จับบ่าวมาทำการอัปยศต่าง ๆ และก็ฆ่าทิ้งเสีย กษัตริย์จึงกริ้วมา มีรับสั่งทหารไปให้ฆ่าฆาตรกรเหล่านั้นและเผาเมืองของเขาเสีย จากนั้นจึงรับสั่งบ่าวว่า งานสมรสเตรียมพร้อมแล้ว แต่คนเหล่านั้นไม่คู่ควร ดังนั้นให้ไปตามถนนสำคัญต่าง ๆ และเชิญทุกคนที่เจอมาร่วมงานสมรสนี้ บ่าวจึงออกไปตามถนนต่าง ๆ และรวบรวมทุกคนที่พบทั้งคนดีและคนเลวให้มาร่วมงานสมรสนี้ เมื่อกษัตริย์เสด็จออกไปทอดพระเนตรแขกทั้งหลาย ก็เห็นชายคนหนึ่งไม่สวมเสื้อสำหรับงานอภิเษกสมรส จึงถามเขาว่าทำไม คนนั้นก็พูดไม่ออก กษัตริย์จึงสั่งให้จับคนนั้นมัดมือมัดเท้าและนำไปทิ้งข้างนอกที่ที่มีแต่การร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เพราะว่าคนที่ได้รับเชิญก็มีมาก แต่คนที่ได้รับการทรงเลือกก็มีน้อย

ประวัติเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ตั้งแต่ประสูติจนสิ้นพระชนม์บนกางเขน และเสด็จสู่สวรรค์เพื่อเตรียมบ้านให้สำหรับคนที่เชื่อในพระองค์ จะได้ไปอยู่กับพระองต์ในวันสุดท้าย ที่มา : http://www.freebibleimages.org/illustrations/jesus-coin/

การส่งส่วยให้กับซีซาร์

(มัทธิว 22:15 – 22, มาระโก 12:13 – 17, ลูกา 20:20 – 26)

ขณะนั้นพวกฟาริสีก็ออกไปและปรึกษาหาทางจะให้พระองค์ติดกับดักด้วยคำพูด จึงใช้บรรดาศิษย์ของตนและพวกของเฮโรดให้แสร้งเป็นคนชอบธรรม และไปถามพระเยซูว่า รู้ว่าพระองค์ทรงสอนโดยไม่เห็นแก่หน้าผู้ใด และสอนเรื่องทางของพระเจ้าจริง ๆ แล้วพระองค์คิดอย่างไรเรื่องการส่งส่วยให้ซีซ่าร์ เป็นการสมควรหรือไม่ พระเยซูทรงทราบเจตนาร้ายของพวกเขา จึงตรัสว่า คนหน้าซื่อใจคด มาทดลองเราทำไม จากนั้นจึงขอเหรียญเงินเดนาริอันจากพวกเขามาเหรียญหนึ่ง และถามว่า รูปเคารพและคำจารึกนี้เป็นของใคร พวกเขาตอบว่าของซีซาร์ พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า “เพราะฉะนั้น ของของซีซาร์จงถวายแด่ซีซาร์ และของของพระเจ้าจงถวายแด่พระเจ้า” เมื่อได้ฟังแล้วพวกเขาก็ประหลาดใจ พวกเขาจับผิดในคำสอนของพระองค์ต่อหน้าประชาชนไม่ได้ จึงละพระองค์ไว้และกลับไป

คำถามเรื่องการเป็นขึ้นจากตาย

(มัทธิว 22:23 – 33, มาระโก 12:18 – 27, ลูกา 20:27 – 40)

พวกสะดูสีซึ่งเชื่อว่าไม่มีการเป็นขึ้นมาจากความตายได้มาหาพระเยซู และถามพระองค์ว่า โมเสสสั่งว่าถ้าใครตายในขณะที่ไม่มีลูก ก็ให้น้องชายแต่งงานกับหญิงคนนั้นเพื่อจะได้มีลูกสืบสกุลให้พี่ชาย มีพี่น้องผู้ชายเจ็ดคน คนโตมีภรรยาแต่ไม่มีลูก จากนั้นได้ตายลง น้องชายคนที่สองก็รับมาเป็นภรรยา และได้ตายไปเมื่อยังไม่มีลูก และเป็นอย่างนี้จนถึงน้องคนที่เจ็ด และหลังจากนั้นผู้หญิงก็ได้ตายไป ในวันที่เป็นขึ้นมาจากความตาย หญิงคนนั้นจะเป็นภรรยาของใคร เพราะนางเป็นภรรยาของทุกคนแล้ว พระเยซูตรัสว่า ท่านเข้าใจผิดแล้ว เมื่อมนุษย์เป็นขึ้นจากตายจะไม่มีการสมรสกันอีก แต่จะเป็นเหมือนทูตสวรรค์ และพวกเขาจะตายอีกไม่ได้ ส่วนเรื่องคนที่ตายไปและถูกทำให้เป็นขึ้นอีก พระเจ้าบอกกับโมเสสที่พุ่มไม้ว่า “เราเป็นพระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคบ” พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของคนเป็น ไม่ใช่คนตาย เพราะว่าสำหรับพระเจ้าทุกคนยังเป็นอยู่ ธรรมาจารย์บางคนจึงทูลพระองค์ว่า “ท่านอาจารย์ ท่านพูดได้ดีทีเดียว” เนื่องจากพวกเขาไม่กล้าทูลถามพระองค์ต่อไปอีก ส่วนฝูงชนเมื่อได้ยินก็อัศจรรย์ในคำสอนของพระองค์

พระบัญญัติข้อที่สำคัญที่สุด

(มัทธิว 22:34– 40, มาระโก 12:28 – 34)

เมื่อพวกฟาริสีได้ยินว่าพระเยซูทำให้พวกสะดูสีอึ้งไป ก็มาประชุมกัน มีธรรมาจารย์คนหนึ่งซึ่งเชี่ยวชาญในธรรมบัญญัติถามพระเยซูว่า พระบัญญัติข้อไหนสำคัญสุด พระเยซูตอบว่า “พระบัญญัติอันดับแรกคือ โอ ชนอิสราเอล จงฟังเถิด องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราเป็นพระเจ้าองค์เดียว พวกท่านจงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าด้วยสุดใจของท่าน ด้วยสุดจิตของท่าน ด้วยสุดความคิดของท่านและด้วยสุดกำลังของท่าน ส่วนพระบัญญัติที่สำคัญอันดับสองคือ จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง ไม่มีพระบัญญัติอื่นใดที่สำคัญยิ่งกว่าพระบัญญัติเหล่านี้” ธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะทั้งหมด ก็ขึ้นอยู่กับพระบัญญัติสองข้อนี้ ธรรมาจารย์คนนั้นจึงบอกว่าพระองค์กล่าวถูกต้อง คือ มีพระเจ้าเที่ยงแท้แต่องค์เดียว และการรักพระเจ้ากับรักเพื่อนบ้านก็สำคัญกว่าเครื่องเผาบูชาและของถวายทั้งสิ้น พระเยซูเห็นว่าเขาตอบสนองอย่างมีปัญญาจึงตรัสว่า ท่านไม่ไกลจากแผ่นดินของพระเจ้า

คำถามเรื่องเชื้อสายของดาวิด

(มัทธิว 22:41 – 46, มาระโก 12:35 – 37, ลูกา 20:41 – 44)

ขณะที่พระเยซูทรงสั่งสอนในบริเวณพระวิหาร และพวกฟาริสียังคงประชุมกันอยู่ พระเยซูทรงถามพวกเขาว่า ที่พวกธรรมาจารย์บอกว่าพระคริสต์เป็นเชื่อสายของดาวิด จะเป็นไปได้หรือ เพราะโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ดาวิดได้พูดว่า ‘พระเจ้าตรัสกับองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าว่า จงนั่งที่ขวามือของเรา จนกว่าเราจะปราบศัตรูของท่านให้อยู่ใต้เท้าท่าน’ ดาวิดทรงเรียกพระองค์ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้า แล้วพระคริสต์จะเป็นเพียงเชื้อสายของดาวิดได้อย่างไร ไม่มีใครสามารถตอบพระเยซูได้ ส่วนมหาชนต่างฟังพระองค์ด้วยความยินดี และนับแต่นั้นมาก็ไม่มีใครกล้าถามพระเยซูอีก

การทรงประณามพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี

(มัทธิว 23:1 – 36, มาระโก 12:38 – 40, ลูกา 20:45 – 47)

พระเยซูตรัสกับฝูงชนและสาวกของพระองค์ว่า ให้เชื่อฟังพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีที่สั่งสอนเกี่ยวกับบทบัญญัติของโมเสส แต่อย่าทำตามสิ่งที่เขาทำ เพราะพวกเขาไม่ได้ทำตามสิ่งที่เขาสอน เขาทำทุกอย่างเพื่ออวดคนอื่น เขาแต่งตัวตามที่ธรรมบัญญัติสั่ง ชอบนั่งในที่นั่งอันมีเกียรติ และนั่งที่โดดเด่นในธรรมศาลา ชอบรับการคำนับจากคนกลางตลาด และให้คนเรียกว่าท่านอาจารย์ แต่อย่าให้ใครเรียกท่านทั้งหลายว่าท่านอาจารย์ เพราะทุกคนเป็นพี่น้องกัน และท่านมีพระอาจารย์เพียงผู้เดียว และอย่าให้เกียรติใครในโลกว่าพระบิดา เพราะท่านมีพระบิดาเพียงผู้เดียวที่สถิตในสวรรค์ อย่าให้ใครเรียกท่านว่าบรมครู เพราะท่านมีบรมครูเพียงแค่คนเดียว คือ พระคริสต์ คนที่เป็นใหญ่ในพวกท่านย่อมต้องปรนนิบัติท่าน ใครยกตัวขึ้น จะต้องถูกทำให้ต่ำลง ใครถ่อมตัวลง จะได้รับการยกขึ้น วิบัติแก่พวกเจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด เจ้าปิดประตูสวรรค์ไว้จากมนุษย์ ตัวเจ้าก็ไม่ยอมเข้าไปแถมยังขวางคนอื่นใม่ให้เข้าไปด้วย วิบัติแก่พวกเจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด เพราะเจ้าริบบ้านของหญิงม่ายและแสร้งอธิษฐานยืดยาว เจ้าต้องถูกลงโทษหนัก วิบัติแก่พวกเจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด เจ้าไปทุกที่เพื่อหาคนเข้าจารีต พอได้แล้วก็ทำให้เขาตกนรกหนักกว่าเจ้าถึงสองเท่า วิบัติแก่เจ้าที่สอนว่าใครสาบานโดยอ้างพระวิหารนั้นไม่ผูกมัด แต่ถ้าอ้างทองคำของพระวิหารจะต้องทำตามคำสาบานนั้น เจ้าพวกคนโง่ อะไรที่สำคัญกว่ากันระหว่างทองคำหรือพระวิหารที่ทำให้ทองคำศักดิ์สิทธิ์ เจ้ายังสอนอีกว่าใครสาบานโดยอ้างแท่นบูชานั้นไม่ผูกมัด แต่ถ้าอ้างเครื่องถวายบนแท่นบูชา จะต้องทำตามคำสาบานนั้น เจ้าพวกคนตาบอด อะไรที่สำคัญกว่ากันระหว่างเครื่องถวายหรือแท่นบูชาที่ทำให้เครื่องถวายนั้นศักดิ์สิทธิ์ เพราะฉะนั้นใครที่สาบานโดยอ้างแท่นบูชา ก็ได้อ้างแทนบูชาและทุกสิ่งที่อยู่บนแท่นบูชาด้วย ใครที่สาบานโดยอ้างพระวิหาร ก็สาบานโดยอ้างพระวิหารและพระองค์ผู้สถิตในพระวิหารนั้นด้วย ใครสาบานโดยอ้างสวรรค์ ก็สาบานโดยอ้างพระที่นั่งของพระเจ้า และพระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้นด้วย วิบัติแก่พวกเจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด เจ้าถวายหนึ่งในสิบจากทุกอย่างที่เจ้ามี แต่เจ้ากลับละเลยเรื่องที่สำคัญกว่า ไม่ว่าจะเป็นความยุติธรรม ความเมตตา และความเชื่อ การถวายเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ต้องไม่ละเลยสิ่งสำคัญเหล่านั้นด้วย วิบัติแก่พวกเจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด เจ้าขัดถ้วยชามแต่ภายนอก แต่ภายในมีแต่ความโลภและกิเลศ เจ้าพวกตาบอด เจ้าต้องชำระภายในก่อน แล้วภายนอกก็จะสะอาดด้วย วิบัติแก่พวกเจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด เจ้าเหมือนอุโมงค์ฝังศพฉาบปูนขาว ข้างนอกสวยแต่ข้างในเต็มด้วยกระดูกคนตายและสิ่งโสโครก ภายนอกดูเป็นคนชอบธรรม แต่ภายในเต็มไปด้วยความอธรรม วิบัติแก่พวกเจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด เจ้าก่อสร้างอุโมงค์ฝังศพของบรรดาผู้เผยพระวจนะ และตกแต่งอุโมงค์ฝังศพของคนชอบธรรมทั้งหลาย และบอกว่าถ้าตนเองอยู่ในสมัยของบรรพบุรุษก็คงไม่มีส่วนในการฆ่าพวกเขา แสดงว่าเจ้ายอมรับว่าเป็นลูกหลานของคนที่ฆ่าคนของพระเจ้านั้น ดังนั้นจงทำบาปที่บรรพบุรุษของพวกเจ้าเริ่มนั้นให้เสร็จเสียทีซิ เจ้าชาติงูร้าย เจ้าจะหลุดพ้นจากนรกได้อย่างไร เราใช้บรรดาผู้เผยพระวจนะ นักปราชญ์และครูทั้งหลายไปหาพวกเจ้า เจ้าก็ฆ่าเขาบ้าง ตรึงกางเขนบ้าง เฆี่ยนตีเขาในธรรมศาลาบ้าง ข่มเห่งไล่ออกจากเมืองนั้นไปเมืองนี้บ้าง ดังนั้น เลือดของคนที่ทำตามใจพระเจ้าที่หลั่งไหลลงบนโลกนี้จะตกลงบนพวกเจ้า ตั้งแต่เลือดของอาเบลจนถึงเลือดของเศคาริยาห์ลูกของเบเรคิยาห์ที่โดนพวกเจ้าฆ่าตายระหว่างวิหารกับแท่นบูชา เราจะบอกให้รู้ว่า ผลกรรมเหล่านั้นจะตกอยู่กับคนในสมัยนี้อย่างแน่นอน

การทรงคร่ำครวญถึงกรุงเยรูซาเล็ม

(มัทธิว 23:37 – 39)

เยรูซาเล็มเอ๋ย เจ้าได้ฆ่าผู้เผยพระวจนะและคนของพระเจ้าให้ตาย หลายครั้งเราอยากจะรวบรวมลูก ๆ ของเจ้าไว้ เหมือนแม่ไก่กกลูกอยู่ใต้ปีกของมัน แต่เจ้าก็ไม่ยอม บ้านของเจ้าจะต้องถูกทิ้งให้ร้างเปล่า และเจ้าจะไม่เห็นเราอีก จนกว่าพวกเจ้าจะกล่าวว่า ‘ขอให้ท่านผู้เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระเจริญ

ประวัติเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ตั้งแต่ประสูติจนสิ้นพระชนม์บนกางเขน และเสด็จสู่สวรรค์เพื่อเตรียมบ้านให้สำหรับคนที่เชื่อในพระองค์ จะได้ไปอยู่กับพระองต์ในวันสุดท้าย ที่มา : http://www.freebibleimages.org/illustrations/widow-mite/

เงินถวายของหญิงม่าย

(มาระโก 12:41 – 44, ลูกา 21: 1 - 4)

พระเยซูนั่งอยู่หน้ากล่องรับเงินในพระวิหาร ทรงเห็นคนรวยใส่เงินจำนวนมาก แต่มีหญิงม่ายจน ๆ คนหนึ่งได้ใส่เหรียญทองแดงเล็ก ๆ สองเหรียญลงไป พระเยซูตรัสว่าหญิงจน ๆ คนนี้ใส่เงินมากกว่าทุกคน เพราะคนอื่น ๆ เอาเงินเหลือกินเหลือใช้มาให้ แต่หญิงม่ายคนนี้เอาเงินเลี้ยงชีพของเธอมาถวาย

การทรงพยากรณ์ถึงการทำลายพระวิหาร

(มัทธิว 24:1 – 2, มาระโก 13:1 – 2, ลูกา 21:5 – 6)

ระหว่างที่พระเยซูเสด็จออกจากพระวิหาร สาวกคนหนึ่งทูลพระเยซูว่าศิลาและอาคารพวกนี้ใหญ่จริง ๆ พระองค์จึงตรัสว่าวันหนึ่งที่นี่จะถูกทำลายจนไม่เหลือก้อนหินซ้อนทับกันแม้แต่ก้อนเดียว

หมายสำคัญของการสิ้นยุค

(มัทธิว 24:3 – 14, มาระโก 13:3 – 13, ลูกา 21:7 – 19)

ขณะที่พระเยซูประทับที่ภูเขามะกอกเทศตรงข้ามพระวิหาร เปโตร ยากอบ ยอห์น และอันดรูว์ มาเฝ้าเป็นการส่วนตัวและถามว่าวันสิ้นยุคจะมาเมื่อไร และอะไรเป็นหมายสำคัญว่าจะเกิดขึ้น พระเยซูตอบว่า จงระวัง เพราะมีหลายคนจะแอบอ้างชื่อเราและบอกว่า “ตัวเขาเองเป็นพระคริสต์” เพื่อจะล่อลวงคนจำนวนมาก จะเกิดสงครามและข่าวลือว่าจะมีสงคราม แต่ไม่ต้องตกใจเพราะสิ่งเหล่านี้จำเป็นจะต้องเกิดขึ้น แต่ที่สุดปลายยังมาไม่ถึง จะเกิดการกันดารอาหาร แผ่นดินไหวและโรคระบาดในที่ต่าง ๆ รวมทั้งหมายสำคัญใหญ่ ๆ ในฟ้าสวรรค์ นี่คือขั้นแรกของความทุกข์ยากลำบาก เป็นสัญญาณของความทุกข์เหมือนเริ่มต้นคลอดลูก เวลานั้นคนจะเกลียดพวกท่านเพราะนามของเรา พวกเขาจะจับตัวพวกท่านและพาไปอยู่ต่อหน้ากษัตริย์และเจ้าเมืองเพราะเห็นแก่นามเรา สิ่งนี้เกิดขึ้นเพื่อท่านจะได้เป็นพยาน และจำไว้ว่าไม่ต้องเตรียมคำพูดอะไรเพราะเราจะให้คำพูดและปัญญาแก่ท่าน ซึ่งศัตรูของท่านจะต่อต้านและคัดค้านไม่ได้ แม้แต่พ่อ แม่ ญาติพี่น้อง ก็จะมอบตัวของท่าน และจะทำให้ท่านทนทุกข์และฆ่าท่านทั้งหลายเสีย จะมีหลายคนละทิ้งความเชื่อ และจะเกลียดชังกันและกัน ผู้เผยพระวจนะเท็จหลายคนจะเกิดขึ้นเพื่อล่อลวงคนทั้งหลาย ความรักของคนจะเยือกเย็นลง ความชั่วร้ายจะเพิ่มมากขึ้น แต่ใครทนจนถึงที่สุดก็จะรอด และเมื่อเรื่องของพระเจ้าประกาศไปทั่วโลก ชนทุกชาติได้ยินเรื่องของพระเจ้าเมื่อไร วันสิ้นยุคก็จะมาถึง

ความวิบัติยิ่งใหญ่

(มัทธิว 24:15 – 28, มาระโก 13:14 – 23, ลูกา 21:20 – 24)

เมื่อท่านเห็นสิ่งที่น่ารังเกียจในพระวิหารตามที่ดาเนียลผู้เผยพระวจนะได้บอกไว้ ให้พวกที่อยู่ในแคว้นยูเดียหนีไปบนภูเขา คนที่อยู่บนดาดฟ้าและทุ่งนาก็อย่ากลับมาเก็บของที่บ้านตน เวลานั้นจะลำบากมากสำหรับหญิงมีครรภ์และแม่ลูกอ่อน ขอให้เวลาหนีนั้นไม่ใช่หน้าหนาวหรือวันหยุดทางศาสนา (ถ้าเป็นวันหยุดมีกฎว่าคนยิวห้ามเดินทางเกินหนึ่งกิโลเมตรและห้ามขี่ม้าและลา อาจจะมีคนห้ามหากพยายามหนี) ในเวลานั้นจะเกิดความทุกข์ยากอย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อนตั้งแต่สร้างโลก และจะไม่เกิดขึ้นอีกเลย เพราะเห็นแก่คนที่ทรงเลือกสรร พระเจ้าจึงให้เกิดเหตุการณ์นี้เร็วขึ้น ไม่เช่นนั้นจะไม่มีใครรอดเลย ถ้ามีใครบอกว่าพระคริสต์อยู่ที่นั่นที่นี่ก็อย่าเชื่อเขาเลย เพราะจะมีพระคริสต์เทียมเท็จแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ต่าง ๆ เพื่อล่อลวงคนแม้แต่คนที่พระเจ้าทรงเลือกให้หลงไป อย่าออกไปหาคนที่แอบอ้างนั้น เพราะทุกคนจะเห็นการเสด็จมาของบุตรมนุษย์เหมือนมองเห็นฟ้าแลบ ดังนั้นจงระวังให้ดี เราบอกทุกอย่างแก่ท่านทั้งหลายล่วงหน้าแล้ว

การเสด็จมาของบุตรมนุษย์

(มัทธิว 24:29 – 31, มาระโก 13:24 – 27, ลูกา 21:25 – 28)

เมื่อความทุกข์ยากผ่านพ้นไปแล้ว ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์จะมืดลง ดาวจะตกจากฟ้า มนุษย์ชาติทั่วโลกจะทุกข์โศกและสงสัยเพราะเสียงของทะเลและคลื่น บรรดาสิ่งที่มีฤทธานุภาพในท้องฟ้าจะสะเทือนสะท้านและมนุษย์จะสลบไสลไปเพราะความกลัว เมื่อนั้นก็จะเห็นบุตรมนุษย์เสด็จมาในเมฆ พระองค์และทูตสวรรค์จะมาด้วยเสียงแตรเพื่อรวบรวมคนที่เลือกไว้จากทั้งสี่ทิศ เมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ให้ท่านยืนขึ้นเพราะว่าการไถ่ตัวท่านใกล้มาถึงแล้ว

ประวัติเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ตั้งแต่ประสูติจนสิ้นพระชนม์บนกางเขน และเสด็จสู่สวรรค์เพื่อเตรียมบ้านให้สำหรับคนที่เชื่อในพระองค์ จะได้ไปอยู่กับพระองต์ในวันสุดท้าย ที่มา : http://www.freebibleimages.org/illustrations/jesus-future/

บทเรียนจากต้นมะเดื่อ

(มัทธิว 24:32 – 35, มาระโก 13:28 – 31, ลูกา 21:29 – 33)

เมื่อต้นมะเดื่อและต้นไม้ทั้งหลานเริ่มแตกกิ่งและใบ ท่านก็รู้ว่าฤดูร้อนใกล้เข้ามา เช่นเดียวกัน เมื่อท่านเห็นเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น ก็จงรู้ว่าพระองค์เสด็จมาใกล้ประตูแล้ว คนในยุคนี้จะไม่ตายไปจนกว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น ฟ้าและดินจะล่วงไป แต่บรรดาถ้อยคำของเราจะไม่สูญหายไปเลย

ความจำเป็นในการเฝ้าระวังอยู่

(มัทธิว 24:36 – 44, มาระโก 13:32 – 37, ลูกา 21:34 – 38)

ไม่มีใครรู้วันเวลาว่าจะเกิดเหตุการณ์เหล่านี้เมื่อไร แม้ทูตสวรรค์และพระบุตรก็ไม่รู้ มีแต่พระบิดาเท่านั้นที่รู้

เหมือนในสมัยโนอาห์ที่คนใช้ชีวิตกันตามปกติ กินดื่ม แต่งงานกัน จนเมื่อโนอาห์เข้าไปในเรือใหญ่ น้ำก็กวาดพวกเขาจนหมดสิ้น เมื่อบุตรมนุษย์เสด็จมาก็จะเป็นอย่างนั้น เวลานั้นชายสองคนที่ทุ่งนา หญิงสองคนที่โม่แป้งด้วยกัน จะถูกรับไปแค่คนเดียวเท่านั้น ดังนั้นจงระวังอยู่ เพราะไม่รู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาวันไหน

บ่าวที่ซื่อสัตย์หรือบ่าวที่ไม่ซื่อสัตย์

(มัทธิว 24:45 – 51)

หัวหน้าบ่าวที่ซื่อสัตย์และฉลาดที่ทำตามหน้าที่ที่นายบอก เมื่อนายมาและเห็นว่าทำงานดีก็จะแต่งตั้งให้ดูแลทรัพย์ทั้งหมดของท่าน แต่ถ้าบ่าวคนนั้นคิดว่านายคงยังไม่มาและเริ่มโบยตีเพื่อนบ่าวและดื่มเมามาย นายของเขาจะมาในวันเวลาที่คิดไม่ถึงและจะลงโทษเขาอย่างหนัก พร้อมกับไล่ให้ไปอยู่ที่ที่มีแต่ความทุกข์

อุปมาเรื่องหญิงพรหมจารีสิบคน

(มัทธิว 25:1 – 13)

แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนหญิงพรหมจารีสิบคนถือตะเกียงคอยเจ้าบ่าว เป็นคนโง่ห้าคนและคนมีปัญญาห้าคนซึ่งเตรียมน้ำมันใส่ขวดไว้สำหรับตะเกียงของตน เจ้าบ่าวมาช้า พอเที่ยงคืนคนก็ตะโกนว่าเจ้าบ่าวมาแล้วให้ออกไปรับเจ้าบ่าวเถิด หญิงโง่ก็ขอแบ่งน้ำมันจากหญิงที่ฉลาด แต่ก็ไม่สามารถแบ่งให้ได้เพราะไม่พอ จึงออกไปหาซื้อ แต่ระหว่างทางเจ้าบ่าวก็มาถึง คนที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วก็ไปงานสมรสกับเจ้าบ่าว และประตูก็ปิดลง ต่อมาหญิงอีกห้าคนกลับจากซื้อน้ำมันก็มาเคาะประตูขอให้เปิด แต่ท่านตอบว่าเราไม่รู้จักท่าน ดังนั้นจงเฝ้าระวังอยู่ เพราะเราไม่รู้ว่าวันเวลาจะมาถึงเมื่อไร

อุปมาเรื่องเงินตะลันต์

(มัทธิว 25:14 – 30)

เหมือนชายคนหนึ่งกำลังออกเดินทาง จึงเรียกบ่าวมาเพื่อฝากทรัพย์สิน คนแรกให้ห้าตะลันต์ (คือจำนวนเงินที่จ้างคนงานทำงานมากกว่า 15 ปี) คนที่สองให้สองตะลันต์ และอีกคนให้ลันต์เดียว คนที่ได้ห้าตะลันต์ก็เอาเงินไปค้าขายทันที ได้กำไรมาอีกห้าตะลันต์ คนที่ได้สองตะลันต์ก็ได้กำไรสองตะลันต์เหมือนกัน แต่คนที่ได้ตะลันต์เดียวเอาเงินไปขุดหลุมฝังไว้ หลังจากเวลาผ่านไปเป็นเวลานาน นายก็กลับมา คนที่ได้ห้าตะลันต์กับสองตะลันต์ก็มารายงานว่านำเงินไปค้าขายได้กำไรมาห้าตะลันต์และสองตะลันต์ นี่แนะ เงินของท่าน นายก็ชมว่าดีที่ซื่อสัตย์ในของเล็กน้อย เราจะแต่งตั้งให้ดูแลของที่มากขึ้น ส่วนคนที่ได้รับตะลันต์เดียวมาชี้แจงว่า ข้ารู้ว่าท่านเป็นคนตระหนี่เก็บผลจากที่ตนไม่ได้หว่าน ข้ากลัวจึงเอาเงินของท่านไปฝังดินไว้ นี่แนะ เงินของท่าน นายจึงด่าว่าไอ้ข้าเกียจคร้าน เจ้าก็รู้ว่าเราเกี่ยวในสิ่งที่เราไม่ได้หว่าน เจ้าควรจะเอาเงินเราไปฝากธนาคาร เมื่อเรามาก็จะได้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย เพราะฉะนั้นให้เอาเงินหนึ่งตะลันต์ไปให้คนที่มีสิบตะลันต์ เพราะใครที่มีอยู่แล้ว จะให้คนนั้นมีอย่างเหลือเฟือ แต่คนที่ไม่มี แม้แต่สิ่งที่มีอยู่ก็จะเอาไปจากเขา เอาไอ้บ่าวชั่วช้าไปทิ้งเสียยังที่มืดภายนอก ซึ่งที่นั่นจะมีการร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน’

การทรงพิพากษาประชาชาติทั้งหลาย

(มัทธิว 25:14 – 30)

เมื่อบุตรมนุษย์เสด็จมาด้วยความยิ่งใหญ่พร้อมกับทูตสวรรค์ทั้งหมด พระองค์จะทรงประทับบนบัลลังก์อันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ประชาชาติทั้งหมดจะมารวมกันและพระองค์จะทรงแยกพวกเขาออกจากกัน เหมือนผู้เลี้ยงแกะแยกแพะออกจากแกะ โดยให้ฝูงแกะอยู่ทางขวาของพระองค์ และฝูงแพะอยู่ทางซ้าย และพระมหากษัตริย์จะกล่าวกับคนที่อยู่ด้านขวาว่า ให้มารับเอาราชอาณาจักรซึ่งเตรียมไว้ให้ท่านทั้งหลายตั้งแต่แรกสร้างโลก เพราะเมื่อเราหิวและกระหายน้ำ ท่านก็ให้เรากินและดื่ม ท่านต้อนรับเรา ให้เสื้อผ้าเรานุ่งห่ม เมื่อเราเจ็บป่วยท่านก็รักษา เมื่ออยู่ในคุกท่านก็มาเยี่ยม เวลานั้นคนชอบธรรมจะกราบทูลว่าได้กระทำสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่เมื่อไร แล้วพระมหากษัตริย์ทรงตอบว่า การที่ท่านทำกับคนเล็กน้อยที่สุดในพี่น้องของเรานี้ ก็เหมือนทำกับเราด้วย ส่วนพวกที่อยู่ด้านซ้าย พระองค์ตรัสว่า พวกที่ถูกแช่งสาปจงเข้าไปอยู่ในไฟที่ไหม้เป็นนิตย์พร้อมกับมารร้ายและสมุนของมัน เพราะเมื่อเราหิวและกระหาย ท่านก็ไม่ได้ให้เรากินหรือดื่ม เราเป็นแขกแปลกหน้าท่านก็ไม่ต้อนรับเรา เราเปลือยกายก็ไม่ให้เสื้อผ้าเรา เราเจ็บป่วยและถูกจำคุก ท่านก็ไม่มาเยี่ยมเรา แล้วพวกที่อยู่ฝั่งซ้ายก็ถามว่าได้ทำอย่างนั้นกับพระองค์ตั้งแต่เมื่อไร เวลานั้นพระองค์จะตอบว่า การที่ท่านไม่ได้ทำกับผู้เล็กน้อยที่สุดสักคนหนึ่งในพวกนี้ ก็เหมือนไม่ได้ทำกับเราด้วย คนเหล่านี้จะต้องรับโทษเป็นนิตย์ ส่วนคนชอบธรรมก็จะเข้าสู่ชีวิตนิรันดร์

แผนการประหารพระเยซู

(มัทธิว 26:1 – 5, มาระโก 14:1 – 2 , ลูกา 22:1 – 2, 21: 37 - 38)

เมื่อพระเยซูทรงตรัสคำเหล่านี้เสร็จ ก็ตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า อีกสองวันจะถึงเทศกาลปัสกา และบุตรมนุษย์จะถูกจับตรึงกางเขน ในเวลานั้นพวกหัวหน้าปุโรหิตและบรรดาผู้ใหญ่ของประชาชนมาประชุมกันที่สำนักของมหาปุโรหิตที่ชื่อว่าคายาฟาส เพื่อจะวางอุบายจับพระเยซูและฆ่าเสีย แต่เขาพูดกันว่าอย่าเพิ่งทำในช่วงเทศกาลเลย เพราะประชาชนจะเกิดความวุ่นวาย ส่วนพระเยซู พระองค์ทรงสั่งสอนอยู่ในวิหารทุกวัน และกลับไปนอนที่ภูเขามะกอกเทศทุกคืน ทุกคนจะตื่นแต่เช้ามาฟังพระองค์สอนที่วิหาร

ประวัติเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ตั้งแต่ประสูติจนสิ้นพระชนม์บนกางเขน และเสด็จสู่สวรรค์เพื่อเตรียมบ้านให้สำหรับคนที่เชื่อในพระองค์ จะได้ไปอยู่กับพระองต์ในวันสุดท้าย ที่มา : http://www.freebibleimages.org/illustrations/mary-anoints-jesus/

การชโลมที่เบธานี

(มัทธิว 26:6 – 13, มาระโก 14:3 – 9)

ระหว่างที่พระเยซูประทับอยู่ที่หมู่บ้านเบธานีในบ้านของซีโมนคนที่เคยเป็นโรคเรื้อน มีหญิงคนหนึ่งถือน้ำหอมราคาแพงมาเทที่พระเศียรพระเยซูขณะที่พระองค์กำลังเสวยอาหาร เมื่อสาวกเห็นก็ไม่พอใจและพูดว่าทำไมต้องสิ้นเปลืองอย่างนี้ ถ้าเอาไปขายก็จะได้เงินมากกว่าสามร้อยเดนาริอัน เอาไปแจกคนจนได้ พวกเขาจึงตำหนิหญิงคนนั้น พระเยซูตรัสว่าอย่ากวนหญิงคนนี้ที่ทำดีต่อเรา เพราะคนยากจนมีอยู่เสมอ แต่เราไม่ได้อยู่กับท่านเสมอไป หญิงคนนี้ทำสุดกำลังของนางแล้ว การที่หญิงนี้เทน้ำมันหอมบนกายเราก็เพื่อเตรียมการฝังศพของเรา และสิ่งที่หญิงคนนี้ทำจะถูกกล่าวถึงไปทั่วโลกที่มีการประกาศข่าวประเสริฐเพื่อเป็นการระลึกถึงนาง

พวกกรีกบางคนปรารถนาจะเห็นพระเยซู

(ยอห์น 12:20 –26)

มีพวกกรีกอยู่ที่งานเทศกาลด้วย พวกเขาไปหาฟีลิปซึ่งมาจากหมู่บ้านเบธไซดาในแคว้นกาลิลี แล้วพูดกับเขาว่าอยากเห็นพระเยซู ฟีลิปจึงไปบอกอันดรูว์ แล้วอันดรูว์กับฟีลิปไปทูลพระเยซู และพระเยซูตรัสตอบพวกเขาว่า ถึงเวลาแล้วที่บุตรมนุษย์จะได้รับพระเกียรติ ถ้าเมล็ดข้าวไม่ตกลงไปในดินและตายก็จะคงอยู่แค่เมล็ดเดียว แต่ถ้าตายไปก็จะงอกขึ้นเกิดผลมาก ใครจะปรนนิบัติเราก็ต้องตามเรามา และพระเจ้าจะประทานเกียรติให้แก่ผู้นั้น

บุตรมนุษย์จะต้องถูกยกขึ้น

(ยอห์น 12:27 – 36)

พระเยซูตรัสว่าตอนนี้พระองค์ทรงทุกข์ใจมาก แต่จะไม่อธิษฐานขอพระบิดาให้ช่วย เพื่อจุดประสงค์นี้เอง เราจึงมาถึงช่วงเวลานี้ ข้าแต่พระบิดา ขอพระองค์ทรงให้พระนามของพระองค์รับพระเกียรติ แล้วมีเสียงจากฟ้าดังว่า เราได้ทำอย่างนั้นแล้ว และเราจะทำต่อไป ฝูงชนที่ยืนอยู่ได้ยิน บ้างก็พูดว่าฟ้าร้อง บ้างก็ว่าทูตสวรรค์องค์หนึ่งกล่าวกับพระองค์ พระเยซูตรัสว่าเสียงนี้เกิดขึ้นเพื่อพวกท่าน ไม่ใช่เพื่อเรา การพิพากษามาถึงโลกแล้วและผู้ครอบครองโลกจะถูกกำจัดออกไป เมื่อเราถูกยกขึ้นจากแผ่นดินโลกแล้ว เราก็จะทำให้ทุกคนมาหาเรา (พระองค์พูดอย่างนี้ เพื่อบอกให้รู้ว่าพระองค์จะต้องตายแบบไหน) ฝูงชนถามว่า พระคัมภีร์บอกว่าพระคริสต์จะมีชีวิตตลอดไป ทำไมท่านพูดว่าบุตรมนุษย์ต้องถูกยกขึ้น บุตรมนุษย์คือใคร พระเยซูตอบว่า ความสว่างจะอยู่อีกหน่อยหนึ่ง จงเดินเมื่อยังมีความสว่างอยู่ เพราะถ้ามืดก็จะไม่รู้ว่ากำลังเดินไปทางไหน ขณะที่พวกท่านมีความสว่าง จงวางใจในความสว่างนั้น เพื่อจะได้เป็นลูกของความสว่าง เมื่อพูดจบพระองค์ก็จากไปและซ่อนตัวจากพวกฝูงชน

พวกยิวไม่วางใจในพระเยซู

(ยอห์น 12:37 – 43)

แม้ว่าพระเยซูจะทำหมายสำคัญหลายอย่างแต่คนยิวก็ยังไม่เชื่อพระองค์ เพื่อจะได้สำเร็จตามอิสยาห์ได้พยากรณ์ไว้ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ใครจะเชื่อสิ่งที่เราประกาศ? และพระกรของพระเจ้าทรงสำแดงแก่ใคร? พระองค์ทรงปิดตาของพวกเขา และทำใจของเขาให้แข็งกระด้างไป เกรงว่าพวกเขาจะเห็นด้วยตา และเข้าใจด้วยจิตใจ และหันกลับมา ให้เรารักษาเขาให้หาย” อย่างไรก็ตามมีเจ้าหน้าที่หลายคนที่เชื่อในพระองค์แต่ไม่กล้ายอมรับอย่างเปิดเผย เพราะกลัวพวกฟาริสีจะขับตนออกจากธรรมศาลา เขารักการชมเชยจากมนุษย์มากกว่าพระเจ้า

พระดำรัสของพระเยซูเป็นหลักพิพากษา

(ยอห์น 12:44 – 50)

พระเยซูประกาศว่าคนที่วางใจพระองค์ ก็วางใจพระเจ้า และคนที่เห็นพระองค์ก็เห็นพระเจ้าด้วย เราเป็นความสว่างของโลกคนที่เชื่อเราก็จะไม่เดินในความมืด เราไม่ได้มาพิพากษาโลก แต่มาเพื่อช่วยโลกให้รอด ใครไม่ยอมรับเรา คำพูดของเราจะพิพากษาเขาในวันสุดท้าย เพราะเราไม่ได้พูดตามใจตนเอง แต่พูดตามที่พระบิดาให้พูด และพระบัญญัติของพระองค์ก็เป็นชีวิตนิรันดร์

ยูดาสตกลงที่จะทรยศพระเยซู

(มัทธิว 26:14 – 16, มาระโก 14:10 – 11, ลูกา 22:3 – 6)

ซาตานเข้าดลใจยูดาสอิสคาริโอทหนึ่งในสาวกสิบสองคนให้ไปหาหัวหน้าปุโรหิตและพวกนายทหารรักษาพระวิหาร ถามว่าถ้ามอบตัวพระเยซูแล้วจะให้เขาเท่าไร เมื่อพวกเขาได้ยินก็ดีใจจึงให้เงินยูดาสสามสิบเหรียญ ตั้งแต่นั้นมายูดาสก็หาช่องที่จะทรยศพระเยซู

 

<<  ย้อนกลับ | หน้าถัดไป   >>

ค้นหาความจริง

เริ่มต้นการเป็นคริสเตียน

สื่อคริสเตียน Online