พระเจ้ามีจริงหรือ โลกที่เราอยู่เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญหรือมีผู้สร้าง
ความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก แต่ความรักใหญ่ที่สุด
1 โครินธ์ 13:13

> รู้จักพระเจ้า

รู้จักพระเจ้า

เรียบเรียงโดย พายุแห่งความเปรมปรีดิ์

พระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์เองให้เราได้รู้จักพระองค์ผ่านทางพระคัมภีร์ไบเบิลว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่เที่ยงแท้แต่องค์เดียว เป็นพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และจักรวาล แท้จริงแล้วความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าก็สะท้อนออกมาทางชื่อที่เราใช้เรียกพระองค์

พระในแต่ละศาสนาก็มีชื่อเรียกที่แตกต่างกัน พระเจ้าของคริสเตียนก็มีชื่อเช่นเดียวกัน และมีหลากหลายชื่อด้วย อย่างไรก็ตามหากเราพูดถึง “พระเจ้า” คนไทยก็เข้าใจได้ว่าเป็นพระเจ้าของคริสเตียน คำว่า “พระเจ้า” แปลอีกความหมายหนึ่งก็คือ พระของเจ้าทั้งหลาย ซึ่งแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์เหนือพระอื่น ๆ ผ่านทางชื่อที่เราเรียก หรือภาษาอังกฤษก็ใช้คำว่า “God” ในขณะที่พระอื่น ๆ นั้น จะเขียนว่า god นี่ก็แสดงถึงพระลักษณะที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าผ่านทางภาษาที่เราใช้เรียกพระองค์ด้วยเช่นเดียวกัน

แม้ว่าพระเจ้าจะเปิดเผยพระองค์เองให้มนุษย์ได้รู้จักมาช้านาน แต่ก็ยังมีคำถามต่าง ๆ เกี่ยวกับพระองค์ว่าพระเจ้าคือใคร ในที่นี้เราจะตอบคำถามต่าง ๆ ที่มักพบเจอเพื่อที่เราจะได้รู้จักพระองค์มากยิ่งขึ้น

คำถาม 1 ใครสร้างพระเจ้า

พระเจ้าคือใคร พระองค์หน้าตาเป็นแบบไหน ทรงประทับอยู่ที่ไหน และทำงานอะไร ลองมาทำความรู็จักกับพระองค์ แล้วจะรู้ว่าพระเจ้านั้นทรงยิ่งใหญ่นัก ที่มา : https://www.christianforums.com/blogs/eternal-god-by-the-robbie-seay-band.55383/

เนื่องจากเราคุ้นเคยว่าทุกสิ่งต้องมีจุดเริ่มต้น บ้านต้องมีคนสร้าง ต้นไม้ต้องมีคนปลูก มนุษย์ก็ต้องมีจุดกำเนิด แม้แต่จักรวาลหรือดวงดาวต่าง ๆ เราก็รู้ว่ามีจุดเริ่มต้น และมีวันดับสูญ เช่นเดียวกัน มนุษย์จึงมีคำถามว่า แล้วพระเจ้าเกิดขึ้นได้ยังไง?

พระคัมภีร์ไบเบิลบอกเราว่าไม่มีใครสร้างพระเจ้า พระคัมภีร์ได้บอกเราเกี่ยวกับพระเจ้า ดังนี้

1. พระองค์ทรงเป็นนิรันดร์
สดุดี 90:2 ก่อนที่ภูเขาทั้งหลายเกิดขึ้นมา ก่อนที่พระองค์ทรงให้กำเนิดแผ่นดินโลกและพิภพ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าตั้งแต่นิรันดร์กาลถึงนิรันดร์กาล

อิสยาห์ 40:28 ท่านรู้แล้วไม่ใช่หรือ? ท่านเคยได้ยินไม่ใช่หรือ? พระยาห์เวห์ทรงเป็นพระเจ้าเนืองนิตย์ เป็นผู้สร้างที่สุดปลายแผ่นดินโลก พระองค์ไม่ทรงอ่อนเปลี้ยหรือเหน็ดเหนื่อย ความเข้าใจของพระองค์ก็เหลือจะหยั่งรู้ได้

2. พระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนแล้ว
พระเจ้าอยู่ก่อนที่จะมีโลกและจักรวาล พระเจ้าทรงเป็นจุดเริ่มต้น ทรงเป็นผู้สร้างโลก และทรงเป็นผู้สร้างเวลา ดังนั้นพระองค์จึงอยู่เหนือกาลเวลา (ปฐมกาล 1:1)

เพราะเวลาทำให้เกิดจุดเริ่มต้น และจุดสิ้นสุด เมื่อพระเจ้าทรงอยู่เหนือกาลเวลา พระองค์จึงไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีจุดสิ้นสุด ดังนั้นพระเจ้าจึงทรงดำรงอยู่ก่อนแล้ว และทรงดำรงเป็นนิจนิรันดร์

วิวรณ์ 1:8 พระเจ้าผู้ทรงเป็นอยู่ ผู้ทรงเคยเป็นอยู่ ผู้ที่จะเสด็จมา และผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ตรัสว่า “เราเป็นอัลฟา (เป็นอักษรตัวแรกของภาษากรีก) และโอเมกา (เป็นอักษรตัวสุดท้ายของภาษากรีก)

วิวรณ์ 22:13 เราคืออัลฟาละโอเมกา เป็นเบื้องต้นและเบื้องปลาย เป็นปฐมและอวสาน

คำถาม 2 พระเจ้าชื่ออะไร

ชื่อของพระเจ้านั้นมีมากมายหลากหลายชื่อ ซึ่งแต่ละชื่อก็จะสะท้อนพระลักษณะของพระเจ้าออกมา ดังนั้นเราจึงรู้จักพระเจ้าได้โดยพระนามของพระองค์ โดยพระนามของพระเจ้ามีดังนี้

1. Elohim (เอโลฮิม)

แปลว่า พระผู้สร้าง ผู้ทรงฤทธิ์ และผู้ทรงเข้มแข็ง ตัวอย่างของชื่อพระเจ้า Elohim ที่ปรากฏในพระคัมภีร์ เช่น ปฐมกาล 1:1 , สดุดี 7:9 บางครั้งก็เขียนคำว่า Elohim แบบสั้น ๆ คือ El ซึ่งนำมาเป็นส่วนหนึ่งในพระนามอื่น ๆ ของพระเจ้า เช่น

พระเจ้าคือใคร พระองค์หน้าตาเป็นแบบไหน ทรงประทับอยู่ที่ไหน และทำงานอะไร ลองมาทำความรู็จักกับพระองค์ แล้วจะรู้ว่าพระเจ้านั้นทรงยิ่งใหญ่นัก ที่มา : https://wheelsms.files.wordpress.com/2016/06/names-of-god-title-slide.jpg

1.1 El Shaddai (เอล ชัดได) แปลว่า พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์
ปรากฏในพระคัมภีร์หลายครั้ง เช่น อพยพ 6:1 ปฐมกาล 17:1, 28:3, 35:11 สดุดี 91:1-2 เป็นต้น

1.2 El Elyon (เอล เอลโยน) แปลว่าองค์ผู้สูงสุด

รากศัพท์มาจากภาษาฮิบรู แปลว่า ไต่ขึ้น หรือขึ้นไป ตัวอย่างที่พบก็เช่น ปฐมกาล 14:19 สดุดี 9:2 ดาเนียล 7:18, 22, 25 เป็นต้น

1.3 El Olam (เอล โอลัม) แปลว่า พระเจ้านิรันดร์

ตัวอย่างเช่น ปฐมกาล 21:33 สดุดี 90:1-3 เยเรมีย์ 10:10 เป็นต้น

2. Yahweh (YHWH) (ยาเวห์)
มาจากคำที่แปลว่า คงอยู่หรือเป็น ปรากฏในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมถึง 6,519 ครั้ง โดยปรากฏครั้งแรกใน ปฐมกาล 2:4 และพระนาม Yahweh (ยาเวห์) ก็นำมาเป็นส่วนหนึ่งของพระนามพระเจ้านามอื่น ๆ เช่น

2.1 Yahweh Jireh (Yireh) (ยาเวห์ ยิเรห์) แปลว่า พระเจ้าจะทรงจัดเตรียมให้

พระนามนี้ปรากฏในพระคัมภีร์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น คือใน ปฐมกาล 22:14

2.2 Yahweh Nissi (ยาเวห์ นิสสี) แปลว่า พระเจ้าผู้ทรงเป็นธงชัยของเรา

แสดงในความหมายว่าพระองค์ทรงเป็นชัยชนะของเรา เป็นผู้สู้รบเพื่อประชากรของพระองค์ ดังที่ปรากฏใน อพยพ 17:15

2.3 Yahweh Shalom (ยาเวห์ ชาโลม) แปลว่า พระเจ้าองค์สันติภาพของเรา

แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงเป็นสันติสุขและที่ ๆ เราได้พัก ซึ่งปรากฏเพียงครั้งเดียวใน ผู้วินิฉัย 6:24

2.4 Yahweh Sabbaoth (ยาเวห์ ซาโบท) แปลว่า พระเจ้าจอมโยธา

แสดงภาพทางการทหารที่พระเจ้าทรงเป็นผู้บัญชาการกองทัพสูงสุด คำนี้ปรากฏครั้งแรกใน 1 ซามูเอล 1:3

2.5 Yahweh Maccaddeshcem (ยาเวห์ เมคเคอห์เดช) แปลว่า พระเจ้าผู้ทรงชำระเราให้บริสุทธิ์ ทำให้บริสุทธิ์

คำนี้ปรากฏในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมเพียง 2 ครั้งเท่านั้น ครั้งแรกใน อพยพ 31:13 และใน เลวีนิติ 20:8

2.6 Yahweh Ro’I (ยาเวห์ โรฮิ) แปลว่า พระเจ้าผู้ทรงเป็นผู้เลี้ยง

แสดงภาพของพระเจ้าที่ทรงเลี้ยงดูประชากรของพระองค์ดุจเลี้ยงฝูงแกะ ปรากฏใน สดุดี 23:1

2.7 Yahweh Tsidkenu (ยาเวห์ ซิเคนู) แปลว่า พระเจ้าทรงเป็นความชอบธรรมของเรา

คำนี้ปรากฏในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมเพียง 2 ครั้งเท่านั้น ครั้งแรกใน เยเรมีย์ 23:6 และใน เยเรมีย์ 33:16

2.8 Yahweh Shammah (ยาเวห์ ชัมมาห์) แปลว่า พระเจ้าทรงสถิตที่นั่น

พระนามนี้แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าจะไม่ทรงทอดทิ้งกรุงเยรูซาเล็มให้อยู่ในความหายนะ แต่จะได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่ โดยพระนามนี้ปรากฏแค่ครั้งเดียวในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม คือใน เอเศเคียล 48:35

2.9 Yahweh Elohim Israel (ยาเวห์ เอโลฮิม อิสราเอล) แปลว่า พระเจ้าของอิสราเอล

แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของชนชาติอิสราเอล ไม่เหมือนพระเทียมเท็จต่าง ๆ ที่อยู่ในสมัยนั้น เช่นปรากฏใน ผู้วินิฉัย 5:3 อิสยาห์ 17:6

พระเจ้าคือใคร พระองค์หน้าตาเป็นแบบไหน ทรงประทับอยู่ที่ไหน และทำงานอะไร ลองมาทำความรู็จักกับพระองค์ แล้วจะรู้ว่าพระเจ้านั้นทรงยิ่งใหญ่นัก ที่มา : http://injesusnetwork.com/wp-content/uploads/2014/02/Adonai-Name-of-God.jpg

3. Adonai (อโดนาย)

แปลว่า พระเจ้า เหมือนกับคำว่า Elohim แต่จะแสดงภาพความสัมพันธ์ของพระเจ้าในลักษณะเป็นจอมเจ้านาย มีสิทธิอำนาจ คำนี้ปรากฏในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม 434 ครั้ง โดยปรากฏครั้งแรกใน ปฐมกาล 15:2 ซึ่งปรากฏในพระธรรมตอนอื่น ๆ อีก เช่น ปฐมกาล 18:2 โยชูวา 5:14 หรือใน 1 ซามูเอล 1:15 เป็นต้น

4. Theos (ธีร์ออส)

เป็นคำในภาษากรีกซึ่งแปลว่า พระเจ้า ซึ่งสามารถใช้เรียกทั้งพระเจ้าของคริสเตียน พระเทียมเท็จอื่น ๆ หรือแม้แต่ใช้เรียกคนด้วย คำนี้เป็นคำที่ใช้เรียกพระเจ้าในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ โดยคำนี้ใช้ในการแสดงว่า

4.1 ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้

เช่นที่ปรากฏใน มัทธิว 23:9 โรม 3:30 เป็นต้น

4.2 ทรงไม่เหมือนพระใด (unique)

เช่นที่ปรากฏใน 1 ทิโมธี 1:17 ยอห์น 17:3 วิวรณ์ 15:4, 16:7 เป็นต้น

4.3 ทรงอยู่เหนือทุกสิ่ง (transcendent)

เช่นที่ปรากฏใน กิจการ 17:24 ฮิบรู 3:4 วิวรณ์ 10:6 เป็นต้น

4.4 ทรงเป็นผู้ช่วยให้รอด

เช่นที่ปรากฏใน 1 ทิโมธี 1:1, 2:3, 4:10 ยอห์น 3:16 เป็นต้น

4.5 ใช้แสดงว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้า

เช่นที่ปรากฏใน ยอห์น 1:1, 18 ; 20:28 1 ยอห์น 5:20 โรม 9:5 ฮิบรู 1:8 2 เปโตร 1:1 เป็นต้น

5. Kurios (คูริออส)

คำนี้เป็นภาษากรีกเช่นเดียวกัน แปลว่าองค์พระผู้เป็นเจ้า แสดงภาพถึงสิทธิอำนาจและอำนาจสูงสุด ซึ่งเป็นคำทั่ว ๆ ไป สามารถใช้เรียกคน หรือรูปเคารพอื่น ๆ เหมือนคำว่า Theos แต่ถ้าใช้เรียกพระเยซู จะหมายถึง

5.1 รับบี หรืออาจารย์ เช่นที่ปรากฏใน มัทธิว 8:6

5.2 พระเจ้า เช่นใน ยอห์น 20:28 กิจการ 2:36 โรม 10:9 ฟิลิปปี 2:11 เป็นต้น

6. Despotes (เดสโพเทส)

ภาษากรีกจะแปลว่าเจ้านาย จะแสดงภาพถึงความเป็นเจ้าของ ซึ่งแตกต่างจากคำว่า Kurios ที่เน้นที่สิทธิอำนาจ เช่นที่ปรากฎใน ลูกา 2:29 กิจการ 4:24 วิวรณ์ 6:10 ยูดาห์ 4 หรือใน 2 เปโตร 2:1 เป็นต้น

7. Father

เป็นคำที่แสดงว่า โดยความเชื่อของเราในพระเยซู เราจึงได้สิทธิในการเป็นบุตรของพระเจ้า ดังนั้นคำว่า บิดา จึงใช้แทนคำว่าพระเจ้าในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ด้วย คำว่าพระบิดาใช้เรียกพระเจ้าในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมเพียง 15 ครั้ง ในขณะที่ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่มีถึง 245 ครั้ง เช่นที่ปรากฏใน มัทธิว 7:11 ยากอบ 1:17 ฮิบรู 12:5-11 ยอห์น 15:16, 16:23 เอเฟซัส 2:18, 3:15 หรือใน 1 เธสะโลนิกา 3:11 เป็นต้น

คำถาม 3 พระเจ้าหน้าตาเป็นยังไง

 


ไม่มีใครเคยเห็นพระเจ้า จึงไม่รู้ว่าพระองค์ทรงมีหน้าตาแบบไหน อย่างไรก็ตามพระคัมภีร์ได้บอกเราเกี่ยวกับพระลักษณะของพระเจ้าดังนี้

พระเจ้าคือใคร พระองค์หน้าตาเป็นแบบไหน ทรงประทับอยู่ที่ไหน และทำงานอะไร ลองมาทำความรู็จักกับพระองค์ แล้วจะรู้ว่าพระเจ้านั้นทรงยิ่งใหญ่นัก ที่มา : http://injesusnetwork.com/wp-content/uploads/2014/02/Adonai-Name-of-God.jpg

1. พระเจ้าทรงเป็นวิญญาณ

ใน ยอห์น 4:24 พระเยซูทรงบอกหญิงชาวสะมาเรียที่อยู่ข้างบ่อน้ำว่า พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ แล้ววิญญาณคืออะไร? ใน ลูกา 24:39 พระเยซูตรัสว่า จงดูที่มือและเท้าของเราว่าเป็นเราเอง จงคลำตัวเราดู เพราะว่าผีไม่มีเนื้อและกระดูกเหมือนอย่างที่พวกท่านเห็นว่าเรามี ดังนั้นวิญญาณก็คือ อะไรก็ตามที่ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยเนื้อหนังและกระดูก

พระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ ดังนั้นพระองค์จึงไม่ถูกจำกัดด้วยสภาพร่างกายเนื้อหนัง นั่นคือพระเจ้าไม่มีข้อจำกัดทางด้านรูปร่าง เราจึงมองพระองค์ไม่เห็น พระเจ้าไม่ถูกจำกัดทางด้านสถานที่และเวลา ดังนั้นพระเจ้าจึงสามารถอยู่ที่ไหนก็ได้ในเวลาเดียวกัน พระคัมภีร์ให้ภาพพระเจ้าเรา 3 ประการก็คือ

1.1 พระองค์ทรงเป็นอนันต์ นั่นคือพระองค์ไม่มีจุดเริ่มต้น และไม่มีจุดสิ้นสุด

1.2 พระองค์ทรงเป็นนิรันดร์ นั่นคือพระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนแล้ว พระองค์ทรงอยู่เหนือกาลเวลา ไม่มีเวลาไหนที่พระองค์ไม่ดำรงอยู่ และพระองค์ทรงดำรงอยู่ตลอดไป

1.3 พระองค์ไม่ทรงเปลี่ยนแปลง นั่นคือไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้พระเจ้าสามารถเปลี่ยนไปจากเดิมได้ พระองค์ทรงเป็นอย่างไรในอดีต ก็ทรงเป็นอย่างนั้นในปัจจุบัน และยังคงเป็นเหมือนเดิมในอนาคตด้วย

2. พระเจ้าทรงเป็นบุคคล

พระคัมภีร์พูดเกี่ยวกับพระเจ้าเสมอว่าพระองค์ทรงรัก พระเจ้าทรงตรัส พระเจ้าทรงกระทำ พระเจ้ามีบุคลิกลักษณะเหมือนกับคน ๆ หนึ่ง พระเจ้าทรงรู้สึก ทรงคิด ทรงมีความปรารถนา ทรงเปี่ยมด้วยสติปัญญา ทรงสัพพัญญูล่วงรู้ทุกสิ่ง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่พระองค์สำแดงออกมาได้สะท้อนบุคลิกลักษณะความเป็นบุคคลของพระองค์ จะต่างกับเราก็ตรงที่พระเจ้าไม่ได้ถูกจำกัดด้วยร่างกายที่เป็นเนื้อหนังเหมือนกับมนุษย์ทั่วไป

3. พระเจ้าทรงบริสุทธิ์และชอบธรรม

ตั้งแต่ปฐมกาลจนถึงวิวรณ์ได้แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงบริสุทธิ์ ในพระองค์ไม่มีความมืด (1 ยอห์น 1:5) และพระองค์ทรงอดทนและเกลียดชังความบาป และเพราะความบาปทำให้เราถูกแยกออกจากพระเจ้า (อิสยาห์ 59:2) ก่อนความบาปจะเข้ามาในโลก มนุษย์ได้มีสามัคคีธรรม (พูดคุย) กับพระเจ้า แต่เพราะความบาป เราจึงถูกแยกออกห่างจากพระเจ้า โดยทางพระเยซูคริสต์เพียงทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เรากลับไปคืนดีและมีสามัคคีธรรมกับพระเจ้าอีกครั้งหนึ่ง

4. พระเจ้าทรงเป็นความรัก

หลาย ๆ คนเข้าใจผิด คิดว่าพระเจ้าทรงเป็นความรัก ดังนั้นทุกอย่างจึงสวยงามไปหมด และพระเจ้าคงไม่ลงโทษเราแน่นอน แต่อย่าลืมว่าพระเจ้าทรงบริสุทธิ์และยุติธรรม พระองค์ทรงเกลียดชังความบาป โทษของความบาปก็คือความตายฝ่ายวิญญาณ (ตกนรก) เพราะว่าพระเจ้าทรงยุติธรรม เมื่อทำผิดก็ต้องรับโทษ ดังนั้นคนที่ทำบาปจึงต้องถูกลงโทษ แต่เพราะความรักของพระเจ้า พระองค์จึงทรงวางแผนที่จะช่วยเหลือเราทุกคนจากโทษทัณฑ์ของบาป พระองค์จึงส่งพระเยซูคริสต์มาตายเพื่อไถ่บาปเรา (ยอห์น 3:16) เราเพียงแค่ต้อนรับพระเยซูและยอมรับการยกโทษและชำระเราให้บริสุทธิ์จากพระเจ้า เราก็จะได้มีชีวิตอยู่ร่วมกับพระเจ้าเป็นนิจนิรันดร์

คำถาม 4 พระเจ้าทรงอยู่ที่ไหน

 

 

หลาย ๆ คนคงจะจินตนาการว่าพระเจ้าทรงประทับอยู่บนสวรรค์ นั่งบนบัลลังก์และมองลงมายังโลกมนุษย์ดูเราแต่ละคนอยู่ นั่นเป็นคำตอบที่ถูกต้องเพียงส่วนเดียวเท่านั้น ในเอเฟซัส 2:22 บอกเราว่า และในพระองค์นั้น พวกท่านก็กำลังถูกก่อร่างสร้างขึ้นด้วยกันให้เป็นที่สถิตของพระเจ้าโดยพระวิญญาณ และใน 1 เปโตร 2:5 บอกว่า และพวกท่านเองเป็นดังศิลาที่มีชีวิต จงรับการสร้างขึ้นเป็นพระนิเวศฝ่ายวิญญาณ เพื่อเป็นปุโรหิตบริสุทธิ์ เพื่อถวายเครื่องบูชาฝ่ายวิญญาณ อันเป็นที่ชอบพระทัยของพระเจ้าโดยทางพระเยซูคริสต์

นี่แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าไม่ได้อยู่แค่ในสวรรค์ตามที่หลายคนเข้าใจเท่านั้น แต่พระเจ้ายังสถิตอยู่ในโลกนี้ด้วย ไม่ได้อยู่ตามโบสถ์หรือวิหารที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่อยู่ในใจผู้เชื่อทุกคน เพราะเราคือวิหารของพระเจ้า เหมือนที่เปาโลได้บอกไว้ใน 1 โครินธ์ 3:16 ดังนั้นถ้าจะถามว่าบ้านพระเจ้าอยู่ที่ไหน คำตอบก็คืออยู่บนสวรรค์และพระองค์ประทับอยู่ในผู้เชื่อทุกคน เพราะพระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ พระองค์ทรงสามารถสถิตอยู่ทุกหนทุกแห่งในเวลาเดียวกันได้ ซึ่งสิ่งนี้เกินกว่าที่ความคิดของมนุษย์จะสามารถเข้าใจได้

คำถาม 5 พระเจ้าทรงทำงานอะไร

 

 

พระเจ้าคือใคร พระองค์หน้าตาเป็นแบบไหน ทรงประทับอยู่ที่ไหน และทำงานอะไร ลองมาทำความรู็จักกับพระองค์ แล้วจะรู้ว่าพระเจ้านั้นทรงยิ่งใหญ่นัก ที่มา : http://creationday.com/2015/06/the-bible-from-creation-to-new-creation/

1. อดีต

1.1 การทรงสร้าง

ตั้งแต่ปฐมกาล พระเจ้าทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ทรงสร้างมนุษย์และสัตว์ต่าง ๆ พระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่ง พระเจ้าทรงสร้างสวนเอเดนให้มนุษย์อยู่ มนุษย์คู่แรกใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องมีภาระหนักอะไร จนกระทั่งมนุษย์คู่แรกล้มลงในความบาป จึงถูกขับออกจากสวนเอเดน และต้องทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงชีพ มนุษย์ถูกตัดขาดจากพระเจ้า เพราะพระเจ้าทรงเกลียดชังบาป แต่พระเจ้าทรงรักมนุษย์ พระองค์จึงทรงเตรียมแผนการที่จะช่วยมนุษย์ไม่ให้พินาศในบึงไฟนร


1.2 การทรงไถ่

ในวันที่มนุษย์ล้มลงในความบาปและถูกขับออกจากสวนเอเดน พระเจ้าได้บอกถึงแผนการทรงไถ่ของพระองค์แก่มนุษย์ทุกคนบนโลกนี้ ในปฐมกาล 3:14-15 บอกว่า

14 พระยาห์เวห์พระเจ้าจึงตรัสกับงูว่า “เพราะเหตุที่เจ้าทำเช่นนี้ เจ้าจะต้องถูกสาปแช่งมากกว่าสัตว์ใช้งานและสัตว์ป่าทั้งปวง จะต้องเลื้อยไปด้วยท้อง จะต้องกินผงคลีดินตลอดชีวิตของเจ้า
15 เราจะให้เจ้ากับหญิงนี้เป็นศัตรูกัน ทั้งพงศ์พันธุ์ของเจ้า และพงศ์พันธุ์ของนางด้วย เขาจะทำให้หัวของเจ้าแหลก และเจ้าจะทำให้ส้นเท้าของเขาฟกช้ำ”

ปกติผู้สืบสกุลจะมาจากผู้ชายเท่านั้น แต่พระธรรมตอนนี้บอกว่าพงศ์พันธุ์ของหญิงจะทำให้หัวของซาตานแหลก แต่มันจะทำให้ส้นเท้าของเขาฟกช้ำ ซึ่งนี่เล็งถึงพระเยซู เพราะมีพระองค์เพียงคนเดียวในโลกเท่านั้นที่ทรงกำเนิดจากหญิงพรหมจารีและนี่คือพงศ์พันธุ์ของหญิงนั่นเอง มารซาตานได้ตรึงพระเยซูบนกางเขน โดนตอกตระปูที่แขนและขา นั่นก็คือการทำให้ “ส้นเท้าของเขาฟกช้ำ”

จะเห็นว่าพระเจ้ามีแผนการที่จะไถ่มนุษย์มาตั้งแต่ปฐมกาล และแผนการนั้นสำเร็จในชีวิตของพระเยซูเมื่อสองพันกว่าปีก่อน แต่แผนการแห่งการหลุดพ้นจากบาปนั้นต้องทำด้วยกันทั้งสองฝ่าย พระเจ้าทรงทำส่วนของพระองค์แล้ว ที่เหลือคือส่วนของเราหรือของมนุษย์ทุกคน ว่าจะรับของขวัญชิ้นนี้จากพระเจ้าหรือไม่ ถ้าเชื่อในพระเยซูว่าเป็นพระเจ้าที่ลงมาตายเพื่อไถ่บาปเรา ขอรับการอภัยโทษบาปจากพระเจ้า เมื่อเราจากโลกนี้ไป เราก็มั่นใจได้ว่าจะได้อยู่กับพระองค์บนสวรรค์ เพราะตอนนี้พระเยซูกำลังเตรียมบ้านใหม่ให้เราทุกคนบนสวรรค์ พระองค์กำลังรอเราอยู่

2. ปัจจุบัน

2.1 การทรงไถ่

แม้ว่าพระเยซูจะทำหน้าที่ในส่วนของพระองค์บนกางเขนเสร็จแล้วก็ตาม แต่พระเจ้าไม่ปรารถนาจะให้มนุษย์สักคนเดียวพินาศ พระองค์จึงยังทรงให้โอกาสมนุษย์ทุกคนที่จะกลับใจและหันมาหาพระเจ้า พระเจ้าทรงให้ผู้ที่เชื่อในพระองค์มีส่วนในแผนการทรงไถ่นี้ด้วย โดยการบอกข่าวดีแห่งการคืนดีกับพระเจ้าแก่คนรอบข้าง เพื่อทุกคนที่วางใจในพระเยซูจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์

พระเจ้าคือใคร พระองค์หน้าตาเป็นแบบไหน ทรงประทับอยู่ที่ไหน และทำงานอะไร ลองมาทำความรู็จักกับพระองค์ แล้วจะรู้ว่าพระเจ้านั้นทรงยิ่งใหญ่นัก ที่มา : http://www.thegoodshepherd.org.uk/

2.2 การเลี้ยงดู
พระเจ้ายังทรงทำงานของพระองค์ในการดูแลเราทุก ๆ คน ไม่ว่าจะเป็นการรักษาโรค การทรงนำในชีวิต การเลี้ยงดู การเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราในทางที่ดีขึ้น การปกป้องพิทักษ์รักษา และอื่น ๆ อีกมากมาย เพราะพระองค์ทรงรักและทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลดีในทุกสิ่ง

3. อนาคต

แม้ว่าพระเจ้าจะทรงรักมนุษย์ ทรงรักทุกสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง แต่พระเจ้าก็เป็นพระเจ้าแห่งความยุติธรรมด้วย เมื่อทำผิดก็ต้องรับโทษ แต่หากทำดีก็ได้รับรางวัล


 

พระเจ้าทรงกำหนดวันไว้วันหนึ่ง เป็นวันที่พระองค์จะเสด็จกลับลงมาที่โลกนี้เพื่อพิพากษา โดยผู้ที่ไม่มีบาป (จริง ๆ เราทุกคนเป็นคนบาป แต่พระโลหิตของพระเยซูได้ชำระเราให้บริสุทธิ์แล้ว) หรือผู้ที่เชื่อในพระองค์ พระเจ้าจะประทานบำเหน็จ หรือประทานรางวัลให้แก่แต่ละคนตามการกระทำของเขา และจะได้อยู่ร่วมกับพระองค์บนสวรรค์เป็นนิจนิรันดร์ แต่หากผู้ที่ทำบาป หรือไม่เชื่อในพระเจ้า ผู้นั้นก็ต้องชดใช้บาปกรรมที่ได้ทำไป นั่นก็คือจะต้องตกนรกเป็นนิจนิรันดร์

พระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์ให้มนุษย์ได้รู้จักพระองค์แล้ว แต่การแค่รู้ว่าพระองค์เป็นใครนั้นยังไม่เพียงพอ เราต้องรู้จักกับพระเจ้าเป็นการส่วนตัวด้วย เราต้องต้อนรับพระเจ้าเข้ามาในชีวิตของเราและขอรักการอภัยบาปผิดจากพระองค์ ให้พระเจ้าทรงเป็นผู้นำชีวิตเราตั้งแต่บัดนี้ไป เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงสัพพัญญู ทรงรู้ว่าสิ่งใดคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตเรา การให้ผู้รู้นำทางเราก็ดีกว่าการเดินเองเพียงลำพังในความมืด และเมื่อเราจากโลกนี้ไป พระเจ้าก็ทรงสัญญาว่าจะให้เราอยู่ร่วมกับพระองค์บนสวรรค์เป็นนิจนิรันดร์

ถ้าหากสนใจอยากรู้เรื่องราวของการเป็นคริสเตียน สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่หัวข้อ เริ่มต้นการเป็นคริสเตียน หรือถ้าหากมีคำถามก็สามารถเมลมาสอบถามได้ที่ jirayut@yahoo.com

ค้นหาความจริง

เริ่มต้นการเป็นคริสเตียน

สื่อคริสเตียน Online