พระเจ้ามีจริงหรือ โลกที่เราอยู่เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญหรือมีผู้สร้าง
ความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก แต่ความรักใหญ่ที่สุด
1 โครินธ์ 13:13

> ตายแล้วไปไหน

ตายแล้วไปไหน

เรียบเรียงโดย พายุแห่งความเปรมปรีดิ์

“ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น” เป็นคำที่เราทุกคนคงคุ้นเคยดี และก็เป็นความจริงที่ว่าทุก ๆ คนจะต้องตาย ไม่มีใครหนีพ้นได้ คำถาม “ตายแล้วไปไหน” จึงเป็นคำถามที่ผู้คนต่างแสวงหาคำตอบกันมานานแสนนาน แน่นอนว่าไม่มีใครรู้คำตอบที่แท้จริงนอกจากคนที่จะเคยตายไปแล้ว และฟื้นกลับมาบอกความจริงนี้เท่านั้น

แม้ว่าเราจะไม่รู้คำตอบที่แท้จริงของชีวิตหลังความตาย แต่เราก็สามารถวิเคราะห์โดยใช้หลักของเหตุและผล บางคนก็อาจใช้หลักของความเชื่อ เพื่อคาดเดาคำตอบ ซึ่งพอจะสรุปคำตอบต่าง ๆ ได้ดังนี้

1. ตายแล้วดับสูญ ไม่มีโลกหน้า

ตายแล้วไปไหน ดับสูญหรือว่ามีชีวิตหลังความตาย รีบหาคำตอบก่อนที่จะสายเกินไป ที่มา : https://www.flickr.com/photos/keesssss/5050613253

ถ้าการตายแล้วดับสูญเป็นจริง หลาย ๆ คนก็คงจะมีความสุข เพราะสามารถใช้ชีวิตในโลกนี้ยังไงก็ได้ ไม่ต้องคิดถึงผลกรรมต่าง ๆ ที่จะตามมา ความเชื่อที่ว่าตายแล้วดับสูญนั้น จะพูดอีกแง่มุมนึงก็คือ ความเชื่อที่ว่าคนเรามีแค่ชีวิตด้านร่างกายและจิตใจเท่านั้น แต่จะไม่มีจิตวิญญาณ เมื่อไม่มีวิญญาณ ร่างกายเมื่อตายไปทุกอย่างก็จบสิ้น กลายเป็นผงคลีดินเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลาย ๆ คนเชื่อว่าคนมีจิตวิญญาณ ซึ่งจิตวิญญาณนี้จะไม่มีในสัตว์ เพราะเราไม่เคยเห็นสัตว์แม้แต่ชนิดเดียวเข้าวัด ไปโบสถ์ อธิษฐาน หรือกราบไหว้บูชารูปเคารพต่าง ๆ มีแต่คนเท่านั้นที่ทำ และนี่คือข้อพิสูจน์ว่าคนเราประกอบไปด้วย ร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ แต่นี่คือข้อสรุปที่ถูกต้องหรือ?

เราไม่รู้ว่านี่คือหลักฐานที่แท้จริงหรือเป็นเพียงความเชื่อที่เราอยากจะเชื่อ เพราะอย่างที่รู้ว่าคนเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด และสิ่งที่คนเราไม่สามารถหาคำตอบหรือพิสูจน์ได้ เราก็พยายามจะหาคำตอบให้ได้ และนั่นจึงเป็นที่มาของ “ความเชื่อ” การที่เราไม่รู้ว่าหลังจากตายแล้วจะเป็นอย่างไร เราจึงพยายามแสวงหาหนทางเพื่อให้ตนเองปลอดภัย และนี่อาจเป็นที่มาของการที่มนุษย์เรามีศาสนา มีการกราบไหว้บูชาสิ่งต่าง ๆ ซึ่งสัตว์ไม่สามารถทำได้

ความเชื่อที่ว่าถ้าจิตวิญญาณมีจริง จิตวิญญาณน่าจะเป็นพลังงานรูปแบบหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์จึงพยายามทดลองและพิสูจน์ความมีอยู่จริงของจิตวิญญาณ โดยทำการทดลองคนที่เพิ่งตายและดูว่ามีพลังงานออกมาจากร่างกายหรือไม่ แต่จนถึงปัจจุบันวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าคนมีจิตวิญญาณหรือไม่

เมื่อเราไม่สามารถสรุปได้ว่าคนมีวิญญาณหรือไม่ เราก็ไม่สามารถตัดประเด็นเรื่องการตายแล้วดับสูญทิ้งไป อย่างไรก็ตามหากเราใช้หลักความน่าจะเป็นทางคณิตศาสตร์มาวิเคราะห์เรื่องนี้ เราจะพบว่าความเชื่อเรื่องตายแล้วดับสูญเป็นความเชื่อที่ไม่น่าจะเชื่ออย่างยิ่ง เนื่องจากถ้าหากการตายแล้วดับสูญเป็นจริง คนที่ทำดีกับทำชั่วก็ไม่แตกต่างกัน ตายไปก็สูญหายหมด แต่ถ้าหากเราตายแล้วมีชีวิตหลังความตายละ คนที่ใช้ชีวิตอย่างประมาท ใช้ชีวิตตามใจตนเองโดยไม่คิดถึงศีลธรรมที่ดีคงต้องแย่แน่ ๆ หากจะต้องรับผลของสิ่งที่ตนได้กระทำเอาไว้

2. มีชีวิตหลังความตาย มีโลกหน้า

 


นั่นคือการเชื่อว่าคนเราประกอบไปด้วยร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ เมื่อเราตาย เราตายแต่ร่างกายเท่านั้น แต่จิตวิญญาณของเรายังคงอยู่ ซึ่งความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายยังแบ่งออกเป็นความเชื่อต่าง ๆ ดังนี้

ตายแล้วไปไหน ดับสูญหรือว่ามีชีวิตหลังความตาย รีบหาคำตอบก่อนที่จะสายเกินไป ที่มา : https://www.esenciaymisterio.com/evidencias-cientificas-que-prueban-que-la-reencarnacion-existe/

2.1 มีการเวียนว่ายตายเกิด
เป็นความเชื่อที่ว่าการกระทำบนโลกนี้มีผลต่อชีวิตหลังความตาย ถ้าทำบาปกรรมไว้มากก็จะไปเกิดเป็นสัตว์ต่าง ๆ แต่ถ้าทำกรรมดีเยอะ ผลบุญก็จะทำให้ได้เกิดเป็นคนอีกครั้ง และจุดสูงสุดของความเชื่อนี้คือการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด หรือการพ้นทุกข์นั่นเอง

อย่างไรก็ตามเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิดก็มีข้อสงสัยบางประการ เช่น ใครเป็นผู้ตัดสินว่าคนไหนควรจะไปเกิดเป็นอะไร คนไหนควรจะพ้นทุกข์ พ้นจากกฎแห่งกรรม เพราะจุดสูงสุดของความเชื่อแบบนี้คือการดับสูญ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก คนที่บรรลุถึงจุดสูงสุดของความเชื่อแบบนี้จึงไม่สามารถตัดสินว่าใครควรกลับชาติไปเกิดเป็นอะไร


นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องของจำนวน เพราะการเวียนว่ายตายเกิดนั้น จำนวนสิ่งมีชีวิตน่าจะคงที่และหมุนเวียนกันไปเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตาม จากสถิติจำนวนประชากรโลกพบว่า ในปี พ.ศ. 2498 โลกเรามีจำนวนประชากรทั้งหมด 2.7 พันล้านคน และในปี พ.ศ. 2560 จำนวนประชากรโลกได้เพิ่มเป็น 7.5 พันล้านคน ภายใน 60 ปี จำนวนประชากรโลกได้เพิ่มถึง 4 พันกว่าล้านคน จากการที่จำนวนประชากรโลกนับวันจะเพิ่มมากขึ้นทุกปี ๆ ในขณะที่ศีลธรรมกลับเสื่อมถอยลงอย่างมาก ยิ่งโลกเราวิวัฒนาการมากขึ้นเท่าไร การทำบาปทำชั่วโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยก็มีมากขึ้นเท่านั้น หากคนเราทำชั่วมากขึ้นก็น่าจะเกิดเป็นคนน้อยลง แต่นี่กลับตรงกันข้าม และความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดก็ไม่สามารถอธิบายถึงการเพิ่มขึ้นของประชากรโลก หรือสัตว์อย่างเป็ด ไก่ หมู วัว ที่เพิ่มมากขึ้นตามเทคโนโลยีเพื่อให้สามารถเลี้ยงดูคนจำนวนมากได้

2.2 ความเชื่อเรื่องนรก สวรรค์
คือเชื่อว่าการกระทำของเราขณะที่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้จะส่งผลถึงโลกหน้า ถ้าทำดี ทำบุญไว้เยอะ ตายไปก็จะได้อยู่บนสวรรค์ แต่ถ้าทำบาปทำกรรมก็จะต้องตกนรก อย่างไรก็ตามแนวคิดเรื่องนรกสวรรค์ยังแบ่งเป็นแบบชั่วคราวและแบบถาวร

ตายแล้วไปไหน ดับสูญหรือว่ามีชีวิตหลังความตาย รีบหาคำตอบก่อนที่จะสายเกินไป ที่มา : http://cookxl.info/heaven-and-hell-painting/heaven-and-hell-painting-bottom-song-from-hell-on-hieronymus-boschs-masterpiece-played-templates/

- แบบชั่วคราว

ความเชื่อแบบนี้เชื่อว่าเมื่อเราทำกรรม เราก็ต้องชดใช้กรรมในนรก เมื่อกรรมหมดก็กลับไปรับผลบุญที่ทำไว้บนสวรรค์ และเมื่อผลบุญหมดก็ต้องกลับมาเกิดใหม่ สร้างบุญ สร้างกรรม กันอีกครั้ง อย่างที่กล่าวไว้ว่าการเวียนว่ายตายเกิดยังมีข้อสงสัยอยู่ แนวคิดนี้จึงยังคงมีคำถามที่ยังหาคำอธิบายที่เหมาะสมไม่ได้

- แบบถาวร
ความเชื่อแบบนี้จะมีมาตรฐานในการดำรงชีวิตบนโลกนี้ ถ้าหากทำตามมาตรฐานได้ก็จะได้อยู่บนสวรรค์นิรันดร์ แต่หากความประพฤติเรายังคงบกพร่องไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เมื่อตายไปก็ต้องรับโทษในนรก

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าความเชื่อที่เราน่าจะยึดถือมากที่สุดก็คือความเชื่อที่ว่า เมื่อเราตายไปยังคงมีอีกโลกนึงรอเราอยู่ มีนรก มีสวรรค์ ซึ่งเราต้องใช้ชีวิตอยู่ในนั้นเป็นนิจนิรันดร์ ความเชื่อเรื่องอยู่ในนรกและสวรรค์เป็นนิจนิรันดร์ก็ยังมีหลายความเชื่อ ศาสนาอิสลามก็ว่าอย่างนึง ศาสนาคริสต์ก็ว่าอีกอย่าง อย่างไรก็ตามในที่นี้อยากจะขอกล่าวเรื่องชีวิตหลังความตายว่า “ตายแล้วไปไหน” ตามอย่างที่พระคัมภีร์ไบเบิลได้บอกเรา ดังนี้

ชีวิตหลังความตายตามไบเบิล

 

1. จิตวิญญาณมีจริงหรือ

ตามหลักพระคัมภีร์แล้วเชื่อว่าร่างกายคนเราประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ ร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ เมื่อเราตาย ร่างกายก็เน่าเปื่อยไป เหลือแต่จิตวิญญาณที่ยังคงอยู่ โดยพระคัมภีร์ได้บันทึกความจริงดังกล่าวไว้ดังนี้

1.1 คำพูดของคนที่ยังไม่ตาย
- ใน 2 โครินธ์ 5:6-8 อาจารย์เปาโล (หนึ่งในอัครทูตของพระเยซูคริสต์) บอกว่าขณะอยู่ในร่างกายนี้เราอยู่ห่างจากองค์พระผู้เป็นเจ้า เราจะได้อยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าเมื่อเราออกจากร่างกายนี้ หรือตายนั่นเอง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนมีจิตวิญญาณ
- ใน ลูกา 23:46 ก่อนสิ้นพระชนม์พระเยซูได้ฝากจิตวิญญาณไว้กับองค์พระผู้เป็นเจ้า แสดงว่าเมื่อร่างกายตาย จิตวิญญาณของพระองค์ได้ออกจากร่างไป
- กิจการ 7:59 สเตเฟน (เป็นสาวกที่ตายเพราะความเชื่อในพระเยซู) ได้อธิษฐานให้พระเจ้ารับจิตวิญญาณของเขาหลังจากที่ตายไป

ตายแล้วไปไหน ดับสูญหรือว่ามีชีวิตหลังความตาย รีบหาคำตอบก่อนที่จะสายเกินไป ที่มา : http://cookxl.info/heaven-and-hell-painting/heaven-and-hell-painting-bottom-song-from-hell-on-hieronymus-boschs-masterpiece-played-templates/

1.2 หลักฐานจากคนที่ฟื้นจากตาย
- 1 พงษ์กษัตริย์ 17:21-22 เอลียาห์ได้ช่วยชีวิตลูกของหญิงม่ายให้ฟื้นขึ้นจากตาย ชีวิตของเด็กคนนี้จะเข้ามาในตัวเด็กอีกครั้งไม่ได้ ถ้าหากไม่ได้มีการจากไปก่อนหน้านี้
- ลูกา 8:54-55 ได้พูดถึงการที่พระเยซูทำให้ลูกสาวของไยรัสฟื้นจากตาย เมื่อวิญญาณจิตของเด็กนั้นกลับเข้าไปในร่าง เขาก็ลุกขึ้น

1.3 หลักฐานอื่น ๆ
- มัทธิว 17:1-8 ได้บันทึกว่าพระเยซูได้พูดคุยกับโมเสสซึ่งได้ตายไปนานแล้ว นี่เป็นการยืนยันว่าชีวิตหลังความตายมีจริง
- ลูกา 23:43 พระเยซูบอกหนึ่งในโจรบนกางเขนว่าจะอยู่ด้วยกันกับพระองค์ที่เมืองบรมสุขเกษม แสดงว่าจิตวิญญาณมีจริงและได้ออกจากร่างหลังจากตาย

เมื่อพระคัมภีร์ไบเบิลยืนยันว่าจิตวิญญาณมีจริง คำถามต่อมาก็คือ เมื่อเราตายไป จิตวิญญาณของเราจะไปอยู่ที่ไหน?

2. ตายแล้วไปไหน - ก่อนพระเยซูสิ้นพระชนม์

2.1 สมัยพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม
ในสมัยพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมได้บอกว่าทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนดีหรือคนชั่ว เมื่อตายไปจิตวิญญาณของเขาจะไปอยู่ในแดนคนตาย
- ปฐมกาล 37:35 ยาโคบ (ผู้เป็นต้นตระกูลของคนอิสราเอล) คร่ำครวญว่าจะไปแดนคนตายเพื่อหาลูกชายที่ได้ตายไป
- สดุดี 31:17 บอกว่าคนอธรรมก็อยู่ในแดนคนตายด้วยเช่นเดียวกัน
- 1 ซามูเอล 28:13-14 กล่าวว่าหญิงคนหนึ่งอ้างว่าวิญญาณของซามูเอล (ซึ่งเป็นผู้รับใช้พระเจ้าที่คนอิสราเอลให้ความเคารพนับถือ) ขึ้นมาจากแผ่นดิน ซึ่งแสดงว่าแดนคนตายต้องอยู่ข้างล่างแผ่นดินโลก
- อิสยาห์ 14:9 ให้ข้อมูลเช่นเดียวกันว่าแดนคนตายนั้นอยู่เบื้องล่าง
- กันดารวิถี 16:30-32 แผ่นดินได้แยกออกและได้กลืนคนของโคราห์ให้ลงไปยังแดนคนตาย
- อิสยาห์ 38:10, โยบ 17:16 ยังได้บอกเราเพิ่มเติมเกี่ยวกับแดนคนตายว่าคล้าย ๆ กับเมืองที่มีประตูเข้าออก
- ปัญญาจารย์ 9:10 บอกว่าแดนคนตายไม่มีการทำงาน ไม่มีปัญญาหรือความรู้ใด ๆ

จากข้างต้นพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมได้ให้บอกว่าหลังจากที่ทุกคนตายไป ไม่ว่าจะเป็นคนดีหรือคนชั่ว จะต้องไปอยู่ในแดนคนตาย ซึ่งอยู่ข้างล่างของแผ่นดินโลก เป็นที่ที่มีประตูเข้าออก และที่นั่นไม่มีการทำงาน ไม่มีความรอบรู้ ความคิด หรือสติปัญญาใด ๆ

2.2 สมัยพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่
พระเยซูได้บอกเราเกี่ยวกับแดนคนตายในลูกาบทที่ 16:19-31 โดยพระเยซูได้เล่าถึงชีวิตของคน 2 คน ดังนี้

ตายแล้วไปไหน ดับสูญหรือว่ามีชีวิตหลังความตาย รีบหาคำตอบก่อนที่จะสายเกินไป ที่มา : http://www.freebibleimages.org/illustrations/rich-man-lazarus/

19 “มีเศรษฐีคนหนึ่งนุ่งห่มผ้าสีม่วงและผ้าป่านเนื้อดี อยู่อย่างรื่นเริงฟุ่มเฟือยทุก ๆ วัน
20 และมีคนยากจนคนหนึ่งชื่อลาซารัส เป็นแผลทั้งตัว นอนอยู่ที่ประตูรั้วบ้านของเศรษฐี
21 เขาอยากจะกินเศษอาหารที่ตกจากโต๊ะของเศรษฐีคนนั้น แม้สุนัขก็มาเลียแผลของเขา
22 ต่อมาคนยากจนนั้นตาย และพวกทูตสวรรค์นำเขาไปอยู่กับอับราฮัม ส่วนเศรษฐีคนนั้นก็ตายด้วย และถูกฝังไว้
23 และเมื่อเขาเป็นทุกข์ทรมานอยู่ในแดนคนตาย เขาแหงนหน้าดู เห็นอับราฮัมอยู่แต่ไกล และลาซารัสก็อยู่กับท่าน
24 เศรษฐีจึงร้องว่า ‘อับราฮัมบิดาเจ้าข้า ขอเมตตาข้าพเจ้าเถิด ขอใช้ลาซารัสเอาปลายนิ้วจุ่มน้ำมาแตะลิ้นของข้าพเจ้าให้เย็น เพราะข้าพเจ้าต้องทุกข์ระทมอยู่ในเปลวไฟนี้’

25 แต่อับราฮัมตอบว่า ‘ลูกเอ๋ย เจ้าจงระลึกว่าเมื่อเจ้ายังมีชีวิตอยู่ เจ้าได้สิ่งที่ดีสำหรับตัว และลาซารัสได้แต่สิ่งเลว เวลานี้เขาได้รับการปลอบโยนแล้ว แต่เจ้าได้รับแต่ความทุกข์ระทม
26 ยิ่งไปกว่านั้น ระหว่างเรากับพวกเจ้าก็มีเหวใหญ่ตั้งขวางอยู่ เพื่อว่าถ้าใครอยากจะข้ามจากที่นี่ไปถึงพวกเจ้าก็ทำไม่ได้ หรือถ้าจะข้ามจากที่นั่นมาถึงเราก็ทำไม่ได้’
27 เศรษฐีคนนั้นจึงกล่าวว่า ‘ถ้าอย่างนั้น บิดาเจ้าข้า ขอท่านใช้ลาซารัสไปที่บ้านบิดาของข้าพเจ้า
28 เพราะว่าข้าพเจ้ามีน้องชายห้าคน ให้ลาซารัสไปเตือนพวกเขา เพื่อไม่ให้เขาต้องมาอยู่ในที่ทุกข์ทรมานแห่งนี้’
29แต่อับราฮัมตอบว่า ‘เขามีโมเสสและพวกผู้เผยพระวจนะแล้ว ให้พวกเขาฟังคนเหล่านั้นเถิด’
30 เศรษฐีคนนั้นจึงกล่าวว่า ‘ไม่ได้ อับราฮัมบิดาเจ้าข้า แต่ถ้ามีใครสักคนหนึ่งจากพวกคนตายไปหาพวกเขา เขาคงจะกลับใจใหม่’ 31อับราฮัมจึงตอบเขาว่า ‘ถ้าพวกเขาไม่ฟังโมเสสและพวกผู้เผยพระวจนะ แม้จะมีใครเป็นขึ้นมาจากตาย เขาก็ยังจะไม่เชื่อ’ ”

สิ่งที่สอดคล้องจากพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดินก็คือทุกคนที่ตายจะต้องลงไปยังแดนคนตาย แต่ข้อมูลที่พระเยซูให้เพิ่มขึ้นมาก็คือ แดนคนตายประกอบไปด้วย 2 ฝั่ง คือฝั่งที่สุขสบายและฝั่งทุกข์ทรมาน นั่นก็คือเมื่อเราตายไป คนที่ผ่านมาตรฐานที่พระเจ้าวางไว้ก็จะไปอยู่ฝั่งหนึ่งซึ่งมีแต่ความสุข ส่วนคนที่ไม่ผ่านกฎเกณฑ์ที่พระเจ้าตั้งไว้ก็ต้องไปอยู่อีกฝั่งที่มีแต่ความทรมาน ต้องทุกข์ระทมในเปลวไฟ จุดที่น่าสังเกตุอย่างหนึ่งก๊คือต่างคนต่างเห็นซึ่งกันและกัน แต่ไม่สามารถข้ามไปหากันได้เพราะมีเหวลึกขวางอยู่

3. ตายแล้วไปไหน – หลังพระเยซูสิ้นพระชนม์และฟื้นขึ้นจากความตาย
ในกิจการ 2:27 บอกว่า “เพราะพระองค์จะไม่ทรงละข้าพระองค์ไว้ในแดนคนตาย ทั้งจะไม่ทรงให้องค์บริสุทธิ์ของพระองค์เปื่อยเน่าไป” เปโตรได้อ้างถึงสิ่งที่กษัตริย์ดาวิดพูดใน สดุดี 16:10 ซึ่งเล็งถึงพระเยซูคริสต์ นั่นก็หมายความว่ามีคำพยากรณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าพระเยซูจะต้องฟื้นขึ้นจากตาย ซึ่งก็เป็นจริงดังนั้น เพราะพระเยซูทรงคืนพระชนม์ในวันที่ 3 ต่อหน้าพยานหลายคน คำถามต่อมาก็คือระหว่าง 3 วัน ที่พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์นั้น จิตวิญญาณของพระองค์ไปอยู่ที่ใด?

ตายแล้วไปไหน ดับสูญหรือว่ามีชีวิตหลังความตาย รีบหาคำตอบก่อนที่จะสายเกินไป ที่มา : http://thecripplegate.com/did-christ-go-to-hell-after-he-died/

แม้ว่าพระคัมภีร์จะไม่ได้บอกเราอย่างชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างนั้น แต่เราก็พอที่จะคาดเดาจากข้อมูลอื่น ๆ ในพระคัมภีร์ได้ ใน 1 เปโตร 3:18 – 20 บอกว่าพระเยซูเสด็จไปหาพวกวิญญาณที่ติดคุกอยู่ นั่นก็คือพระองค์ทรงเสด็จไปยังแดนคนตาย แต่ใครคือพวกวิญญาณที่ติดคุกอยู่? บางคนเชื่อว่าเป็นคนที่ตายในสมัยโนอาห์ที่น้ำท่วมโลก เพราะมีแค่ 8 คน ที่รอดชีวิต แต่บางคนก็เชื่อว่าเป็นทุกคนที่ตายก่อนที่พระเยซูจะสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มใดก็ตาม ที่แน่ ๆ ก็คือ พระเยซูทรงไปยังแดนคนตายฝั่งที่ทุกข์ทรมาน ทรงบอกเรื่องราวของพระองค์ให้คนในฝั่งนั้นฟัง แต่เป็นการบอกเท่านั้น ไม่ได้เป็นการเทศนาเพื่อให้คนที่อยู่ในฝั่งทุกข์ทรมานเชื่อและกลับใจ เพราะพระคัมภีร์ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าทุกคนมีโอกาสแค่ตอนยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น หลังจากตายไปก็จะมีการพิพากษาว่าจะได้รางวัล หรือตกนรก ดังที่บอกไว้ใน ฮิบรู 9:27

หลังจากนั้นพระเยซูได้เสด็จไปยังฝั่งสุขสบาย หรือฝั่งของอับราฮัมด้วย เพราะใน ลูกา 23:43 พระเยซูได้พูดกับโจรคนหนึ่งที่ถูกตรึงพร้อมกับพระองค์ว่า “เราบอกความจริงกับท่านว่า วันนี้ท่านจะอยู่กับเราในเมืองบรมสุขเกษม” นั่นก็คืออยู่ในแดนคนตายฝั่งสุขสบายนั่งเอง นอกจากนี้ใน เอเฟซัส 4:8 – 10 ยังได้บอกว่าเมื่อพระเยซูเสด็จไปสวรรค์ พระองค์ทรงนำเชลยกลุ่มใหญ่ไปด้วย นั่นก็หมายความว่าแดนคนตายฝั่งสุขสบายตอนนี้ไม่ได้อยู่ข้างล่างอีกต่อไป แต่ได้ย้ายขึ้นไปอยู่บนสวรรค์แล้ว อย่างไรก็ตามยังไม่มีใครสามารถเข้าสวรรค์ได้ เพราะมีพระคัมภีร์ได้บอกเราว่าในวันสุดท้ายเมื่อมีการพิพากษา คนไม่เชื่อก็ต้องถูกพิพากษาตามการกระทำของตน และถูกลงโทษในบึงไฟนรก วิวรณ์ 20:15 ส่วนผู้ที่เชื่อพระเยซูก็เข้าสู่พิพากษาเหมือนกัน แต่เป็นการพิจารณารางวัลหรือบำเหน็จที่แต่ละคนจะได้รับ และได้อยู่ในสวรรค์ร่วมกับพระเจ้าเป็นนิจนิรันดร์ เพราะใน 1เธสะโลนิกา 5:9-10 บอกว่าพระเจ้าไม่ได้กำหนดบทลงโทษสำหรับเรา แต่ให้เรารอดและได้มีชีวิตอยู่กับพระเยซู

จากข้างต้นเราจึงรู้ว่าในปัจจุบันหลังจากที่เราตายไปแล้ว คนที่ไม่เชื่อพระเยซูนั้นจิตวิญญาณของเขาจะต้องไปยังแดนคนตายฝั่งทุกข์ทรมานซึ่งอยู่ด้านล่าง รอการพิพากษาลงโทษในบึงไฟนรกในวันสุดท้าย ส่วนคนที่เชื่อพระเจ้าจะไปอยู่เมืองบรมสุขเกษมที่อยู่ข้างบน รอคอยวันสุดท้ายที่พระเจ้าจะเสด็จมาเช่นกัน แต่ไม่ใช่เพื่อการพิพากษาลงโทษ แต่เป็นการประทานรางวัลให้ และจะได้อยู่ในสวรรค์ร่วมกับพระเจ้าเป็นนิจนิรันดร์

คำถามว่า “ตายแล้วไปไหน” จึงไม่น่ากลัวสำหรับคนที่เชื่อในพระเจ้า แต่สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักพระองค์ วันนี้ท่านยังมีโอกาส ท่านจะตัดสินใจอย่างไร เพราะสิ่งที่แน่นอนก็คือเราทุกคนต้องตาย แต่เราสามารถเลือกได้ว่าเราจะไปที่ไหนต่อหลังจากที่จากโลกนี้ไปแล้ว ไม่มีใครตัดสินใจแทนท่านได้ จงรีบตัดสินใจก่อนที่มันจะสายเกินไป

ถ้าหากสนใจอยากรู้เรื่องราวของการเป็นคริสเตียน สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่หัวข้อ เริ่มต้นการเป็นคริสเตียน หรือถ้าหากมีคำถามก็สามารถเมลมาสอบถามได้ที่ christiansiam@gmail.com

ค้นหาความจริง

เริ่มต้นการเป็นคริสเตียน

สื่อคริสเตียน Online