พระเจ้ามีจริงหรือ โลกที่เราอยู่เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญหรือมีผู้สร้าง
ความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก แต่ความรักใหญ่ที่สุด
1 โครินธ์ 13:13

> รู้จักพระเยซู - อายุ 33 ปี เดือนที่ 4

รู้จักพระเยซู

เรียบเรียงโดย พายุแห่งความเปรมปรีดิ์

ช่วงเวลาไม่กี่เดือนสุดท้ายของพระเยซู (ประมาณ คศ 30)

การตายของลาซารัส

(ยอห์น 11:1 – 16)

ลาซารัสน้องชายของมารีย์และมารธากำลังนอนป่วยอยู่ที่หมู่บ้านเบธานี มารีย์คือผู้หญิงที่เอาน้ำหอมชโลมพระเยซูและเอาผมเช็ดพระบาทพระองค์ (ยอห์น 12:3) พี่สาวทั้งสองคนได้ใช้คนไปบอกพระเยซูว่าคนที่พระองค์ทรงรักกำลังป่วยอยู่ เมื่อพระเยซูทรงทราบจึงตรัสว่า “โรคนี้จะไม่ถึงตาย แต่เกิดขึ้นเพื่อเชิดชูพระเกียรติของพระเจ้า เพื่อให้พระบุตรของพระองค์ได้รับเกียรติเพราะโรคนี้” พระเยซูไม่ได้รีบไปหาคนทั้งสามที่พระองค์ทรงรัก แต่ยังคงพักที่นั่นต่ออีกสองวัน หลังจากนั้นพระเยซูจึงตรัสกับสาวกว่าให้กลับไปแคว้นยูเดียกันอีก แต่สาวกทูลว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้พวกยิวคิดจะเอาหินขว้างพระองค์ให้ตาย ทำไมยังจะกลับไปอีก พระเยซูตรัสว่าลาซาลัสได้หลับไปแล้ว พระองค์จะไปปลุกเขาให้ตื่น พวกสาวกจึงว่าถ้าเขาหลับแสดงว่าอาการน่าจะดีขึ้นแล้ว แต่พระเยซูจึงบอกไปตรง ๆ ว่าลาซาลัสได้ตายแล้ว เรายินดีที่ไม่ได้อยู่ที่นั่น เพราะท่านทั้งหลายจะได้เชื่อ ให้เราไปหาเขากันเถิด โธมัสที่เรียกว่า “ดิดุโมส” (หมายถึง แฝด) จึงพูดกับเพื่อนสาวกว่า “ให้เราไปด้วยกันกับพระองค์เพื่อจะได้ตายกับพระองค์”

พระเยซูทรงเป็นชีวิตและการเป็นขึ้นจากตาย

(ยอห์น 11:17 – 27)

เมื่อพระเยซูเสด็จมาถึงก็พบว่าลาซาลัสถูกฝังในอุโมงค์ได้สี่วันแล้ว หมู่บ้านเบธานีอยู่ห่างจากกรุงเยรูซาเล็มประมาณสามกิโลเมตร พวกยิวหลายคนได้มาเพื่อปลอบโยน มารีย์นั่งอยู่ที่บ้านในขณะที่มารธาออกไปต้อนรับพระเยซู และทูลพระองค์ว่าถ้าอยู่ที่นี่น้องชายก็คงไม่ตาย พระเยซูจึงตรัสว่าลาซาลัสจะเป็นขึ้นมาอีก มารธาตอบว่านางรู้ว่าในวันสุดท้ายทุกคนจะเป็นขึ้นมาอีก แต่พระเยซูตรัสว่า คนที่วางใจในเราจะมีชีวิตอีกแม้ว่าเขาจะตายไปแล้ว เธอเชื่ออย่างนี้ไหม มารธาทูลว่าเชื่อ และเชื่อว่าพระองค์เป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้า

พระเยซูทรงกันแสง

(ยอห์น 11:28 – 37)

มารธากลับไปหามารีย์และกระซิบบอกว่าพระเยซูทรงเรียก มารีย์จึงรีบลุกขึ้นไปเฝ้าพระองค์ พระเยซูยังไม่ได้เข้าไปในหมู่บ้านแต่ยังคงอยู่ในที่ที่ได้พบกับมารธา เมื่อพวกยิวที่ปลอบโยนมารีย์อยู่ในบ้าน เห็นเธอลุกขึ้นจึงเดินตามนางไปเพราะคิดว่าจะไปร้องไห้ที่อุโมงค์ฝังศพ เมื่อมารีย์พบพระเยซูก็กราบลงที่พระบาทและทูลว่า ถ้าพระองค์อยู่ที่นี่น้องชายก็คงไม่ตาย เมื่อพระเยซูเห็นมารีย์และพวกยิวที่ตามมาร้องไห้ พระองค์ก็ทรงสะเทือนพระทัยและเป็นทุกข์ ตรัสว่าเอาศพไปไว้ที่ไหน พวกเขาจึงเชิญพระเยซูไปดู พระเยซูทรงกันแสง พวกยิวจึงกล่าวว่า “ดูสิว่าท่านรักเขาเพียงไร” แต่บางคนก็พูดว่า “ท่านผู้นี้ทำให้คนตาบอดมองเห็น จะทำให้คนนี้ไม่ตายไม่ได้หรือ?”

ประวัติเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ตั้งแต่ประสูติจนสิ้นพระชนม์บนกางเขน และเสด็จสู่สวรรค์เพื่อเตรียมบ้านให้สำหรับคนที่เชื่อในพระองค์ จะได้ไปอยู่กับพระองต์ในวันสุดท้าย ที่มา : https://patch.com/north-carolina/raleigh/there-will-be-resurrection

พระเยซูทรงทำให้ลาซารัส เป็นขึ้นจากตาย

(ยอห์น 11:38 – 44)

พระเยซูทรงสะเทือนพระทัยอีกและเสด็จมาถึงอุโมงค์ฝังศพซึ่งมีก้อนหินปิดปากอุโมงค์ไว้ พระเยซูบอกให้เอาหินออก มารธาจึงทูลว่าศพคงมีกลิ่นเหม็นเพราะตายมาสี่วันแล้ว พระเยซูตรัสกับนางว่า “เราบอกเธอแล้วไม่ใช่หรือว่า ถ้าเธอเชื่อ ก็จะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า?” พวกเขาจึงเอาก้อนหินออก

พระเยซูทรงแหงนพระพักตร์อธิษฐานขอบคุณพระเจ้าที่ทรงฟังพระองค์เสมอ และที่พูดแบบนี้ก็เพื่อเห็นแก่ฝูงชนนี้ เพื่อเขาจะได้เชื่อว่าพระเจ้าทรงใช้ข้าพระองค์มา จากนั้นพระเยซูทรงร้องเสียงดังว่า “ลาซารัส ออกมาเถิด” ลาซาลัสก็ออกมาพร้อมผ้าพันมือ เท้า และหน้า พระเยซูจึงให้แกะผ้าที่พันเอาไว้ออก

แผนการประหารพระเยซู

(มัทธิว 26:1 – 5, มาระโก 14:1 – 2 , ลูกา 22:1 - 2, ยอห์น 11:45 – 54)

พระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกว่า อีกสองวันจะถึงเทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อและเทศกาลปัสกา (เทศกาลของพวกยิว เพื่อระลึกถึงการที่พระเจ้าทรงช่วยกู้ชาติของตนให้พ้นจากการเป็นทาสในอียิปต์ อพยพ 12:1-27) บุตรมนุษย์จะถูกมอบตัวให้เอาไปตรึงที่กางเขน พวกยิวที่มาหามารีย์หลายคนเมื่อได้เห็นก็วางใจในพระเยซู แต่บางคนก็ไปเล่าให้พวกฟาริสีฟัง พวกหัวหน้าปุโรหิตและพวกฟาริสีจึงเรียกประชุมสมาชิกสภาที่สำนักของมหาปุโรหิตที่ชื่อคายาฟาส และปรึกษากันว่าจะทำยังไรดีเพราะพระเยซูทำหมายสำคัญมากมาย ถ้าให้เป็นแบบนี้ทุกคนก็จะเชื่อในพระองค์ แล้วพวกโรมันก็จะมาทำลายวิหารและชาติของเรา คายาฟาสซึ่งเป็นมหาปุโรหิตในปีนั้นกล่าวว่า จะดีไหมถ้าให้คนหนึ่งตายเพื่อประชาชน แทนที่จะให้คนทั้งชาติต้องพินาศ เหตุเพราะเขาเป็นมหาปุโรหิตในปีนั้น เขาจึงกล่าวเป็นคำพยากรณ์ว่าพระเยซูจะสิ้นพระชนม์แทนชนชาตินั้น และไม่ใข่แค่ชนชาติยิวเท่านั้น แต่เพื่อรวบรวมลูกพระเจ้าที่กระจัดกระจายให้รวมเข้าเป็นหนึ่งเดียว ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาพวกเขาจึงวางแผนที่จะฆ่าพระองค์ แต่ยังไม่ทำในช่วงเทศกาล เพราะจะเกิดความวุ่นวาย

พระดำรัสสอนเรื่องการอธิษฐาน

(ลูกา 11:1 – 13)

เมื่อพระเยซูอธิษฐานในที่แห่งหนึ่งเสร็จแล้ว สาวกของพระองค์คนหนึ่งก็มาทูลขอให้พระเยซูสอนเรื่องการอธิษฐานเหมือนกับที่ยอห์นสอนศิษย์ของตน พระเยซูตรัสว่าเมื่ออธิษฐานจงกล่าวว่า

“ข้าแต่พระบิดา ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ ขอประทานอาหารประจำวันแก่พวกข้าพระองค์ทุก ๆ วัน ขอทรงยกโทษบาปผิดของพวกข้าพระองค์ เพราะว่าพวกข้าพระองค์ยกโทษให้กับทุกคนที่เป็นหนี้ข้าพระองค์นั้น และขออย่าทรงนำข้าพระองค์เข้าไปในการทดลอง”

พระเยซูตรัสว่า มีคนหนึ่งไปหาเพื่อนตอนเที่ยงคืนเพื่อยืมขนมปังสามก้อนเพราะมีแขกมาหาเขาตอนดึกและไม่มีอะไรให้กิน แต่เพื่อนปฏิเสธเพราะเข้านอนกันหมดแล้ว แม้ว่าคนนี้จะไม่ลุกไปหยิบขนมปังให้เพราะว่าเป็นเพื่อนกัน แต่สุดท้ายเขาหยิบให้เพราะถูกรบเร้าอย่างมาก “จงขอแล้วจะได้ จงหาแล้วจะพบ จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน เพราะว่าทุกคนที่ขอก็ได้ ทุกคนที่แสวงหาก็พบ และทุกคนที่เคาะก็จะเปิดให้เขา” ไม่มีพ่อคนไหนให้ก้อนหินลูกเมื่อขอขนมปัง ให้งูเมื่อขอปลา ให้แมงป่องเมื่อขอไข่ “เพราะฉะนั้น ถ้าพวกท่านเองผู้เป็นคนบาปยังรู้จักให้สิ่งดีแก่บุตรของตน ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์จะประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่พวกที่ขอต่อพระองค์”

ผู้ที่มีความสุขแท้

(ลูกา 11:27 – 28)

ขณะที่พระเยซูกำลังสั่งสอน มีหญิงคนหนึ่งร้องทูลว่า “ครรภ์ที่ให้กำเนิดท่านและเต้านมที่เลี้ยงท่านนั้นก็เป็นสุข” แต่พระองค์ตรัสว่า “คนทั้งหลายที่ได้ยินพระวจนะของพระเจ้าแล้วถือรักษาไว้ต่างหากที่เป็นสุข”

ประวัติเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ตั้งแต่ประสูติจนสิ้นพระชนม์บนกางเขน และเสด็จสู่สวรรค์เพื่อเตรียมบ้านให้สำหรับคนที่เชื่อในพระองค์ จะได้ไปอยู่กับพระองต์ในวันสุดท้าย ที่มา : http://www.freebibleimages.org/illustrations/bpa-jonah/

การแสวงหาหมายสำคัญ

(ลูกา 11:29 – 32)

เมื่อฝูงชนมาชุมนุมกันมากขึ้น พระเยซูจึงตรัสว่าคนในยุคชั่วร้ายชอบแสวงหาหมายสำคัญ แต่จะให้แค่หมายสำคัญของโยนาห์เท่านั้น โยนาห์อยู่ในท้องปลาสามวันสามคืนเพื่อเป็นหมายสำคัญให้แก่ชาวนีนะเวห์ บุตรมนุษย์ก็จะอยู่ในท้องแผ่นดินสามวันสามคืนเพื่อเป็นหมายสำคัญให้กับคนในยุคนี้อย่างนั้น ราชินีแห่งทิศใต้ที่เดินทางมาฟังสติปัญญาจากซาโลมอนและชาวนีนะเวห์ จะลุกขึ้นในวันพิพากษาพร้อมกับคนยุคนี้และกล่าวโทษพวกเขา และคนที่ใหญ่กว่าโยนาห์และซาโลมอนก็อยู่ที่นี่แล้ว

ความสว่างของร่างกาย

(ลูกา 11:33 – 36)

ไม่มีใครจุดตะเกียงแล้วซ่อนหรือเอาถังครอบไว้ แต่จะตั้งไว้ที่เชิงตะเกียงเพื่อให้ส่องสว่าง ถ้าตาของท่านปกติ ทั้งตัวก็จะสว่าง ถ้าตาผิดปกติ ทั้งตัวก็จะมืดไปด้วย อย่าให้ความสว่างในตัวท่านมืดไป แต่ให้ส่องสว่างเหมือนกับตะเกียง

การทรงกล่าวโทษพวกฟาริสี และพวกธรรมาจารย์

(ลูกา 11:37 – 54)

เมื่อพระเยซูตรัสจบแล้ว มีฟาริสีคนหนึ่งเชิญพระองค์ไปทานอาหาร ที่โต๊ะอาหารเมื่อเห็นพระเยซูไม่ทำพิธีขำระก่อนรับประทานอาหารก็แปลกใจ พระเยซูจึงตรัสว่า พวกฟาริสีชำระถ้วยชามแต่ภายนอก แต่ภายในเต็มด้วยความโลภและความชั่วร้าย จงให้ทานด้วยใจกว้างขวาง แล้วทุกสิ่งจะสะอาดบริสุทธิ์สำหรับท่าน วิบัติแก่พวกฟาริสีที่ท่านถวายทศางค์ (ร้อยละสิบของรายได้) เป็นพืชผักทุกชนิดแต่กลับละเว้นควาวยุติธรรมและความรักต่อพระเจ้า วิบัติแก่ท่านที่ชอบนั่งในที่นั่งอันมีเกียรติในธรรมศาลาและให้คนคำนับกลางตลาด ท่านเหมือนอุโมงค์ฝังศพที่มองไม่เห็นและคนก็เหยียบย่ำอยู่บนนั้น ผู้เชี่ยวชาญธรรมบัญญัติคนหนึ่งทูลพระองค์ว่า ที่พระองค์พูดแบบนั้นก็เท่ากับติเตียนพวกเขาด้วย พระองค์จึงตรัสว่า วิบัติแก่ท่านผู้เชี่ยวชาญธรรมบัญญัติ ท่านเอาของหนักให้คนแบกแต่ท่านกลับไม่ช่วยยกเลย ท่านก่ออุโมงค์ให้พวกผู้เผยพระวจนะ แต่บรรพบุรุษของท่านเองเป็นผู้ฆ่าพวกเขา ท่านจึงเห็นชอบกับบรรพบุรุษของท่านในการฆ่าผู้เผยพระวจนะ เพราะท่านเป็นผู้ก่ออุโมงค์ให้ พระปัญญาของพระเจ้าจึงตรัสว่า ‘เราจะใช้พวกผู้เผยพระวจนะและบรรดาอัครทูตไปหาพวกเขา แล้วบางคนจะถูกพวกเขาข่มเหง และบางคนจะถูกพวกเขาฆ่า’ คนยุคนี้จะต้องรับผิดชอบเรื่องโลหิตของผู้เผยพระวจนะที่ได้หลั่งออกตั้งแต่แรกสร้างโลก คือตั้งแต่โลหิตของอาเบล (ปฐมกาล 4:8) จนถึงโลหิตของเศคาริยาห์ (2 พงศาวดาร 24:20-21) วิบัติแก่พวกผู้เชี่ยวชาญบัญญัติ ท่านเอาลูกกุญแจแห่งความรู้ไป ซึ่งท่านก็ไม่เข้าไป และคนที่จะเข้าไปท่านก็ขัดขวาง เมื่อพระองค์เสด็จออกจากที่นั่น พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีก็เริ่มผูกพยาบาทและจู่โจมพระองค์ด้วยคำถามต่าง ๆ เพื่อคอยจับผิดในสิ่งที่พระองค์ตรัส

คำเตือนเรื่องความหน้าซื่อใจคด

(ลูกา 12:1 – 3)

มีฝูงชนนับพันเบียดเสียดกันอยู่ พระเยซูเริ่มตรัสกับบรรดาสาวกว่าให้ระวังความหน้าซื่อใจคดของพวกฟาริสี ไม่มีความลับอะไรที่จะซ่อนได้ ดังนั้นสิ่งที่ท่านทั้งหลายกล่าวก็จะมีคนรู้ ไม่เป็นความลับเช่นกัน

ผู้ที่เราควรกลัว

(ลูกา 12:4 – 7)

อย่ากลัวคนที่ฆ่าได้แต่กาย แต่ให้กลัวพระเจ้าที่เมื่อทรงฆ่าแล้วยังมีสิทธิที่จะให้ตกนรกได้ นกกระจาบที่ไม่ค่อยมีค่าพระเจ้าไม่ทรงลืมแม้แต่ตัวเดียว เส้นผมของท่านพระเจ้าก็ทรงนับไว้แล้วทุกเส้น อย่ากลัวเลย ท่านก็มีค่ามากกว่านกกระจาบหลายตัว

การรับพระคริสต์ต่อหน้ามนุษย์

(ลูกา 12:8 – 12)

พระเยซูบอกว่าคนที่รับพระองค์ต่อหน้ามนุษย์ พระองค์ก็จะรับเขาต่อหน้าทูตสวรรค์ คนที่ปฏิเสธพระองค์ พระองค์ก็จะปฏิเสธเขาด้วย คนที่กล่าวร้ายต่อพระเยซูจะได้รับการยกโทษ แต่คนที่กล่าวร้ายต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะยกโทษให้ไม่ได้ เมื่อเขาพาท่านไปต่อหน้าเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอย่ากลัวว่าจะตอบอย่างไร เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์จะสอนท่านเองว่าควรพูดอะไรบ้าง

ประวัติเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ตั้งแต่ประสูติจนสิ้นพระชนม์บนกางเขน และเสด็จสู่สวรรค์เพื่อเตรียมบ้านให้สำหรับคนที่เชื่อในพระองค์ จะได้ไปอยู่กับพระองต์ในวันสุดท้ายที่มา : http://www.freebibleimages.org/illustrations/rich-fool/

อุปมาเรื่องเศรษฐีโง่

(ลูกา 12:13 – 21)

มีคนหนึ่งในฝูงชนทูลพระเยซูให้บอกพี่ชายแบ่งมรดกให้เขาด้วย พระเยซูตอบว่าใครตั้งให้พระองค์เป็นผู้พิพากษาหรือผู้แบ่งมรดกให้ท่าน พระองค์จึงตรัสกับฝูงชนว่าอย่าโลภ พระองค์เล่าอุปมาเรื่องหนึ่งให้ฟังว่า ไร่นาของเศรษฐีคนหนึ่งเกิดผลบริบูรณ์มาก เขาจึงคิดที่จะรื้อยุ้งฉางเดิมและสร้างอันใหม่ให้ใหญ่ขึ้น เพื่อจะได้มีทรัพย์สมบัติมากขึ้นและอยู่สุขสบายไปอีกหลายปี แต่พระเจ้าตรัสว่าคนโง่เอ๋ย ถ้าเจ้าต้องตายคืนนี้แล้วทรัพย์สมบัติที่รวบรวมไว้จะเป็นของใคร คนที่สะสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัว และไม่ได้มั่งมีฝ่ายพระเจ้าก็เป็นเช่นนั้นแหละ

ความกังวลและความกระวนกระวาย

(ลูกา 12:22 – 34)

พระเยซูตรัสว่าอย่ากระวนกระวายว่าจะเอาอะไรกิน เอาอะไรนุ่งห่ม เพราะชีวิตสำคัญกว่าอาหาร และร่างกายก็สำคัญกว่าเครื่องนุ่งห่ม จงดูอีกา มันไม่ได้ทำงานแต่พระเจ้าก็ยังเลี้ยงดูมัน ท่านประเสริฐกว่านกมากมายนัก ความกระวนกระวายนั้นไม่สามารถต่ออายุให้ยาวได้ ดังนั้น ถ้าสิ่งเล็กน้อยท่านยังทำไม่ได้แล้วจะกระวนกระวายถึงสิ่งอื่นทำไม จงดูดอกไม้ มันไม่ได้ทำงานหรือปั่นด้าย แต่มันก็สวยกว่ากษัตริย์ซาโลมอนเมื่อบริบูรณ์ด้วยศักดิ์ศรี ถ้าพระเจ้ายังตกแต่งหญ้าที่ทุ่งนาอย่างนั้นซึ่งวันรุ่งขึ้นต้องทิ้งในเตาไฟ คนมีความเชื่อน้อย พระองค์จะทรงตกแต่งท่านยิ่งกว่านั้นมากนัก อย่ากังวลว่าจะเอาอะไรกินหรือดื่ม พระเจ้าทรงรู้ว่าท่านต้องการสิ่งเหล่านี้ แต่จงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งเหล่านี้ให้ จงขายของที่ท่านมีอยู่และทำทาน จงส่ำสมทรัพย์ในสวรรค์ซึ่งไม่มีวันหมดสิ้น ขโมยและตัวแมลงก็ทำลายไม่ได้ เพราะว่าทรัพย์สมบัติของพวกท่านอยู่ที่ไหน ใจของท่านก็อยู่ที่นั่นด้วย

บรรดาบ่าวที่เฝ้าระวัง

(ลูกา 12:35 – 48)

จงจุดตะเกียงไว้ให้พร้อมเหมือนคนที่รอรับนายของตนที่กลับจากงานสมรส บ่าวที่นายมาเคาะประตูและเปิดให้ทันทีก็เป็นสุข ถ้าเจ้าของบ้านรู้ว่าขโมยจะมาเวลาไหน เขาก็จะตื่นอยู่เพื่อไม่ให้ขโมยเข้ามาได้ พวกท่านจงเตรียมตัวไว้ให้พร้อมด้วย เพราะในเวลาที่ท่านไม่คิดไม่ฝันนั้น บุตรมนุษย์จะเสด็จมา เปโตรถามว่าคำอุปมานี้ตรัสถึงพวกเขาหรือถึงคนทั่วไป พระเยซูตรัสว่าใครเป็นพ่อบ้านซื่อสัตย์และฉลาด ที่นายตั้งไว้เหนือพวกคนใช้เพื่อแจกอาหารตามเวลา เมื่อนายมาพบเขาทำอย่างนั้น บ่าวคนนั้นก็จะเป็นสุข นายจะตั้งเขาให้ดูแลทรัพย์สินทั้งหมด แต่ถ้าบ่าวคนนั้นคิดว่านายคงมาช้าและเริ่มโบยบ่าวชายหญิง กินดื่มเมามาย นายจะมาในเวลาที่เขาไม่รู้และจะลงโทษอย่างหนัก และจะขับไล่ให้ไปอยู่ในที่ของพวกที่ไม่เชื่อ บ่าวที่รู้ใจนายแต่ไม่เตรียมตัวไว้จะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก แต่คนที่ไม่รู้ แล้วทำสิ่งที่สมควรจะถูกเฆี่ยน ก็จะถูกเฆี่ยนเพียงเล็กน้อย คนที่ได้รับมาก จะต้องเรียกเอาจากคนนั้นมาก และคนที่ได้รับฝากไว้มาก ก็จะต้องทวงเอาจากคนนั้นมาก

พระเยซูทรงเป็นเหตุของการแตกแยก

(ลูกา 12:49 – 53)

พระเยซูตรัสว่าพระองค์ไม่ได้นำสันติภาพมา แต่จะให้แตกแยกกัน ตั้งแต่นี้ไปห้าคนในบ้านจะแยกเป็นสามต่อสองและสองต่อสาม พ่อจะแตกแยกกับลูกชาย และลูกชายจะแตกแยกกับพ่อ แม่กับลูกสาว และลูกสาวกับแม่ แม่ผัวกับลูกสะใภ้ และลูกสะใภ้กับแม่ผัว

การคาดการณ์ความเป็นไปของยุคนี้

(ลูกา 12:54 – 56)

พระองค์ตรัสว่าเมื่อเห็นเมฆก่อตัวทางทิศตะวันตก ท่านก็รู้ว่าฝนจะตก และก็เป็นอย่างนั้น เมื่อเห็นลมทิศใต้พัดมา ท่านก็บอกว่า ‘จะร้อนจัด’ และก็เป็นจริง ท่านรู้ความเป็นไปเหล่านี้แต่ทำไมถึงวิจัยความเป็นไปของยุคนี้ไม่ได้

ประวัติเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ตั้งแต่ประสูติจนสิ้นพระชนม์บนกางเขน และเสด็จสู่สวรรค์เพื่อเตรียมบ้านให้สำหรับคนที่เชื่อในพระองค์ จะได้ไปอยู่กับพระองต์ในวันสุดท้าย ที่มา : https://pixabay.com/en/law-justice-court-judge-legal-1063249/

การปรองดองกับโจทก์ของท่าน

(ลูกา 12:57 – 59)

ถ้าท่านกับโจทก์กำลังไปหาตุลาการ ให้หาทางปรองดองกันระหว่างทาง เกรงว่าเขาจะพาท่านไปหาผู้พิพากษา และมอบท่านไว้กับผู้คุม และผู้คุมจะขังท่านไว้ในคุก ท่านจะออกจากที่นั่นไม่ได้จนกว่าจะใช้หนี้ครบทุกบาททุกสตางค์

จงกลับใจใหม่ไม่เช่นนั้นจะพินาศ

(ลูกา 13:1 – 5)

ขณะนั้นบางคนซึ่งอยู่ที่นั่นเล่าเรื่องชาวกาลิลีที่ปีลาตเอาเลือดและเครื่องบูชาของพวกเขามาคละเคล้าด้วยกันให้พระเยซูทรงฟัง

พระองค์ตรัสว่า ที่พวกเขาต้องทนทุกข์ไม่ใช่เพราะทำบาปมากกว่าชาวกาลิลีคนอื่น ๆ ถ้าท่านไม่กลับใจก็ต้องพินาศเหมือนกัน สิบแปดคนนั้นที่ถูกหอรบสิโลอัมพังทับตายก็ไม่ได้ทำผิดมากกว่าคนที่อาศัยในกรุงเยรูซาเล็ม ถ้าท่านทุกคนไม่กลับใจใหม่ก็จะต้องพินาศเช่นกัน

อุปมาเรื่องต้นมะเดื่อที่ไม่มีผล

(ลูกา 13:6 – 9)

พระเยซูตรัสคำอุปมาต่อว่า มีชายคนหนึ่งปลูกต้นมะเดื่อต้นหนึ่งในสวนองุ่น เขาพูดกับผู้รักษาเถาองุ่นว่าให้โค่นต้นมะเดื่อทิ้งเพราะปลูกมาสามปีไม่มีผล แต่ผู้รักษาเถาองุ่นบอกว่าขอเก็บไว้อีกปีแล้วตนจะใส่ปุ๋ยพรวนดิน ถ้าเกิดผลก็ดีไป แต่ถ้าไม่ก็ค่อนโค่นทิ้ง

การทรงรักษาหญิงหลังโกงในวันสะบาโต

(ลูกา 13:10 – 17)

ขณะที่พระเยซูทรงสั่งสอนอยู่ที่ธรรมศาลาแห่งหนึ่งในวันสะบาโต มีผู้หญิงคนหนึ่งถูกผีเข้าสิงมาสิบแปดปีทำให้เป็นโรคและหลังโกง พระเยซูจึงตรัสกับนางว่า “หญิงเอ๋ย เธอได้รับการปลดปล่อยให้พ้นจากโรคของเธอแล้ว” เมื่อทรงวางพระหัตถ์บนตัวนาง หลังก็หายโกง แต่นายธรรมศาลาไม่พอใจเพราะพระองค์รักษาโรคในวันสะบาโต พระเยซูจึงตรัสว่าพวกหน้าซื่อใจคด ทีพวกท่านยังปล่อยวัวปล่อยลาไปกินน้ำในวันสะบาโต หญิงคนนี้ถูกผีสิงมาสิบแปดปีไม่ควรได้รับการรักษาหรือ คนที่เป็นศัตรูกับพระองค์ก็ได้รับความอับอาย แต่ฝูงชนทั้งหมดชื่นชมยินดีกับสิ่งที่พระองค์ทำ

ประตูคับแคบ

(ลูกา 13:22 – 30)

ระหว่างทางไปกรุงเยรูซาเล็มพระเยซูทรงสั่งสอนตามเมืองต่าง ๆ มีคนหนึ่งถามพระองค์ว่าคนที่รอดมีจำนวนไม่มากหรือ พระเยซูตรัสว่าให้พยายามเข้าไปทางประตูที่คับแคบ แม้คนจำนวนมากจะพยายามเข้าไปแต่ก็เข้าไม่ได้ เมื่อเจ้าของบ้านปิดประตูคนที่อยู่ข้างนอกก็จะร้องขอให้เปิดบอกว่าเคยกินดื่มกับนาย และนายก็เคยสอนที่ถนนของพวกเรา แต่เจ้าของบ้านบอกว่าไม่เคยรู้จักพวกเจ้า จงไปให้พ้น แล้วจะมีการร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันในเวลาที่พวกท่านเห็นอับราฮัม อิสอัค ยาโคบ และบรรดาผู้เผยพระวจนะในแผ่นดินของพระเจ้า แต่ตัวพวกท่านเองก็จะถูกขับไล่ออกไปอยู่ข้างนอก และจะมีคนจากทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้ มานั่งร่วมโต๊ะในแผ่นดินของพระเจ้า และผู้ที่เป็นคนสุดท้ายจะกลับกลายเป็นคนแรก และผู้ที่เป็นคนแรกจะกลับกลายเป็นคนสุดท้าย

การทรงคร่ำครวญถึงกรุงเยรูซาเล็ม

(ลูกา 13:31 – 35)

มีฟาริสีบางคนมาบอกพระเยซูให้ไปที่อื่นเพราะเฮโรดอยากฆ่าพระองค์ พระเยซูตรัสว่า ‘จงฟังให้ดี เราขับผีและรักษาโรคในวันนี้และวันพรุ่งนี้ แล้วในวันที่สามเราก็จะเสร็จงาน’ เป็นไปไม่ได้ที่ผู้เผยพระวจนะจะถูกฆ่านอกกรุงเยรูซาเล็ม บ้านของพวกเจ้าจะถูกทอดทิ้ง เจ้าจะไม่เห็นเราจนกว่าพวกเจ้าจะกล่าวว่า ‘ขอให้ท่านผู้เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระเจริญ”

การทรงรักษาชายที่เป็นโรคบวมน้ำ

(ลูกา 14:1 – 6)

พระเยซูไปร่วมโต๊ะอาหารของผู้นำฟาริสีคนหนึ่งในวันสะบาโต พวกเขาก็คอยดูพระองค์ มีคนหนึ่งเป็นโรคบวมน้ำ พระเยซูจึงถามผู้เชี่ยวชาญธรรมบัญญัติและพวกฟาริสีว่ารักษาคนในวันสะบาโตผิดไหม พวกเขาก็นิ่ง พระเยซูจึงรักษาคนนั้นให้หายและตรัสกับพวกเขาว่า ถ้าท่านมีลูกหรือวัวตกบ่อ ท่านจะไม่ฉุดขึ้นมาในวันสะบาโตหรือ พวกเขาก็ตอบไม่ได้

คำสอนสำหรับแขกและเจ้าของบ้าน

(ลูกา 14:7 – 14)

พระเยซูเห็นคนที่รับเชิญเลือกนั่งแต่ที่นั่งมีเกียรติ พระองค์จึงตรัสเรื่องเปรียบเทียบว่า เมื่อไปงานสมรสอย่านั่งในที่นั่งมีเกียรติเพราะเขาอาจเชิญคนที่มียศมากกว่าท่าน และท่านจะต้องเลื่อนไปนั่งในที่นั่งต่ำกว่า แต่ให้เลือกนั่งในที่นั่งต่ำก่อน เมื่อเจ้าภาพมาเชิญท่านให้ไปนั่งในที่นั่งอันมีเกียรติ ท่านก็จะได้รับเกียรติต่อหน้าทุกคน เพราะว่าทุกคนที่ยกตัวขึ้นจะต้องถูกเหยียดลง และคนที่ถ่อมตัวลงจะได้รับการยกขึ้น แล้วพระเยซูตรัสกับคนที่เชิญพระองค์ว่า เมื่อท่านจัดงานเลี้ยงอย่าเชิญแต่คนที่ท่านคาดว่าจะเชิญท่านกลับ จงเชิญคนจน คนพิการ คนง่อย และคนตาบอด แล้วท่านจะเป็นสุข เพราะเขาไม่มีอะไรจะตอบแทนท่าน ส่วนท่านจะได้รับการตอบแทนเมื่อคนชอบธรรมเป็นขึ้นจากตาย

ประวัติเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ตั้งแต่ประสูติจนสิ้นพระชนม์บนกางเขน และเสด็จสู่สวรรค์เพื่อเตรียมบ้านให้สำหรับคนที่เชื่อในพระองค์ จะได้ไปอยู่กับพระองต์ในวันสุดท้าย ที่มา : http://www.freebibleimages.org/illustrations/gnpi-068-unjust-servant/

อุปมาเรื่องงานเลี้ยงใหญ่

(ลูกา 14:15 – 24)

คนหนึ่งที่ร่วมรับประทานเมื่อได้ยินคำเหล่านี้จึงทูลว่า “ผู้ที่จะได้รับประทานอาหารในแผ่นดินของพระเจ้าก็เป็นสุข” พระองค์ตรัสว่า มีคนหนึ่งจัดงานเลี้ยงและเชิญแขกมากมาย เมื่อถึงเวลาก็ให้บ่าวไปเชิญแต่ไม่มีแขกมา คนแรกบอกว่าซื้อนาไว้ต้องไปดู อีกคนบอกว่าซื้อวัวไว้ห้าคู่ต้องไปลอง อีกคนก็บอกว่าเพิ่งแต่งงานใหม่ ไปไม่ได้ เมื่อบ่าวมารายงานนาย นายก็โกรธจัด จึงให้บ่าวไปในเมืองตามถนนใหญ่และตรอกเล็กซอยน้อยพาคนยากจน คนพิการ คนตาบอด และคนง่อยเข้ามาที่งาน บ่าวก็มาแจ้งว่ายังมีที่ว่างเหลืออยู่อีก นายจึงให้ไปตามถนนหนทางที่มีรั้วรอบขอบชิดบังคับให้พวกเขาเข้ามาเพื่อบ้านจะได้เต็ม เราบอกท่านทั้งหลายว่า ในพวกคนที่ได้รับเชิญนั้น จะไม่มีสักคนหนึ่งได้ลิ้มรสอาหารของเราเลย

ความเสียสละในการเป็นสาวก

(ลูกา 14:25 – 33)

มีมหาชนไปกับพระเยซู พระองค์จึงทรงเหลียวหลังตรัสกับพวกเขาว่า “ถ้าใครมาหาเราและไม่ชัง (แปลได้อีกว่า ไม่พร้อม) ที่จะสละบิดามารดา บุตรภรรยา และพี่น้องชายหญิง แม้แต่ชีวิตของตนเอง คนนั้นจะเป็นสาวกของเราไม่ได้ และใครก็ตามที่ไม่ได้แบกกางเขนของตนตามเรามา คนนั้นจะเป็นสาวกของเราไม่ได้ เมื่อพวกท่านจะสร้างตึกก็ต้องดูว่ามีเงินพอสร้างจนเสร็จหรือไม่ เพราะถ้าสร้างไม่เสร็จคนก็จะเยาะเย้ย เมื่อกษัตริย์จะส่งคนไปรบก็ต้องคิดดูก่อนว่าพลทหารที่มีจะสามารถต่อสู้ได้หรือไม่ ถ้าสู้ไม่ได้ก็จะใช้ทูตไปเจรจา เช่นนั้นแหละ ทุกคนในพวกท่านที่ไม่ได้สละสิ่งสารพัดที่มีอยู่จะเป็นสาวกของเราไม่ได้

เกลือที่หมดรสเค็ม

(ลูกา 14:34 – 35)

เกลือเป็นสิ่งดี แต่ถ้าหมดรสเค็มก็ทำให้เค็มอีกไม่ได้ จะต้องโยนทิ้งเท่านั้น ใครมีหูที่จะฟังก็จงฟังเถิด

อุปมาเรื่องแกะหาย

(ลูกา 15:1 – 7)

มีคนเก็บภาษีและคนบาปมาฟังพระเยซู พวกฟาริสีและพวกธรรมาจารย์ก็บ่นเรื่องพระเยซูต้อนรับคนบาป พระองค์จึงเล่าเรื่องอุปมาว่า ถ้าคนหนึ่งมีแกะร้อยตัวและหายไปหนึ่งตัว เขาก็ต้องออกไปตามหาแกะนั้น เมื่อพบแล้วก็แบกกลับบ้านด้วยความดีใจ และเชิญเพื่อน ๆ มาร่วมยินดีกับเขาที่พบแกะตัวที่หายนั้น เช่นเดียวกัน ในสวรรค์ก็จะมีความชื่นชมยินดีเมื่อคนบาปคนหนึ่งกลับใจใหม่ มากกว่าเรื่องคนชอบธรรมเก้าสิบเก้าคนที่ไม่ยอมกลับใจ

อุปมาเรื่องเงินเหรียญหาย

(ลูกา 15:8 – 10)

มีหญิงคนหนึ่งมีเงินสิบเหรียญ เมื่อหายไปหนึ่งเหรีญก็จะจุดตะเกียงหา พอพบแล้วก็จะเชิญเพื่อนบ้านให้มาร่วมยินดีกับนาง เช่นเดียวกัน ทูตสวรรค์ของพระเจ้าจะมีความยินดีเมื่อคนบาปคนหนึ่งกลับใจ

ประวัติเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ตั้งแต่ประสูติจนสิ้นพระชนม์บนกางเขน และเสด็จสู่สวรรค์เพื่อเตรียมบ้านให้สำหรับคนที่เชื่อในพระองค์ จะได้ไปอยู่กับพระองต์ในวันสุดท้าย ที่มา : http://www.freebibleimages.org/illustrations/parable-two-sons/

อุปมาเรื่องบุตรหายไป

(ลูกา 15:11 – 32)

พระเยซูตรัสว่า ชายคนหนึ่งมีลูกสองคน คนเล็กมาขอให้พ่อแบ่งสมบัติ พ่อจึงแบ่งให้ลูกทั้งสอง จากนั้นลูกคนเล็กก็เอาทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่มีเดินทางไปยังเมืองไกลและผลาญสมบัติจนหมด เวลานั้นเกิดการกันดารอาหารรุนแรง เขาจึงไปอาศัยกับขาวเมืองคนหนึ่งและช่วยเลี้ยงหมูที่ทุ่งนา เขาอยากจะกินฝักถั่วที่หมูกินแต่ก็ไม่มีใครให้กิน เขาจึงสำนึกตัวและพูดว่าลูกจ้างของพ่อมีกินเหลือเฟือ ทำไมต้องมาอดตายที่นี่ ควรที่เขาจะกลับไปขอโทษพ่อและขออยู่ในฐานะลูกจ้างคนหนึ่งของพ่อ เขาจึงเดินทางกลับไปหาพ่อของเขา พ่อเห็นเขาอยู่แต่ไกลก็สงสาร วิ่งมากอดและจูบแก้มเขา บุตรคนนั้นบอกพ่อว่าเขาผิดต่อพ่อและต่อสวรรค์ ไม่สมควรเป็นลูกขอพ่อต่อไป

 

แต่พ่อสั่งคนใช้ให้เอาเสื้อที่ดีที่สุด เอาแหวนและเอารองเท้ามาสวมให้เขา และให้ฆ่าลูกวัวอ้วนพีมาเลี้ยงต้อนรับ เพราะลูกคนนี้ตายไปแล้วกลับเป็นขึ้นอีก หายไปแล้วแต่ได้พบอีก พวกเขาต่างก็มีความรื่นเริง พอบุตรคนโตกลับจากทุ่งนาได้ยินเสียงรื่นเริงก็ถามบ่าวคนหนึ่งว่าเกิดอะไรขึ้น บ่าวตอบว่าน้องท่านกลับมา พ่อให้ฆ่าลูกวัวอ้วนพีเลี้ยง พี่ชายจึงโกรธไม่ยอมเข้าไป พ่อจึงออกมาชวน แต่เขาตอบว่า ลูกรับใช้พ่อมากี่ปี ไม่เคยละเมิดคำสั่งเลย แต่พ่อก็ไม่เคยให้แม้แต่ลูกแพะสักตัว แต่ลูกอีกคนของพ่อผลาญสมบัติจนหมดพ่อกลับฆ่าลูกวัวมาเลี้ยง พ่อจึงตอบว่า ของทั้งหมดของพ่อเป็นของลูก แต่น้องคนนี้ตายไปแล้วแต่กลับเป็นขึ้นอีก หายไปแล้วแต่ยังได้พบกันอีก

อุปมาเรื่องพ่อบ้านที่ไม่ซื่อสัตย์

(ลูกา 16:1 – 13)

พระเยซูตรัสกับพวกสาวกว่า มีเศรษฐีคนหนึ่งมีพ่อบ้านที่โกงเงินของเขา เขาจึงเรียกพ่อบ้านให้เอาบัญชีมาและจะไล่ออก พ่อบ้านจึงคิดว่าควรทำอย่างไรดี เพราะจะไปขุดดินก็ไม่มีแรง ไปขอทานก็อายเขา เขาจึงคิดวิธีให้คนอื่นต้อนรับเขาเมื่อถูกถอดจากงานแล้ว โดยการเรียกลูกหนี้ของนายมาทีละคน แล้วถามคนแรกว่าเป็นหนี้นายเท่าไร เขาตอบว่าน้ำมันร้อยถัง พ่อบ้านจึงบอกให้ไปเอาบัญชีมาเปลี่ยนเป็นห้าสิบถัง และถามอีกคนว่าเป็นหนี้เท่าไร อีกคนตอบว่าข้าวสาลีร้อยกระสอบ พ่อบ้านจึงให้แก้เป็นแปดสิบกระสอบ เศรษฐีจึงชมพ่อบ้านที่ไม่ซื่อสัตย์คนนั้นว่าฉลาด เพราะว่าลูกของยุคนี้รู้จักใช้ความฉลาดกับคนในสมัยของพวกเขามากกว่าลูกของความสว่าง พระเยซูตรัสว่า “คนที่ซื่อสัตย์ในของเล็กน้อยจะซื่อสัตย์ในของมากด้วย และคนที่ไม่ซื่อสัตย์ในของเล็กน้อย จะไม่ซื่อสัตย์ในของมากเช่นกัน” ถ้าท่านไม่ซื่อสัตย์ในเงินอธรรม ใครจะมอบของเที่ยงแท้ให้ ถ้าท่านไม่ซื่อสัตย์ในสิ่งที่เป็นของคนอื่น ใครจะมอบสิ่งที่เป็นของท่านเองให้แก่ท่าน ไม่มีผู้ใดเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนายได้ เพราะจะเกลียดชังนายคนหนึ่งและจะรักนายอีกคนหนึ่ง หรือจะนับถือนายคนหนึ่งและจะดูหมิ่นนายอีกคนหนึ่ง ท่านจะรับใช้พระเจ้าและเงินทองพร้อมกันไม่ได้

ธรรมบัญญัติและแผ่นดินของพระเจ้า

(ลูกา 16:14 – 18)

พวกฟาริสีที่เห็นแก่เงินพอได้ยินก็เยาะเย้ยพระองค์ แต่พระเยซูตรัสว่าพวกท่านทำเป็นคนชอบธรรมต่อหน้ามนุษย์ แต่พระเจ้าทรงทราบจิตใจ สิ่งที่มีคุณค่าสูงของมนุษย์พระเจ้าทรงเกลียดชัง สมัยก่อนพระเจ้าให้กฎต่าง ๆ ผ่านทางโมเสสและผู้เผยพระวจนะ จนยอห์นผู้ให้บัพติสมาปรากฏ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาข่าวดีเรื่องแผ่นดินของพระเจ้าก็ประกาศออกไป ทุกคนต่างก็พยายามแย่งชิงเพื่อเข้าไปในแผ่นดินนั้น ฟ้าและดินจะหายไปก็ยังง่ายกว่าตัวอักษรตัวหนึ่งในธรรมบัญญัติไม่มีผลบังคับใช้ คนที่หย่าภรรยาตนและไปมีใหม่ก็ผิดประเวณี และคนที่รับหญิงที่หย่าแล้วมาเป็นภรรยาก็ผิดประเวณีด้วย

เศรษฐีกับลาซารัส

(ลูกา 16:19 – 31)

มีเศรษฐีคนหนึ่งแต่งตัวดีและอยู่อย่างฟุ่มเฟือยทุกวัน และมีขอทานคนหนึ่งชื่อลาซาลัสมีแผลทั้งตัวนอนที่ประตูรั้วบ้านเศรษฐีเพราะอยากกินอาหารเหลือนั้น และมีสุนัขมาเลียแผลเขา ต่อมาลาซาลัสได้ตาย ทูตสวรรค์จึงนำไปอยู่กับอับราฮัม เศรษฐีก็ตายด้วยและทุกข์ทรมานอยู่ในแดนคนตาย เมื่อแหงนหน้าดูก็เห็นอับราฮัมอยู่แต่ไกล ลาซาลัสก็อยู่ด้วย เขาจึงขออับราฮัมให้ใช้ลาซาลัสเอานิ้วจุ่มน้ำมาแตะลิ้นของเขาหน่อย เพราะเขาทุกข์ทรมานในเปลวไฟมาก อับราฮัมตอบว่า ตอนมีชีวิตอยู่ท่านได้แต่สิ่งดี ส่วนลาซาลัสได้สิ่งเลว แต่ตอนนี้เขาได้รับการปลอบโยนแล้ว แต่เจ้าต้องทุกข์ และระหว่างเราก็มีเหวกั้นอยู่จะข้ามไปไม่ได้ เศรษฐีจึงขอให้ใช้ลาซาลัสไปเตือนน้องชายเขาอีกห้าคนจะได้ไม่ต้องมาทุกข์ทรมานที่นี่ แต่อับราฮัมบอกว่า เขามีโมเสสและผู้เผยพระวจนะแล้ว ให้เขาฟังคนเหล่านั้นเถิด เศรษฐีบอกว่าไม่ได้ แต่ถ้ามีคนตายไปบอกเขา เขาก็จะกลับใจใหม่ โมเสสบอกว่าถ้าเขาไม่ฟังโมเสสและผู้เผยพระวจนะแล้ว ต่อให้มีคนฟื้นจากตายไปบอก พวกเขาก็ไม่เชื่อ

พระดำรัสสอนบางตอนของพระเยซู

(ลูกา 17:1 – 10)

พระเยซูตรัสกับบรรดาสาวกว่าจะมีเหตุให้คนทำบาป และวิบัติแก่คนที่เป็นต้นเหตุ ถ้าเอาหินโม่แป้งผูกคอถ่วงทะเลก็ยังดีกว่าที่จะให้เขาทำให้คนหลงผิด ถ้าพี่น้องทำผิดต่อท่าน จงเตือนเขา ถ้าเขากลับใจก็จงยกโทษ แม้ว่าเขาจะทำผิดวันนึงถึงเจ็ดครั้ง และมาขอโทษทั้งเจ็ดครั้ง ก็จงยกโทษให้เขา พวกอัครทูตทูลว่าขอโปรดเพิ่มความเชื่อให้พวกเขา พระเยซูตรัสว่า ถ้ามีความเชื่อเท่าเมล็ดมัสตาร์ดและจะสั่งต้นหม่อนให้ถอนขึ้นและไปปักในทะเล มันก็จะเชื่อฟังท่าน ถ้าท่านมีบ่าวที่กลับมาจากไถนาหรือเลี้ยงแกะ ท่านจะบอกให้เขารับประทานอาหารเลย หรือจะบอกให้เขาไปหาอะไรมาให้ท่านกินและนั่งคอยปรนนิบัติท่านจนกว่าจะเสร็จ หลังจากนั้นจึงค่อยไปหาอะไรกิน นายจะขอบใจบ่าวที่ทำตามคำสั่งหรือ เช่นเดียวกัน เมื่อพวกท่านทำสิ่งสารพัดที่เราบัญชาไว้กับท่านแล้ว ก็จงพูดด้วยว่า ‘เราเป็นบ่าวที่ไม่ได้มีบุญคุณต่อนาย เราเพียงแต่ทำตามหน้าที่ ที่ควรจะทำเท่านั้น’

 

<<  ย้อนกลับ | หน้าถัดไป   >>

ค้นหาความจริง

เริ่มต้นการเป็นคริสเตียน

สื่อคริสเตียน Online