พระเจ้ามีจริงหรือ โลกที่เราอยู่เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญหรือมีผู้สร้าง
ความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก แต่ความรักใหญ่ที่สุด
1 โครินธ์ 13:13

> รู้จักพระเยซู - อายุ 30 ปี

รู้จักพระเยซู

เรียบเรียงโดย พายุแห่งความเปรมปรีดิ์

การทำพันธกิจปีที่ 1

 

 

พระธรรมยอห์นได้บันทึกเทศกาลปัสกา 3 ครั้ง (เทศกาลปัสกาเป็นเทศกาลของคนยิวที่ระลึกถึงการที่พระเจ้าทรงช่วยปลดปล่อยคนอิสลาเอลจากการเป็นทาสของอียิปต์ในช่วงประมาณ 1,500 ปี ก่อนคริสตกาล) นี่จึงเป็นที่มาของความเชื่อที่ว่าพระเยซูทรงทำพันธกิจบนโลกนี้เพียง 3 ปี และในพระธรรมลูกาได้บันทึกว่าพระเยซูทรงเริ่มทำพันธกิจตอนพระองค์อายุได้ 30 ปี ดังนั้นพระเยซูจึงมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ 33 ปี ก่อนที่จะเสด็จขึ้นสู่สวรรค์

พระคัมภีร์บันทึกเรื่องพระเยซูในวัยเด็กตอนอายุ 12 ปี ที่ไปในพระวิหาร หลังจากนั้นก็มีการบันทึกเรื่องราวของพระองค์อีกครั้งหนึ่งตอนเริ่มต้นทำพันธกิจ โดยเริ่มต้นจากชีวิตของยอห์นผู้ให้บัพติสมา ซึ่งเป็นผู้เบิกทางในการทำพันธกิจของพระเยซู

ประวัติเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ตั้งแต่ประสูติจนสิ้นพระชนม์บนกางเขน และเสด็จสู่สวรรค์เพื่อเตรียมบ้านให้สำหรับคนที่เชื่อในพระองค์ จะได้ไปอยู่กับพระองต์ในวันสุดท้าย ที่มา : https://www.bible-history.com/new-testament/baptism-of-jesus-bethabara.html/

พระเยซูทรงรับบัพติสมาจากยอห์นผู้ให้บัพติสมา

(มัทธิว 3:13 - 17)

ในหนังสือมาลาคีได้พยากรณ์ถึงผู้นำหน้าหรือคนเบิกทาง คือคนที่จะเตรียมจิตใจผู้คนให้พร้อมเพื่อให้งานของพระเจ้าสำเร็จ ในพระธรรมมาลาคี 3:1 บอกว่า พระยาห์เวห์จอมทัพตรัสว่า “นี่แน่ะ เราส่งทูตของเราไปเพื่อตระเตรียมหนทางไว้ข้างหน้าเรา และองค์เจ้านายผู้ซึ่งเจ้าแสวงหานั้นจะเสด็จมายังพระวิหารของพระองค์อย่างกะทันหัน ทูตแห่งพันธสัญญาผู้ซึ่งเจ้าพอใจนั้น ดูซี ท่านกำลังมาแล้ว

พระธรรมข้อนี้ได้สำเร็จในอีก 400 ปี ถัดมา เมื่อยอห์นผู้ให้รับบัพติสมาได้ออกไปยังถิ่นทุรกันดานและประกาศให้คนกลับใจใหม่ ยอห์นได้บุกเบิกทางให้พร้อมสำหรับงานพันธกิจของพระเยซู และเมื่อพระเยซูทรงเริ่มทำพันธกิจของพระองค์ ยอห์นก็ได้พูดเกี่ยวกับพระเยซู ในยอห์น 1:29 ว่า “จงดูพระเมษโปดก (แปลว่า ลูกแกะ) ของพระเจ้า ผู้ทรงรับบาปของโลกไป"

เมื่อเริ่มพันธกิจพระเยซูทรงมีอายุประมาณ 30 ปี (ลูกา 3:23) ทรงออกจากแคว้นกาลีลี ออกจากบ้านเกิดของตนมาที่แม่น้ำจอร์แดนเพื่อมารับบัพติสมากับยอห์นผู้ให้บัพติสมา (การบัพติสมาคือการจุ่มลงไปในน้ำ เป็นเครื่องหมายแสดงถึงการสำนึกผิดและกลับใจจากความบาป) และเมื่อพระเยซูเสด็จขึ้นจากน้ำพระวิญญาณบริสุทธิ์รูปร่างเหมือนนกพิราบก็เสด็จลงมาประทับในพระเยซู และมีเสียงจากสวรรค์ว่า “ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก”

มารมาทดลองพระเยซู

(มัทธิว 4:1 - 11)

หลังจากรับบัพติสมาแล้ว ในมาระโก 1:12 บอกว่า “โดยทันที” พระเยซูก็ทรงเสด็จไปยังถิ่นทุรกันดารและอดอาหาร 40 วัน หลังจากนั้นพญามารก็มาทดลองพระเยซู คำว่าพญามารในภาษาฮิบรูแปลว่า คนที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม ศัตรู หรือปีศาจ พญามารได้ทดลองพระเยซูโดยเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ก่อน เริ่มจากความต้องการฝ่ายร่างกาย นั่นก็คือให้พระเยซูเสกก้อนหินเป็นอาหาร เพราะพระเยซูทรงหิวมากหลังจากที่อดอาหารมาเป็นเวลานาน ต่อมามันก็พาพระเยซูไปยอดพระวิหารและท้าให้พระเยซูกระโดดลงไป และหลังจากนั้นก็ได้พาพระเยซูขึ้นไปบนภูเขาและบอกว่าจะมอบราชอาณาจักรต่าง ๆ ให้พระเยซู หากยอมก้มหัวและนมัสการมัน แต่ทุก ๆ ครั้งที่มารทดลองพระเยซู พระองค์ก็ทรงตอบกลับด้วยพระคำพระเจ้า เพราะพระคำของพระเจ้าเป็นความจริง และสุดท้ายพญามารก็ได้ละพระองค์ไป

พระเยซูทรงเรียกสาวก 5 คนแรก

(ยอห์น 1:35 - 51)

วันหนึ่งยอห์นผู้ให้รับบัพติสมายืนอยู่กับสาวกของตนเองอีกสองคน กำลังมองดูพระเยซูเสด็จผ่านไป ยอห์นผู้ให้รับบัพติสมาบอกกับสาวกของตนว่าพระเยซูคือพระเมษโปดกของพระเจ้า ศิษย์ของยอห์นผู้ให้รับบัพติสมาทั้งสองคนก็ได้ติดตามพระเยซูไป ซึ่งหนึ่งในสองคนนั้นก็คืออันดรูว์น้องชายของซีโมนเปโตร จากนั้นอันดรูว์จึงไปหาเปโตรบอกว่าตนได้พบกับพระเมสสิยาห์แล้ว เปโตรจึงได้เป็นสาวกของพระเยซูอีกคน วันรุ่งขึ้นพระเยซูจะไปแคว้นกาลิลีก็ได้พบกับฟีลิป จึงได้เรียกให้ติดตามพระองค์ไป ฟีลิปมาจากเมืองเบธไซดาเมืองเดียวกับอันดรูว์และเปโตร จากนั้นฟีลิปก็ไปหานาธานาเอลบอกว่าได้พบกับคนที่ผู้เผยพระวจนะพยากรณ์เอาไว้ นาธานาเอลจึงได้มาหาพระเยซู และพระเยซูทรงได้สำแดงให้เขารู้ว่าพระองค์ทรงรู้จักเขาและเห็นเขาอยู่ใต้ต้นมะเดื่อก่อนที่ฟีลิปจะไปพบเขา นาธานาเอลจึงยอมรับพระเยซูว่าเป็นพระบุตรของพระเจ้า เพราะมนุษย์ไม่สามารถรู้ในสิ่งที่ตนมองไม่เห็นได้ และติดตามเป็นสาวกของพระเยซูอีกคน

ประวัติเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ตั้งแต่ประสูติจนสิ้นพระชนม์บนกางเขน และเสด็จสู่สวรรค์เพื่อเตรียมบ้านให้สำหรับคนที่เชื่อในพระองค์ จะได้ไปอยู่กับพระองต์ในวันสุดท้าย ที่มา :https://www.jesus-resurrection.info/john-chapter-1.html

การอัศจรรย์ครั้งแรกที่บันทึกไว้ของพระเยซู เปลี่ยนน้ำเป็นเหล้าองุ่น

(ยอห์น 2:1 - 11)

พระเยซูกับสาวกของพระองค์มางานสมรสที่หมู่บ้านคานา ซึ่งเป็นเมืองหนึ่งที่อยู่ในแคว้นกาลิลี งานสมรสนี้แม่ของพระเยซูก็มาร่วมงานด้วย ปรากฏว่าเจ้าภาพมีเหล้าองุ่นไม่เพียงพอกับแขกที่มาในงาน ซึ่งสิ่งนี้เป็นเรื่องที่น่าอับอายมาก เมื่อนางมารีย์รู้จึงได้ไปบอกพระเยซู หลังจากนั้นพระเยซูได้ให้คนใช้เติมน้ำในโอ่งหิน 6 ใบ ซึ่งปกติน้ำในโอ่งนี้มีไว้สำหรับล้างเท้าแขกก่อนที่จะเข้ามาในบ้าน เมื่อตักน้ำเต็มโอ่งแล้วพระเยซูก็ให้คนตักไปให้เจ้าภาพชิม และน้ำนั้นก็กลายเป็นเหล้าองุ่นที่รสชาดดีมากจนเจ้าภาพต้องถามเจ้าบ่าวว่าทำไมถึงเก็บเหล่าองุ่นชั้นดีไว้จนบัดนี้ เพราะปกติคนจะให้กินเหล้าองุ่นดี ๆ ก่อน แล้วค่อยเอาที่ไม่ดีมาให้กินทีหลัง

แม้ว่าการอัศจรรย์นี้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ เมื่อเทียบกับการอัศจรรย์อื่น ๆ ที่พระองค์ทรงทำ แต่นี่เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าพระเยซูทรงสนใจปัญหาทุก ๆ อย่างของเรา แม้ว่ามันจะเป็นปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับชีวิตเรา แต่พระเยซูก็ทรงทำการอัศจรรย์เพื่อข่วยเราได้

หลังจากนั้นพระเยซูก็เสด็จไปเมืองคาเปอรนาอูมพร้อมกับมารดา น้องชาย และสาวกของพระองค์ และทรงพักอยู่ที่นั่นไม่กี่วัน

พระเยซูทรงชำระพระวิหาร

(ยอห์น 2:13 - 17)

พอใกล้จะถึงเทศกาปัสกา พระเยซูได้เสด็จไปยังกรุงเยรูซาเล็ม พระองค์ได้ใช้เชือกทำเป็นแส้ไล่คนขายวัว ขายแกะ ขายนกพิราบ และคนรับแลกเงินที่นั่งอยู่ตามบริเวณพระวิหาร (คนยิวถวายวัว แกะ นกพิราบ เป็นเครื่องเผาบูชาลบบาปซึ่งจะใช้สัตว์อะไรก็ตามแต่ฐานะของตน) พระเยซูทรงไม่พอใจคนเหล่านั้นเพราะพระนิเวศน์ของพระเจ้าควรจะเป็นที่สำหรับการนมัสการ ไม่ใช่เป็นตลาดขายของสำหรับหาเงินเข้าตัวเอง

พระเยซูพูดเกี่ยวกับแผนการแห่งความรอดกับนิโคเดมัส

(ยอห์น 3:1 - 21)

มีฟาริสีคนหนึ่ง (ฟาริสีคือคนที่ยึดถือกฎของโมเสสอย่างเคร่งครัด และเชื่อว่ากฎปากเปล่าและประเพณีสำคัญเท่า ๆ กับกฎที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร) ซึ่งเป็นขุนนางของพวกยิวมาหาพระเยซูในเวลากลางคืนชื่อนิโคเดมัส และพระเยซูได้พูดกับนิโคเดมัสว่า คนที่เกิดใหม่เท่านั้นถึงจะไปสวรรค์ได้ การเกิดใหม่ในที่นี้หมายถึงการเกิดใหม่ฝ่ายวิญญาณ นั่นก็คือการเชื่อในพระเยซูว่าเป็นบุตรของพระเจ้าที่ลงมาเกิดบนโลกและตายเพื่อไถ่บาปมนุษย์ทั้งปวง พระเยซูพูดในยอห์น 3:16 ว่า พระเจ้าทรงรักโลกดังนี้ คือได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์

พระเยซูและยอห์นผู้ให้บัพติศมา

(ยอห์น 3:22 - 30)

หลังจากนั้นพระเยซูก็เข้าไปในแคว้นยูเดียกับสาวกของพระองค์และให้บัพติสมา ซึ่งยอห์นผู้ให้บัพติสมาก็ได้ให้บัพติสมาอยู่ไม่ไกลจากที่นั่นมาก เกิดการโต้เถียงเรื่องการชำระบาประหว่างพวกศิษย์ของยอห์นผู้ให้บัพติสมากับคนยิวคนหนึ่ง ทั้งหมดจึงพากันไปหายอห์นผู้ให้บัพติสมาและบอกว่าพระเยซูกับสาวกของพระองค์ก็กำลังให้บัพติสมาอยู่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำจอร์แดนและทุกคนก็กำลังไปหาพระเยซู ยอห์นผู้ให้บัพติสมาจึงบอกว่าตนเองไม่ใช่พระคริสต์ แต่เป็นเพียงผู้นำทางเท่านั้น แต่พระเยซูต่างหากทรงเป็นพระคริสต์ พระองค์ต้องยิ่งใหญ่ขึ้น ส่วนตัวยอห์นผู้ให้บัพติสมาเองนั้นต้องด้อยลง

ประวัติเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ตั้งแต่ประสูติจนสิ้นพระชนม์บนกางเขน และเสด็จสู่สวรรค์เพื่อเตรียมบ้านให้สำหรับคนที่เชื่อในพระองค์ จะได้ไปอยู่กับพระองต์ในวันสุดท้าย ที่มา :http://www.curtiestouchofcolor.com/john-baptizes-jesus/

พระเยซูพูดกับหญิงชาวสะมาเรียเรื่องน้ำแห่งชีวิต

(ยอห์น 4:1 - 42)

พระเยซูกำลังจะออกจากแคว้นยูเดียเพื่อกลับไปยังแคว้นกาลีลีที่อยู่ทางเหนือ ระหว่างทางพระเยซูได้ผ่านเมืองสิคาร์ซึ่งอยู่ในแคว้นสะมาเรีย คนที่อาศัยในเมืองสะมาเรียส่วนหนึ่งจะเป็นคนอิสราเอลและอีกส่วนจะเป็นคนต่างชาติ คนยิวเกลียดชังชาวสะมาเรียเพราะถือว่าเป็นคนต่างชาติ ไม่ใช่คนที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเหมือนคนยิว พระเยซูเดินทางมาถึงบ่อน้ำของยาโคบและทรงพักที่นั่น พวกสาวกก็ได้ออกไปหาอาหารมาให้พระเยซูรับประทานเพราะตอนนั้นเป็นเวลาประมาณเที่ยงวัน มีหญิงชาวสะมาเรียมาตักน้ำที่บ่อน้ำนั้น พระเยซูจึงขอน้ำจากผู้หญิงคนนั้น ผู้หญิงนั้นจึงสงสัยว่าทำไมชาวยิวมาขอน้ำชาวสะมาเรีย ทั้ง ๆ ที่ปกติคนยิวไม่พูดคุยกับคนสะมาเรีย จากนั้นพระเยซูได้บอกผู้หญิงคนนั้นถึงน้ำดำรงชีวิต พระเยซูได้บอกผู้หญิงคนนั้นว่า

13 พระเยซูตรัสตอบว่า “ทุกคนที่ดื่มน้ำนี้จะกระหายอีก 14 แต่คนที่ดื่มน้ำที่เราจะให้กับเขานั้น จะไม่มีวันกระหายอีกเลย น้ำที่เราจะให้เขานั้นจะกลายเป็นบ่อน้ำพุในตัวเขาพลุ่งขึ้นถึงชีวิตนิรันดร์” (ยอห์น 4:13-14)

ในการสนทนากับหญิงสะมาเรียนี้ พระเยซูได้ทรงสำแดงว่าพระองค์ทรงรู้จักนางโดยได้พูดเรื่องสามีของนางให้นางฟัง นอกจากนี้พระเยซูยังได้สำแดงให้เห็นว่าพระคำของพระเจ้านั้นต้องแบ่งปันให้กับทุกคนได้รู้ แม้ว่าคนนั้นจะเป็นศัตรูกับเราก็ตาม พระเยซูได้สำแดงให้ทั้งสาวกของพระองค์และหญิงชาวสะมาเรียเห็นว่าจะต้องแบ่งปันเรื่องราวของพระเจ้าให้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย คนยิวหรือคนต่างชาติ เพราะพระเจ้าทรงรักทุกคน

 

เมื่อพระเยซูทรงสำแดงว่าพระองค์คือใคร หญิงชาวสะมาเรียจึงเข้าไปในเมืองและบอกชาวบ้านว่าเธอได้พบกับพระคริสต์แล้ว ชาวเมืองจำนวนมากเมื่อฟังหญิงชาวสะมาเรียก็ได้เชื่อในพระเยซู และยอมรับว่าพระเยซูคือพระผู้ช่วยให้รอดที่จะนำเขาให้พ้นจากความผิดความบาป และกลับไปคืนดีกับพระเจ้าได้ และชาวเมืองก็ได้ขอให้พระเยซูทรงประทับอยู่กับพวกเขาต่ออีกสองวัน

การทำพันธกิจแรก ๆ ของพระเยซูในแคว้นกาลิลี

(ยอห์น 4:3 , 43 - 45)

เมื่อผ่านไปสองวัน พระเยซูก็ออกเดินทางต่อเพื่อจะไปยังแคว้นกาลิลี ชาวเมืองกาลิลีก็ได้ต้อนรับพระเยซูเพราะได้เห็นสิ่งที่พระองค์ทรงทำในเมืองเยรูซาเล็ม พระเยซูทรงไปหมู่บ้านคานาอีกครั้ง ซึ่งที่นี่พระองค์เคยทำน้ำให้กลายเป็นเหล้าองุ่นมาแล้ว มีข้าราชการคนหนึ่งที่อยู่เมืองคาเปอรนาอูม พอรู้ว่าพระเยซูอยู่ที่หมู่บ้านคานา จึงเดินทางมาหาพระองค์และอ้อนวอนให้พระเยซูเสด็จไปรักษาลูกของตนที่ป่วยใกล้ตาย พระเยซูจึงตรัสกับข้าราชการคนนั้นให้กลับไปที่บ้าน เพราะลูกของเขาจะไม่ตาย ชายคนนั้นเชื่อจึงกลับบ้าน ระหว่างทางพบทาสของตนแจ้งว่าเมื่อวานตอนบ่ายโมงลูกชายของเขาหายป่วยแล้ว ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่พระเยซูบอกเขาให้กลับบ้านพอดี ดังนั้นทั้งครอบครัวของข้าราชการคนนี้จึงเชื่อในพระเยซู นี่เป็นการอัศจรรย์ครั้งที่สองของพระเยซูที่ทรงทำเมื่อพระองค์ทรงเสด็จออกจากแคว้นยูเดียไปยังแคว้นกาลิลี

พระเยซูประกาศว่าพระองค์คือพระเมสสิยาห์

(ลูกา 4:14 - 21)

ชื่อเสียงของพระเยซูได้แพร่หลายไปยังทั่วแคว้นกาลิลี และพระเยซูก็ได้สั่งสอนในธรรมศาลา (คือที่ที่พวกยิวมารวมตัวกันเพื่อนมัสการพระเจ้า) ของพวกคนยิว แล้วพระเยซูก็ได้เสด็จไปยังบ้านเกิดของตนที่เมืองนาซาเร็ธและได้เข้าไปในธรรมศาลาในวันสะบาโตเหมือนเช่นเคย จากนั้นพระเยซูได้อ่านพระธรรมอิสยาห์ 61:1-2 ดังนี้

1 พระวิญญาณของพระยาห์เวห์ องค์เจ้านายทรงอยู่เหนือข้าพเจ้า เพราะว่าพระยาห์เวห์ทรงเจิมข้าพเจ้าไว้ เพื่อนำข่าวดีมายังคนที่ทุกข์ใจ (แปลได้อีกว่า คนยากจน) พระองค์ทรงส่งข้าพเจ้าไปเพื่อปลอบโยนคนชอกช้ำใจ และเพื่อประกาศอิสรภาพแก่บรรดาเชลย ทั้งประกาศการเปิดเรือนจำแก่ผู้ที่ถูกจำจอง (ฉบับกรีกว่า ประกาศการมองเห็นแก่คนตาบอด)
2 เพื่อประกาศปีแห่งความโปรดปรานของพระยาห์เวห์ และประกาศวันแห่งการแก้แค้นของพระเจ้าของพวกเรา เพื่อชูใจทุกคนที่ไว้ทุกข์

เมื่ออ่านจบพระเยซูได้ประกาศว่าพระองค์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ (ลูกา 4:21)

ประวัติเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ตั้งแต่ประสูติจนสิ้นพระชนม์บนกางเขน และเสด็จสู่สวรรค์เพื่อเตรียมบ้านให้สำหรับคนที่เชื่อในพระองค์ จะได้ไปอยู่กับพระองต์ในวันสุดท้าย ที่มา : https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Gospel_of_Luke_Chapter_4-18_(Bible_Illustrations_by_Sweet_Media).jpg/

ชาวนาซาเร็ธไม่ยอมรับพระเยซู

(ลูกา 4:22 - 30)

เมื่อพระเยซูบอกว่าพระองค์คือพระเมสสิยาห์ คนที่ฟังก็เริ่มสงสัย เพราะหลายคนรู้จักพระเยซูว่าเป็นลูกของโยเซฟช่างไม้ พวกเขาจึงไม่เชื่อว่าพระเยซูจะเป็นผู้เผยพระวจนะ ไม่เชื่อว่าพระองค์คือพระเมสสิยาห์ พระเยซูจึงบอกพวกเขาว่าไม่มีผู้เผยพระวจนะคนไหนได้รับการยอมรับในบ้านเกิดของตน พระองค์ทรงยกตัวอย่างในสมัยของเอลียาห์ที่เกิดการกันดารอาหารทั่วทั้งแผ่นดิน พระเจ้าให้เอลียาห์ไปอยู่กับหญิงม่ายคนต่างชาติบ้านศาเรฟัทแขวงเมืองไซดอน หรือมีคนโรคเรื้อนมากมายในสมัยของเอลีชา แต่ไม่มีคนโรคเรื้อนชาวอิสราเอลคนใดได้รับการรักษาให้หายยกเว้นนาอามานชาวซีเรียซึ่งเป็นคนต่างชาติ ทั้งนี้เพราะพวกเขาเหล่านั้นไม่มีความเชื่อ จึงไม่เห็นการอัศจรรย์ของพระเจ้า เมื่อชาวนาซาเร็ธได้ฟังก็โกรธมากและไล่พระองค์ออกจากเมือง พาไปที่หน้าผาหวังจะผลักให้ตกลงไปตาย แต่พระเยซูก็ทรงฝ่าฝูงชนเหล่านั้นออกมาได้

 

<<  ย้อนกลับ | หน้าถัดไป   >>

ค้นหาความจริง

เริ่มต้นการเป็นคริสเตียน

สื่อคริสเตียน Online