พระเจ้ามีจริงหรือ โลกที่เราอยู่เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญหรือมีผู้สร้าง
ความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก แต่ความรักใหญ่ที่สุด
1 โครินธ์ 13:13

> พระเจ้ามีจริงหรือ

พระเจ้ามีจริงหรือ

เรียบเรียงโดย พายุแห่งความเปรมปรีดิ์

ทำไมคริสเตียนถึงเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง ในขณะที่อีกหลาย ๆ คนไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า อาจเพราะไม่เคยเห็นพระเจ้า หรือเป็นความเชื่อที่งมงาย เป็นนิทานที่แต่งขึ้นเพื่อสอนให้คนเป็นคนดี บ้างก็ว่าถ้าพระเจ้ามีจริง ทำไมพระองค์ไม่จัดการกับโลกที่วุ่นวายนี้ให้ดีขึ้น ทำไมยังมีสงคราม มีการอดอยากหิวโหย มีการแก่งแย่งชิงดีกัน อิจฉากัน ทำร้ายกัน ฆ่ากัน และอื่น ๆ อีกมากมาย นี่คงเป็นคำถามโลกแตกและเป็นที่ถกเถียงกันสำหรับคนที่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริงกับฝ่ายที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า

สำหรับคริสเตียนนั้นเชื่อว่าพระเจ้ามีจริง และสามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ในหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นผ่านทางพระคัมภีร์ไบเบิล ผ่านทางชีวิตและคำสอนของพระเยซู หรือผ่านทางสิ่งต่าง รอบตัวที่เราเห็นอยู่ในชีวิตประจำวัน นั่นก็คือผ่านทางการทรงสร้างของพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นจักรวาล โลก ต้นไม้ สัตว์ หรือแม้แต่มนุษย์ก็เป็นสิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้น

การทรงสร้างของพระเจ้า

 


มีนักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อยที่เชื่อในพระเจ้า เช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein 1879-1955) ไอแซค นิวตัน (Isaac Newton 1642-1727) หลุย ปาสเตอร์ (Louis Pasteur 1822-1895) หรือคนอื่น ๆ อีกหลาย ๆ คน ซึ่งสามารถดูได้จากเว็บไซต์ Famous Scientists  แต่ก็มีนักวิทยาศาสตร์อีกจำนวนมากที่เชื่อว่าโลกและระบบสุริยะเกิดจากการระเบิดหรือเรียกว่า “บิกแบงค์” (Big Bang) จากเว็บไซต์ของ BBC บอกว่าการระเบิดนี้มีขึ้นเมื่อ 14 พันล้านปีก่อน และค่อยๆ ก่อกำเนิดโลกเราเมื่อประมาณ 4.6 พันล้านปีที่ผ่านมา

พระเจ้ามีจริงหรือ - โลกเกิดจาก Big Bang

ที่มา: https://www.bbc.co.uk/education/guides/zx7634j/revision/3
แต่โลกและจักรวาลที่เราอยู่นั้นซับซ้อนเกินกว่าที่จะเกิดขึ้นจากการระเบิดเพียงครั้งเดียว การกำเนิดโลกนั้นมีเพียง 2 ทาง คือเกิดจากความบังเอิญ หรือเกิดจากการสร้างของใครบางคน สำหรับคริสเตียนเชื่อว่าโลกเกิดจาการทรงสร้างของพระเจ้า และพระองค์เป็นผู้ทำให้โลกยังคงอยู่ได้จนทุกวันนี้ อยากให้เราลองพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ และถามตัวเองว่าเป็นไปได้หรือที่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ เป็นไปได้หรือที่ทุกอย่างที่เราเห็นนั้นเกิดจากการระเบิดที่เรียกว่า “บิกแบงค์”

จากเว็บไซต์ของ National Geographic ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโลกเราว่า โลกเป็นดาวดวงที่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นดวงที่สาม (ดวงอาทิตย์ ดาวพุธ ดาวศุกร์ และโลก) และใหญ่เป็นอันดับที่ห้าในระบบสุริยะจักรวาล

 

พระเจ้ามีจริงหรือ - ระบบสุริยะจักรวาล

ที่มา: https://apod.nasa.gov/apod/ap060828.html

โลกห่างจากดวงอาทิตย์ 149,579,891 กิโลเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางของโลกมีขนาด 12,742 กิโลเมตร ใหญ่กว่าดาวศุกร์ไม่กี่ร้อยกิโลเมตรเท่านั้น ฤดูกาลต่าง ๆ นั้นเกิดจากการที่แกนโลกเอียงมากกว่า 23 องศา มหาสมุทรปกคลุมผิวโลกเกือบร้อยละ 70 และอุณหภูมิของโลกมีตั้งแต่ต่ำสุดที่ -87.8 องศาเซลเซียส และสูงสุดที่ 57.8 องศาเซลเซียส

    ตำแหน่งของโลก

 

 

ถ้าโลกอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มากกว่านี้ ทุกสิ่งก็จะหนาวตาย แต่ถ้าใกล้กว่านี้ทุกอย่างก็ถูกแผดเผา จากเว็บไซต์ Exoplanet Exploration ขององค์การนาซ่า กล่าวว่าโลกอยู่ในพื้นที่ที่เอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิต (Habitable Zone) นั่นคือโลกอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ร้อนหรือหนาวจนเกินไป ทำให้ยังคงมีน้ำอยู่ในสภาวะของเหลวปกคลุมบนพื้นผิวได้ ซี่งน้ำถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีพของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ

 

พระเจ้ามีจริงหรือ - ตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับการเกิดสิ่งมีชีวิต

ที่มา: https://exoplanets.nasa.gov/the-search-for-life/habitable-zones

       ขนาดของโลก

 

 

จากเว็บไซต์ Space.com   บอกว่าในชั้นบรรยากาศของโลกนั้นประกอบไปด้วยไนโตรเจนร้อยละ 78 และออกซิเจนร้อยละ 21 ที่เหลือเป็นน้ำ คาร์บอน และก๊าซชนิดต่าง ๆ จากงานวิจัยของ R.E.D. Clark, Creation (London: Tyndale Press, 1946), p. 20 ได้บอกไว้ว่า ถ้าหากโลกมีขนาดเล็กกว่าปัจจุบัน ชั้นบรรยากาศจะไม่เหมาะสมต่อสิ่งมีชีวิตเหมือนกันดาวพุธ (Mercury) แต่ถ้าโลกมีขนาดใหญ่กว่านี้ชั้นบรรยากาศก็จะเต็มไปด้วยไฮโดรเจนเหมือนกับดาวพฤหัส (Jupiter)

 

พระเจ้ามีจริงหรือ - ชั้นบรรยากาศของโลก

ที่มา: http://www.planetary.org/multimedia/space-images/charts/the-atmospheres-of-the-solar-system.html

จะเห็นได้ว่าโลกตั้งอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมทำให้มีอุณหภูมิพอเหมาะ อีกทั้งยังมีขนาดที่พอดี นอกจากนี้ยังมีดวงจันทร์ที่มีขนาดเหมาะสมและระยะห่างที่พอดีทำให้เกิดแรงโน้มถ่วงซึ่งมีอิทธิพลต่อการเกิดน้ำขึ้นน้ำลงของโลก เป็นไปได้หรือที่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นโดยบังเอิญจากแรงระเบิดเมื่อเกือบ 14 พันล้านปีก่อน เป็นไปได้หรือที่จะเกิดการบังเอิญสำหรับสิ่งที่เป็นระบบระเบียบ มีการทำงานที่ซับซ้อนเพื่อให้สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ดำรงอยู่ได้ หรือว่าความบังเอิญนั้นไม่มีอยู่จริง โลกและจักรวาลที่เราอยู่นี้มีผู้ที่สร้างมันขึ้นมา และนั่นคงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพระเจ้าเท่านั้น

เพื่อความเข้าใจมากขึ้น อยากให้ลองดูวีดีโอด้านล่างนี้ที่มีชื่อว่า “พระเจ้ามีจริงไหม”

 

ที่มา: http://www.godblessyou.in.th/god/

แล้วพระเจ้าเกี่ยวอะไรกับชีวิตเรา?

 

 

ถ้าตอนนี้เรารู้แล้วว่าพระเจ้านั้นมีอยู่จริง คำถามที่ตามมาก็คือ แล้วพระเจ้าเกี่ยวอะไรกับชีวิตเรา?

พระคัมภีร์ไบเบิลบอกเราว่าพระเจ้าเป็นผู้ที่สร้างมนุษย์ขึ้น พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ตามพระฉายาของพระองค์ (ปฐมกาล 1:26-27) พระเจ้าสร้างมนุษย์จากผงคลีดิน และให้ลมปราณกับเขา มนุษย์จึงไม่เหมือนสิ่งอื่น ๆ คือมีเลือดเนื้อ (ร่างกาย) และส่วนที่ไม่ใช่เลือดเนื้อ (จิตวิญญาณ) (ปฐมกาล 2:7)

พระเจ้าสร้างสวนเอเดนให้มนุษย์คู่แรกอยู่ และที่นั่นมนุษย์ได้ใกล้ชิดพระเจ้า ได้พูดคุยกับพระองค์ทุกวัน พระเจ้าได้ตั้งกฎไว้ว่าผลไม้ทุกอย่างนั้นมนุษย์กินได้ แต่ห้ามกินผลของต้นไม้แห่งการรู้ถึงความดีและความชั่ว เพราะถ้ากินจะต้องตาย (ปฐมกาล 2:17)  พระเจ้าได้ให้อิสระกับมนุษย์ในการตัดสินใจ ให้อิสระในการทำอะไรก็ได้ สุดท้ายมนุษย์เลือกที่จะไม่เชื่อฟังพระเจ้า ไปกินผลไม้ที่พระเจ้าห้าม การไม่เชื่อฟังพระเจ้านี้เราเรียกว่าความบาปนั่นเอง ผลก็คือมนุษย์ทุกคนจะต้องตายแต่เป็นการตายฝายจิตวิญญาณ ก็คือถูกตัดขาดจากพระเจ้า มนุษย์จึงถูกขับออกจากสวนเอเดน และทุกคนที่เกิดมาก็จะมีบาปติดตามตัวมา มนุษย์ทุกคนจึงเป็นคนบาป จะเห็นได้จากเด็กเล็ก ๆ ที่เกิดมาไม่มีใครสอนให้โกหก สอนให้แย่งของจากคนอื่น สอนให้ไม่เชื่อฟัง แต่เด็กเหล่านั้นก็ทำสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ดีได้ด้วยตัวเอง นั่นก็เพราะมีความบาปติดตัวมาตั้งแต่เกิด

 

พระเจ้ามีจริงหรือ

ที่มา : http://www.biblestorycartoons.com

พระเจ้าสร้างมนุษย์ให้ประกอบไปด้วยสองส่วน คือร่างกายและจิตวิญญาณ เมื่อเราตายร่างกายก็เน่าเปื่อยไป แต่จิตวิญญาณยังคงอยู่เป็นนิรันดร์ พระเจ้าให้โลกเป็นบ้านสำหรับมนุษย์ฝ่ายร่างกาย เช่นเดียวกันพระเจ้าได้เตรียมสวรรค์ไว้สำหรับมนุษย์ฝ่ายวิญญาณ แต่การจะเข้าไปในบ้านของพระเจ้านั้น เราต้องทำตามกฎของเจ้าของบ้านก่อนจึงจะสามารถเข้าไปได้ กฎของพระเจ้าก็เป็นกฎ           ดั้งเดิมเหมือนสมัยที่มนุษย์อยู่ในสวนเอเดน นั่นก็คือต้องไม่มีบาป ถ้าหากเราทำบาป พระเจ้าก็เตรียมบึงไฟนรกเพื่อเป็นการลงโทษสำหรับคนที่ไม่เชื่อฟังพระองค์

เราต่างก็รู้ดีกว่าเราไม่สามารถเป็นคนดีได้ 100% เหมือนกับที่พระคัมภีร์ไบเบิลบอกไว้ว่า มนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป ( โรม 3:23 ) เป็นกฎธรรมดาที่ทำผิดก็ต้องรับโทษ และลึกๆในใจเรารู้ว่าจะต้องรับผิดชอบผลแห่งการกระทำนั้น เราจึงพยายามแสวงหาทางหลุดพ้นจากบาปเหล่านั้น ไม่ว่าจะผ่านทางการนมัสการ การกราบไหว้บูชา การทำดี การทำทาน เราพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้รับการหลุดพ้น แต่ไม่ว่าเราจะพยายามมากแค่ไหนก็ตาม เราก็ไม่อาจเข้าสวรรค์ซึ่งเป็นบ้านของพระเจ้าได้ เพราะพระเจ้าตั้งเงือนไขไว้เพียงประการเดียวเท่านั้นคือ “ต้องไม่มีบาป”

ข่าวดีก็คือ พระเจ้าทรงรักมนุษย์ทุกคนที่พระองค์ทรงสร้าง และอยากให้ทุก ๆ คนได้อยู่ร่วมกันในบ้านของพระองค์ พระเจ้าเห็นว่ามนุษย์พยายามทุกวิถีทางแล้วแต่ก็ยังไม่ถึงมาตรฐานที่พระเจ้ากำหนดไว้ พระองค์จึงส่งพระเยซูพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ลงมาบนโลกมนุษย์ เพื่อมารับโทษแทนเรา โทษที่เราต้องชดใช้เพราะบาปนั้นพระเยซูทรงถูกลงโทษแทนเราแล้ว เหมือนกับเราทำผิดแต่มีคนติดคุกแทนเรา เราสามารถใช้ชีวิตสุขสบายนอกคุกได้ไม่ใช่เพราะว่าเราไม่ได้ทำผิด แต่เป็นเพราะมีคนรับโทษแทนเรา เช่นเดียวกัน พระเยซูรับโทษที่เราสมควรตกนรกแทนเราแล้ว เราจึงมีโอกาสได้อยู่บนสวรรค์ร่วมกับพระเจ้า แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำก็คือการยอมให้มีคนมารับโทษแทนเรา ถ้าเราไม่ยอมก็ไม่มีใครสามารถช่วยเราได้ เราต้องรับโทษทัณฑ์นั้นเอง การยอมก็คือการเชื่อและวางใจในพระเยซูนั่นเอง

 

พระเจ้ามีจริงหรือ

ที่มา : http://www.biblestorycartoons.com

อยากให้เราลองดูวีดีโอ “พระเจ้าเกี่ยวข้องกับเราอย่างไร” ด้านล่างนี้ และถามตัวเองดูว่าเราอยากเป็นคนรับโทษบาปผิดเอง หรือจะให้พระเยซูช่วยเราให้หลุดพ้นจากการถูกลงทัณฑ์

 

ที่มา: http://www.godblessyou.in.th/พระเจ้าเกี่ยวข้องอย่างไรกับเรา

ถ้าหากสนใจอยากรู้เรื่องราวของการเป็นคริสเตียน สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่หัวข้อ เริ่มต้นการเป็นคริสเตียน หรือถ้าหากมีคำถามก็สามารถเมลมาสอบถามได้ที่ christiansiam@gmail.com

ค้นหาความจริง

เริ่มต้นการเป็นคริสเตียน

สื่อคริสเตียน Online