พระเจ้ามีจริงหรือ โลกที่เราอยู่เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญหรือมีผู้สร้าง
ความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก แต่ความรักใหญ่ที่สุด
1 โครินธ์ 13:13
Facebook Page   

> บทความคริสเตียน > เราเป็นคนงานแบบไหน?

เราเป็นคนงานแบบไหน?

เรียบเรียงโดย พายุแห่งความเปรมปรีดิ์

จากการจัดอันดับของ TasteAtlas ประจำปี 2567 - 2568 ได้ยกให้เมนู “แพนง” ของไทยเป็นเมนูที่ดีที่สุดอันดับที่ 5 จากเมนูทั้งหมด 11,258 เมนู อ้างอิงจากผู้ลงคะแนนทั้งหมด 367,847 คน อย่างไรก็ตาม “ราคา” ของแพนงแต่ละจานนั้นขึ้นอยู่กับพ่อครัวและสถานที่ที่เราไปกินว่าเป็น “ร้านข้าวแกง” “ร้านอาหาร” หรือ “โรงแรม 5 ดาว” แม้ว่าวัตถุดิบต่าง ๆ ที่ใช้จะเหมือนกัน แต่ความตั้งใจของพ่อครัวและคุณภาพของอาหารนั้นไม่เท่ากัน ทำให้แพนงแต่ละจานแตกต่างกันจนบางคนยอมจ่ายราคาที่สูงกว่าเพื่อแลกกับคุณภาพอาหารที่ดีกว่านั่นเอง

เราเป็นคนงานแบบไหน?

ในงานรับใช้พระเจ้าก็เช่นเดียวกัน “คุณภาพ” ของงานรับใช้ที่ออกมานั้นขึ้นอยู่กับว่า “ใครเป็นคนทำ” หากเราจะจำแนกคนงานที่ทำงานของพระเจ้านั้น พอจะจำแนกคร่าว ๆ ได้ ดังนี้

1. อาสาสมัคร

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ให้คำนิยาม อาสาสมัคร ว่าหมายถึง “ผู้ที่สมัครใจทำงาน โดยอุทิศกำลังกาย กำลังใจ และเวลาเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนและสังคม เป็นการกระทำที่ไม่มุ่งหวังผลตอบแทนในรูปของสินจ้าง รางวัล ค่าจ้าง หรือเบี้ยเลี้ยงใดๆ เป็นค่าตอบแทนในการปฏิบัติงาน”

เป็นที่น่าสังเกตว่าในพระคัมภีร์จะไม่มีคำว่า “อาสาสมัคร” ปรากฏอยู่ แม้ว่าอาสาสมัครจะเป็นการทำงานเพื่อคนอื่น เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวมก็ตาม งานอาสาสมัครนั้นมีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น งานช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม ไฟป่า หรือ งานด้านการแพทย์และสังคม เช่น ช่วยเหลือผู้สูงอายุ คนไร้บ้าน เป็นต้น

2. ทาส

“ทาส” ในสมัยก่อนจะมีลักษณะเป็นเหมือนทรัพย์สินที่สามารถเป็นเจ้าของและซื้อขายได้ ทาสมีหน้าที่ทำตามคำสั่งของนายเท่านั้น ไม่สามารถต่อรองหรือขัดคำสั่งได้ ทาสอาจจะมาจากการซื้อขายหรือจากการจับเชลยศึกในสงคราม อย่างไรก็ตาม “ทาส” ตามความหมายของพระคัมภีร์ไม่เหมือนกับทาสในความหมายทั่ว ๆ ไป เพราะมีโอกาสที่ทาสจะเป็นไทได้ ใน อพยพ 21:1-11 บอกว่า

- ถ้าหากมีการซื้อคนฮิบรูมาเป็นทาส เขาจะเป็นทาสแค่ 6 ปี เท่านั้น ปีที่ 7 จะต้องเป็นอิสระ ถ้าเขามากับภรรยา ภรรยาก็ต้องเป็นอิสระด้วย

- หากคนนั้นมีภรรยาและลูกระหว่างที่เป็นทาส ในปีที่ 7 เขาจะเป็นอิสระได้แค่คนเดียวเท่านั้น แต่ถ้าทาสคนนั้นไม่อยากจากภรรยาและลูกก็ให้พาคนนั้นไปเข้าเฝ้าพระเจ้า ให้นายเจาะหูเขาด้วยเหล็กหมาดแล้วเขาก็จะเป็นทาสตลอดไป

- ถ้าชายใดขายบุตรหญิงเป็นทาส หญิงนั้นจะไม่ได้เป็นไทอย่างที่ทาสเป็น ถ้าหญิงนั้นไม่เป็นที่พอใจของนายที่ยกเธอขึ้นเป็นภรรยาน้อยของตน นายต้องยอมให้เธอถูกไถ่คืน แต่นายไม่มีสิทธิ์จะขายหญิงนั้นให้แก่ชาวต่างประเทศ

3. ลูกจ้าง

ลูกจ้าง หมายถึง ผู้ที่ทำงานโดยได้รับค่าจ้างตอบแทน ลูกจ้าง เป็นผู้เลือกงานเอง เพราะเป็นคนที่เดินเข้าไปสมัครงาน แต่อาจจะเลือกงานที่ตนเอง “ชอบ” หรือ “ไม่ชอบ” ก็ได้ เพราะมองที่ผมตอบแทนเป็นสำคัญ ลูกจ้างนั้นมีทั้ง “ลูกจ้างที่ดี” ตั้งใจทำงาน มีการพัฒนาตนเองเพื่อทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรืออาจจะเป็น “ลูกจ้างที่ไม่ดี” ที่ทำงานไปวัน ๆ เพื่อรอรับเงินเดือนเท่านั้น

4. ผู้รับใช้

ผู้รับใช้ คือ คนที่พระเจ้าทรงเรืยกเพื่อให้ทำงานของพระองค์ สิ่งสำคัญของผู้รับใช้ไม่ใช่ “งานที่ทำ” แต่เป็น “จิตใจ” ที่ทำงานด้วยความเต็มใจ ทำงานอย่าง “เต็มที่” เต็มกำลัง ไม่ใช่ทำแค่งานที่ได้รับมอบหมาย แต่พยายามทำให้ดีที่สุด แม้ว่าสิ่งที่ทำนั้นคนอื่นอาจจะมองไม่เห็นก็ตาม เพราะจุดมุ่งหมายของผู้รับใช้ไม่ใช่ความสำเร็จของหน้าที่การงาน แต่เป็นการทำให้พระเจ้าทรงพอพระทัย

เราเคยลองสำรวจตัวเองดูบ้างไหมว่างานรับใช้ต่าง ๆ ที่เราทำนั้น เราทำในฐานะที่เราเป็นคนงานแบบไหน?

เราเป็นคนงานแบบไหน?

ลักษณะเด่นของ “อาสาสมัคร” คือ การมุ่งเน้นว่า “เราจะให้อะไร” เป็นสำคัญ อาจจะเป็นเวลา กำลังกาย กำลังทรัพย์ เป็นต้น เรารับใช้โดยมีกรอบว่าเราให้อะไรได้บ้าง ให้ได้เท่าไร ถ้านอกเหนือจากนี้ก็เกินกำลังกว่าที่เราจะให้ได้ แล้วเรารับใช้พระเจ้าแบบนี้ไหม?

ลักษณะเด่นของ “ทาส” คือ “การทำตามคำสั่ง” ของนายให้สำเร็จ เป็นสิ่งที่ “จำเป็นต้องทำ” และทาสมักจะทำ “งานขั้นต่ำ” เสมอ น้อยนักที่จะเห็นทาสทำงานเกินหน้าที่ และทาสส่วนใหญ่ทำงานโดยไม่มีสิทธิถามว่าทำไปทำไม ทำเพื่ออะไร แค่ทำตามคำสั่งก็พอ หลาย ๆ ครั้งเราถูกสอนให้ทำตามคำสั่งผู้นำโดยไม่คำนึงว่าสิ่งนั้นจะเกิดประโยชน์หรือไม่ สิ่งนั้นคุ้มค่ากับทรัพยากรต่าง ๆ ที่ทุ่มลงไปหรือไม่ หลาย ๆ ครั้งเราสามารถทำได้มากกว่านี้ แต่เมื่อผู้นำไม่เห็นด้วย เมื่อผู้นำไม่อยากทำเกินกว่าที่คิดเอาไว้ เราก็ยินดีทำตามเท่านี้ แค่ทำตามคำสั่งก็ถือว่าเราทำสำเร็จแล้ว เรารับใช้พระเจ้าแบบนี้ไหม?

ลักษณะเด่นของ “ลูกจ้าง” คือ “ทำงานเพื่อผลตอบแทนเป็นหลัก” จริง ๆ แล้วไม่ใช่สิ่งผิดหากเรารับใช้เพื่อหวังบำเหน็จในสวรรค์ เพราะคนทำงานก็สมควรได้รับค่าจ้างของตน แต่นี่ไม่ควรเป็นเป้าหมายสูงสุดในการรับใช้ของเรา เราควรรับใช้ด้วยจุดมุ่งหมายที่สูงกว่านั้น แล้วเรารับใช้พระเจ้าแบบนี้ไหม?

ลักษณะเด่นของ “ผู้รับใช้” คือ “ทำด้วยใจเพื่อให้พระเจ้าทรงพอพระทัย” เป็นการทำงานอย่างสุดความสามารถ ทำเกินหน้าที่ และนี่ควรเป็นเป้าหมายหลักของเราในการรับใช้ คือ ทำโดยไม่ต้องร้องขอ ทำด้วยใจสมัคร ทำด้วยใจยินดี แล้วเรารับใช้พระเจ้าแบบนี้ไหม?

ในมัทธิว 5:41 พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “ถ้าใครจะเกณฑ์ท่านให้เดินทางไปหนึ่งกิโลเมตร ก็ให้เลยไปกับเขาถึงสองกิโลเมตร” ในสมัยของพระเยซูมีกฏหมายว่าคนยิวต้องเชื่อฟังทหารโรมัน สิ่งใดที่ทหารโรมันสั่งเป็นสิ่งที่ “จำเป็นต้องทำ” ขัดขืนไม่ได้ นี่คือการทำงานในลักษณะของ “การเป็นทาส” แต่พระเยซูต้องการให้เราหลุดจากการเป็น “ทาส” การเดินในกิโลเมตรที่ 2 เป็นสิ่งที่เราอาสาทำด้วยใจสมัคร ทำด้วยใจยินดี และนี่คือท่าทีที่สูงสุดในการทำงาน นั่นคือ การเป็น “ผู้รับใช้” นั่นเอง

ในชีวิตการรับใช้ของเรานั้นจะมีการสลับบทบาทกันไปมาเสมอ บางครั้งเราก็เป็น “อาสาสมัคร” แต่พอสถานการณ์เปลี่ยน เราอาจจะเป็น “ทาส” เป็น “คนงาน” หรือเป็น “ผู้รับใช้” ก็ได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการหมั่นถามตนเองว่า ณ เวลานี้ เราเป็นคนงานแบบไหน?

เราเป็นคนงานแบบไหน?

ในปฐมกาล 24 อับราฮัมต้องการหาภรรยาให้อิศอัค จึงได้บอกคนใช้ที่อาวุโสที่สุดในบ้านให้เดินทางไปยังบ้านเกิดของตน เมื่อคนใช้เดินทางมาถึงเมืองของนาโฮร์ ในเวลาเย็นก็ได้นำอูฐทั้ง 10 ตัว คุกเข่าลงที่ริมบ่อน้ำนอกเมือง และอธิษฐานว่า “ขอให้หญิงสาวคนที่ข้าพระองค์พูดกับนางว่า ‘โปรดลดเหยือกของเธอลง ให้ฉันดื่มน้ำ’ และผู้ซึ่งตอบว่า ‘เชิญดื่มเถิด และดิฉันจะให้น้ำแก่อูฐของท่านด้วย’ นั้น เป็นคนที่พระองค์ทรงกำหนดให้เป็นภรรยาอิสอัคผู้รับใช้ของพระองค์ อย่างนี้ข้าพระองค์จะทราบได้ว่า พระองค์ทรงสำแดงความรักมั่นคงแก่นายของข้าพระองค์” ปฐมกาล 24:14

ในเวลานั้นเรเบคาห์ก็แบกไหน้ำบนบ่าเดินออกมาพอดี คนใช้จึงวิ่งไปหาและพูดว่า “ขอน้ำจากเหยือกน้ำของเธอให้ฉันดื่มสักหน่อย” เรเบคาห์จึงให้เขาดื่มน้ำ และเมื่อดื่มเสร็จก็บอกว่าจะให้น้ำกับอูฐของเขาด้วย มีคนประมาณว่าไหน้ำของเรเบคาห์น่าจะจุได้ 3 แกลลอน หรือประมาณ 11 ลิตร จากบทความของ https://spana.org/ บอกว่าอูฐ 1 ตัว สามารถกินน้ำได้ถึง 40 แกลลอน หรือประมาณ 150 ลิตร นี่หมายความว่าเรเบคาห์ต้องตักน้ำถึง 15 ครั้ง สำหรับอูฐ 1 ตัว แต่คนใช้คนนี้นำอูฐมาถึง 10 ตัว ลองคิดดูว่าเป็นงานที่หนักแค่ไหนสำหรับการตักน้ำของเรเบคาห์ แต่สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เรเบคาห์อาสาทำเอง เป็นการทำด้วยความเต็มใจ ทำโดยไม่ต้องร้องขอ นี่คือหัวใจการทำงานแบบ “ผู้รับใช้” ที่เราควรเอาเป็นแบบอย่าง

ในมัทธิว 22:37 – 39 พระเยซูทรงสรุปพระบัญญัติที่สำคัญที่สุด คือ “จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าของท่านด้วยสุดใจของท่าน ด้วยสุดจิตของท่าน และด้วยสุดความคิดของท่าน” และ “จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” สิ่งนี้สะท้อนถึงงานรับใช้ที่พระเจ้าต้องการให้เราทำ นั่นก็คือให้เรา “รับใช้พระเจ้า” และ “รับใช้ซึ่งกันและกัน” ซึ่งพระเจ้าทรงสัญญาว่าจะประทานบำเหน็จให้กับผู้ที่รับใช้พระองค์อย่างแน่นอน

เมื่อเรา “ทำดีต่อผู้อื่น” แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม พระเจ้าก็ทรงเตรียมบำเหน็จไว้ให้เรา เหมือนกับที่พระเยซูตรัสไว้ใน มาระโก 9:41 ว่า “เพราะเราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า ใครก็ตามที่เอาน้ำถ้วยหนึ่งให้พวกท่านดื่มเพราะท่านทั้งหลายเป็นฝ่ายพระคริสต์ คนนั้นจะไม่ขาดบำเหน็จอย่างแน่นอน”

แต่สำหรับ “การรับใช้พระเจ้า” นั้น เราต้องระมัดระวังให้ดีเพราะไม่ใช่ทุกการรับใช้จะได้บำเหน็จ พระเจ้าบอกว่าสิ่งที่เราทำทุกอย่างนั้นในวันสุดท้ายจะต้องพิสูจน์ด้วย “ไฟ” ถ้าการงานของใครทนอยู่ได้ก็จะได้รับรางวัล

“โดยพระคุณของพระเจ้าที่ประทานแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้วางรากลงแล้วเหมือนนายช่างผู้ชำนาญ และอีกคนหนึ่งก็มาก่อขึ้น แต่ละคนต้องระวังให้ดีว่าเขาจะก่อขึ้นอย่างไร เพราะว่าใครจะมาวางรากอื่นอีกไม่ได้แล้ว นอกจากที่วางไว้แล้วคือพระเยซูคริสต์ บนรากนั้นถ้าใครจะก่อขึ้นด้วยทองคำ เงิน เพชรพลอย ไม้ หญ้าแห้งหรือฟาง การงานของแต่ละคนก็จะปรากฏให้เห็น เพราะวันพิพากษานั้นจะสำแดงให้เห็น คือจะถูกเผยให้เห็นด้วยไฟ และไฟนั้นจะพิสูจน์ว่าการงานของแต่ละคนเป็นอย่างไร ถ้าการงานของใครที่ก่อขึ้นทนอยู่ได้ คนนั้นก็จะได้บำเหน็จ ถ้าการงานของใครถูกเผาไหม้ไป คนนั้นก็จะได้รับความสูญเสีย ส่วนตัวเขาเองจะรอด แต่เหมือนดังรอดจากไฟ” 1 โครินธ์ 3:10-15

ดังนั้นทุกการรับใช้ของเรานั้นเราต้องหมั่นตรวจสอบอยู่เสมอว่า เรากำลังวางรากอื่นที่นอกเหนือจากที่พระเยซูคริสต์ได้วางไว้หรือไม่? การงานที่เราทำเสริมสร้างพี่น้องหรือไม่? สิ่งที่เราทำนั้นทำให้แผ่นดินของพระเจ้าขยายไปหรือไม่? สิ่งสำคัญที่สุดที่จะพิสูจน์การงานที่เราทำคือ ผลของการงานที่เราทำนั้นส่งผลระยะสั้น ๆ หรือส่งผลถาวร? เพราะนั่นคือการก่อด้วย “ทองคำ เงิน เพชรพลอย ไม้ หญ้าแห้งหรือฟาง”

ในพระคัมภีร์เราเห็นพระคำมากมายที่หนุนใจให้เรา “รับใช้พระเจ้า” ไม่ว่าจะเป็น

“จงปรนนิบัติพระยาห์เวห์ด้วยความยินดี จงเข้ามาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ด้วยการร้องเพลง” สดุดี 100:2

“ให้ปรนนิบัติพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน” เฉลยธรรมบัญญัติ 10:12

“แต่ส่วนข้าพเจ้าและครอบครัวของข้าพเจ้า เราจะปรนนิบัติพระยาห์เวห์” โยชูวา 24:15

“อย่าอ่อนระอา จงมีจิตใจกระตือรือร้นด้วยพระวิญญาณ จงปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า” โรม 12:11

แต่ทำไมพระเยซูกลับบอกว่าพระองค์มาเพื่อปรนนิบัติ ไม่ใช่เพื่อรับการปรนนิบัติ?

“เพราะว่าบุตรมนุษย์ไม่ได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ แต่มาเพื่อจะปรนนิบัติคนอื่น และให้ชีวิตของท่านเป็นค่าไถ่คนจำนวนมาก” มาระโก 10:45

ถ้าอย่างนั้น คำว่า “รับใช้พระเจ้า” หมายถึงอะไร? ทำไมพระเยซูคริสต์จึงตรัสอย่างนั้น?

เราเป็นคนงานแบบไหน?

พระเยซูต้องการให้สาวกของพระองค์เข้าใจเกี่ยวกับการรับใช้ใหม่ว่า “การเป็นผู้นำ” และ “การเป็นสาวก” ติดตามพระองค์นั้น จะต้องไม่เห็นแก่ตนเอง เป็นการถ่อมตัวลงเพื่อจะได้เห็นถึงความต้องการของผู้อื่น และรับใช้ผู้อื่น พระเยซูคริสต์ได้สำแดงพระองค์เองให้เป็นแบบอย่างแก่คนทั้งปวง โดยการรับใช้คนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาโรค การเลี้ยงอาหารคนมากมาย หรือแม้กระทั่งการล้างเท้าสาวก เป็นต้น

หลายครั้งเรามักเข้าใจผิดเกี่ยวกับการ “รับใช้พระเจ้า” เรามักคิดว่าพระเจ้า “ต้องการให้เราช่วย” เพื่อจะทำให้งานของพระองค์ “สำเร็จ” หลายครั้งเรามักคิดว่า “เรา” เองมีความสามารถ “เรา” มีความสำคัญในงานรับใช้ “เรา” เป็นผู้ที่ทำให้พันธกิจของพระเจ้าสัมฤทธิ์ผล คำถามคือ “เรา” สำคัญเช่นนั้นจริงหรือ?

ในกิจการ 17:25 บอกว่า “พระองค์ไม่จำเป็นต้องให้มือมนุษย์มารับใช้ราวกับว่ามีความต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะพระองค์ต่างหากที่ทรงเป็นผู้ประทานชีวิตและลมหายใจและสิ่งสารพัดแก่คนทั้งปวง”

และในสดุดี 50:12 ยังบอกเราอีกว่า “ถ้าเราหิว เราจะไม่บอกเจ้า เพราะพิภพและสารพัดที่อยู่ในนั้นเป็นของเรา”

นั่นแสดงว่า “พระเจ้า” ไม่จำเป็นต้องพึ่งพา “เรา” เลยแม้แต่น้อย ถ้าอย่างนั้น คำว่า “รับใช้พระเจ้า” หมายถึงอะไร?

เรารู้ว่าเราเป็น “ผู้รับใช้” ของพระเจ้า เพราะเราทำทุกอย่างด้วยความเต็มใจ แตกต่างจาก “ทาส” ที่ต้องทำตามคำสั่งนาย และใน ยอห์น 15:15 พระเยซูทรงตรัสว่า “เราจะไม่เรียกพวกท่านว่าบ่าวอีก เพราะบ่าวไม่ทราบว่านายทำอะไร แต่เราเรียกท่านว่ามิตรสหาย เพราะว่าทุกสิ่งที่เราได้ยินจากพระบิดา เราสำแดงแก่พวกท่านแล้ว”

พระเยซูทรงเรียกเราว่าเป็น “เพื่อน” ไม่ใช่ “ทาส” ที่คอยฟังแต่คำสั่ง พระเจ้าทรงเปิดเผยน้ำพระทัยของพระองค์ให้เราได้รับรู้ แต่ถ้าเราลองดูในข้อที่ 14 พระเยซูตรัสว่า “ถ้าพวกท่านประพฤติตามที่เราสั่ง ท่านก็จะเป็นมิตรสหายของเรา” ต้องเชื่อฟังก่อนถึงจะเป็นเพื่อนได้ เราเป็นเพื่อนแบบไหนกันแน่?

คำจำกัดความของคำว่า “เพื่อน” และ “ทาส” ของพระเยซูคริสต์นั้นแตกต่างจากที่เราเข้าใจ เราเป็น “เพื่อน” ของพระองค์ก็ต่อเมื่อเรา “เชื่อฟัง” พระองค์ ตรงนี้หมายถึงการที่เรามีความเชื่อในพระองค์ เพราะพระเยซูตรัสว่า “ไม่มีใครมีความรักยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการสละชีวิตเพื่อมิตรสหายของตน“ (ข้อ 13) นั่นคือ เราต้องเชื่อว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าที่ลงมาบนโลกนี้เพื่อไถ่บาปเรา เมื่อเราเชื่อและทำตามบัญญัติของพระองค์ เราก็ได้ชื่อว่าเป็นมิตรสหายของพระองค์และพระองค์ก็จะ “เปิดเผย” สิ่งต่าง ๆ ให้เราได้รับรู้ คนที่ไม่เชื่อพระเจ้าไม่มีทางที่จะเป็นมิตรสหายของพระองค์ได้

ดังนั้นสิ่งสำคัญ คือ เราต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับการ “รับใช้” ใหม่ ว่า

- เราไม่ได้รับใช้เพราะพระเจ้าต้องการความช่วยเหลือ

- เราไม่ได้รับใช้เพื่อที่เราจะมีคุณค่าเพียงพอสำหรับการได้รับความรอด เพราะเรารอดแล้วโดยพระคุณผ่านทางความเชื่อ

- แม้ว่าพระเยซูคริสต์จะเรียกเราว่ามิตรสหาย แต่การรับใช้นั้นเราจำเป็นต้องเชื่อฟังพระองค์ ทำตามน้ำพระทัยพระองค์ ไม่ใช่รับใช้ตามใจเรา

- เราต้องไม่รับใช้เพื่อหวังค่าจ้าง ในโรม 4:4 – 5 บอกว่า “ส่วนคนที่ทำงานก็ไม่ถือว่าค่าจ้างที่ได้นั้นเป็นบำเหน็จ แต่ถือว่าเป็นค่าแรงของงานที่ได้ทำ ส่วนคนที่ไม่ได้อาศัยการประพฤติ แต่ได้เชื่อในพระองค์ผู้ทรงให้คนอธรรมเป็นคนชอบธรรมได้ เพราะความเชื่อของคนนั้นพระเจ้าทรงถือว่าเป็นความชอบธรรม”

แล้วความหมายของการ “รับใช้” ที่ถูกต้อง คืออะไร?

ใน 1 เปโตร 4:11 บอกว่า “ถ้าใครจะพูด ก็ให้พูดดังเช่นพูดพระวจนะของพระเจ้า ถ้าใครจะปรนนิบัติ ก็จงปรนนิบัติดังเช่นทำด้วยกำลังซึ่งพระเจ้าประทาน เพื่อพระเจ้าจะได้รับพระเกียรติในทุกสิ่ง ทางพระเยซูคริสต์ ขอพระสิริและอานุภาพจงมีแด่พระองค์ตลอดไปเป็นนิตย์ อาเมน”

การรับใช้พระเจ้าที่ถูกต้องคือ “การรับใช้โดยกำลังที่พระเจ้าประทาน” นั่นหมายความว่าทุกความพยายามต่าง ๆ ที่เราทำเพื่อรับใช้พระเจ้านั้น “พระเจ้าเป็นผู้ประทานให้” ไม่ได้เกิดจากกำลังหรือความสามารถของเราเอง การรับใช้นอกเหนือจากนี้นั้น “เปล่าประโยชน์” เพราะไม่ได้ “ถวายเกียรติแด่พระเจ้า” อีกทั้งยังเป็นการนำคนให้ “ออกห่างจากพระเจ้า” ดังนั้นจงระวังให้ดี อย่าให้ตัวเราเด่นกว่าพระเจ้าในงานรับใช้ !!

เราเป็นคนงานแบบไหน?

ในมัทธิว 6:24 บอกว่า “ไม่มีใครเป็นข้าสองเจ้า บ่าวสองนายได้ เพราะว่าเขาจะชังนายข้างหนึ่ง และรักนายอีกข้างหนึ่ง หรือเขาจะนับถือนายฝ่ายหนึ่ง และดูหมิ่นนายอีกฝ่ายหนึ่ง ท่านทั้งหลายจะรับใช้พระเจ้าและเงินทองพร้อมกันไม่ได้” คำถามคือ เรารับใช้เงินทองอย่างไร? การรับใช้เงินทองไม่ได้หมายความว่าเราพยายามทำในสิ่งที่เงินต้องการ แต่เรารับใช้เงินทองโดยการที่เรา “วางแผน” และ “ใช้ความพยายามต่าง ๆ” ของเราเพื่อจะได้รับสิ่งที่เงินทองจะสามารถ “มอบให้” เราได้ ชีวิตของเราสาละวนอยู่กับ “เงิน” ตลอดเวลา เราพยายามทำตัวให้ได้รับประโยชน์จากเงินมากที่สุด

นี่เป็นความหมายเดียวกันกับการ “รับใช้พระเจ้า” เรารับใช้พระเจ้าโดยการที่เรา “วางแผน” และ “ใช้ความพยายามต่าง ๆ” ของเราเพื่อจะได้รับสิ่งที่พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะ “มอบให้” ชีวิตของเราสาละวนอยู่กับ “พระเจ้า” ตลอดเวลา เราวางตัวเราเองอยู่ภายใต้พระพรนานาประการที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้กับเรา

ความแตกต่างอยู่ตรงที่การรับใช้ “เงินทอง” นั้น เราใช้กำลังและความสามารถของเราเอง และหวังรางวัลที่เสื่อมสูญไป แต่การรับใช้ “พระเจ้า” นั้น กำลังและความสามารถทั้งหมดของเรามาจากพระเจ้า และบำเหน็จของพระองค์ที่ให้เรามีทั้งพระพรในโลกนี้และบำเหน็จในสวรรค์ พระองค์เป็นผู้เริ่มต้นในการเรียกเราให้มีส่วนร่วมในการทำให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จ เพื่อให้พระเจ้าได้รับเกียรติ และเราในฐานะผู้รับใช้ เราก็ได้รับความชื่นชมยินดีร่วมกับพระองค์ด้วย

“ถ้าใครจะปรนนิบัติ ก็จงปรนนิบัติดังเช่นทำด้วยกำลังซึ่งพระเจ้าประทาน เพื่อพระเจ้าจะได้รับพระเกียรติในทุกสิ่ง ทางพระเยซูคริสต์” มัทธิว 6:24


ถ้าหากสนใจอยากรู้เรื่องราวของการเป็นคริสเตียน สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่หัวข้อ เริ่มต้นการเป็นคริสเตียน หรือถ้าหากมีคำถามก็สามารถเมลมาสอบถามได้ที่ christiansiam@gmail.com

ค้นหาความจริง

เริ่มต้นการเป็นคริสเตียน

เกี่ยวกับเรา

เว็บสยามคริสเตียน (Siam Christian) เป็นเว็บส่วนบุคคลที่ไม่ขึ้นกับองค์กรหรือหน่วยงานใด ๆ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ผู้ที่สนใจเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้า พระเยซู คริสเตียน หรือคริสตจักรต่าง ๆ ในประเทศไทย หากท่านมีคำถามหรือมีข้อเสนอแนะอะไรก็สามารถอีเมลมาพูดคุยกับเราได้ที่ christiansiam@gmail.com