พระเจ้ามีจริงหรือ โลกที่เราอยู่เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญหรือมีผู้สร้าง
ความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก แต่ความรักใหญ่ที่สุด
1 โครินธ์ 13:13

> บทความคริสเตียน > เราเป็นทาสแบบไหน

เราเป็นทาสแบบไหน

เรียบเรียงโดย พายุแห่งความเปรมปรีดิ์

สำหรับผู้ที่เชื่อในพระเยซู เรารู้ว่าเรากำลังอยู่ในช่วงเวลารอคอยการเสด็จกลับมาครั้งที่ 2 ของพระองค์ พระเยซูได้บอกเราไว้อย่างชัดเจนว่าพระองค์จะกลับมาอย่างแน่นอน แต่ก่อนที่พระองค์จะกลับมา พระเยซูได้มอบภารกิจให้ผู้เชื่อทุกคนได้ทำ นั่นก็คือ ให้ประกาศและสั่งสอนชนทุกชาติให้มาเป็นสาวกของพระองค์ คำถามคือ เราได้รับผิดชอบงานของพระองค์อย่างเต็มที่หรือไม่?

เราเป็นทาสแบบไหน

ใน ลูกา 19:11 – 27 พระเยซูได้ยกคำอุปมาเกี่ยวกับเจ้านายองค์หนึ่งที่ออกเดินทางไปเมืองไกลเพื่อรับมอบอำนาจมาปกครองแผ่นดิน แท้จริงแล้วเรื่องราวคำอุปมานี้ทุกคนในอิสราเอลรู้จักดี เพราะคล้าย ๆ กับเรื่องราวของอารเคลาอัส ซึ่งในยุคนั้นอิสราเอลอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรโรม ในช่วงที่พระเยซูเกิดนั้นกษัตริย์เฮโรดมหาราชครอบครองอิสราเอลอยู่ และหลังจากที่พระองค์สิ้นพระชนม์ลง ลูกทั้ง 3 คนของพระองค์ได้สืบทอดอำนาจโดยแบ่งการปกครองตามเมืองต่าง ๆ ของอิสราเอล

กษัตริย์เฮโรดมหาราชต้องการให้อารเคลาอัสปกครองยูเดีย สะมาเรียและอิดูเมีย แต่มีคนอิสราเอลบางส่วนไม่ต้องการให้อารเคลาอัสขึ้นเป็นกษัตริย์ เพราะเขาเป็นคนโหดร้าย ซี่งในปีที่กษัตริย์เฮโรดมหาราชสิ้นพระชนม์นั้น (ก.ค.ศ. 4) มีคนต่อต้านอารเคลาอัสไม่ให้ขึ้นปกครอง ผลก็คือมี 3,000 คน ต้องตายด้วยกำลังทหารของเขา

การที่อารเคลาอัสจะได้เป็นกษัตริย์นั้นจะต้องผ่านความเห็นชอบจากโรมก่อน ดังนั้นเขาจึงได้เดินทางไปโรมเพื่อขอการรับรองการเป็นกษัตริย์อย่างเป็นทางการจากจักรพรรดิซีซาร์ แต่มีคนยิวกลุ่มหนึ่งจำนวน 50 คน ล่วงหน้าไปหาจักรพรรดิซีซาร์ก่อนเพื่อคัดค้าน โดยให้เหตุผลว่าอารเคลาอัสเป็นคนโหดร้าย ไม่สมควรที่จะเป็นกษัตริย์ ซึ่งเขาก็ทำได้สำเร็จ สุดท้ายอารเคลาอัสไม่ได้เป็นกษัตริย์ แต่เขาได้ตำแหน่งเป็นผู้ปกครองยูเดีย สะมาเรียและอิดูเมียแทน เขาปกครองระหว่าง ก.ค.ศ. 4 – ค.ศ. 6

ใน มัทธิว 2:19 – 23 บอกไว้ว่าเมื่อกษัตริย์เฮโรดสิ้นพระชนม์ ทูตสวรรค์ได้มาปรากฏกับโยเซฟในความฝันว่าให้ออกจากอียิปต์และกลับไปยังอิสราเอล แต่พอโยเซฟรู้ว่าอารเคลาอัสได้ครองแคว้นยูเดียแทนพ่อของเขา (ข้อ 22) เลยไม่กล้ากลับไปยังเบธเลเฮ็มที่อยู่ในแคว้นยูเดีย แต่ไปอาศัยอยู่ที่แคว้นกาลิลีในเมืองที่ชื่อนาซาเร็ธแทน นั่นก็เป็นเพราะความโหดร้ายของอารเคลาอัสที่ทำให้คนอิสราเอลทุกคนเกรงกลัวนั่นเอง

วัตถุประสงค์ที่พระเยซูทรงเล่าเรื่องคำอุปมานี้ก็เพราะพระเยซูกำลังจะใกล้ถึงกรุงเยรูซาเล็มและพวกเขาคิดว่าแผ่นดินของพระเจ้ากำลังจะมาปรากฏในไม่ช้า (ข้อ 11) ในสายตาคนยิวนั้นเขาคิดว่าเมื่อพระเมสสิยาห์เสด็จมา พระองค์จะเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่ปกครองอิสราเอล เขาคิดว่าพระเยซูจะมาเป็นกษัตริย์ปกครองเขา พระองค์จะมาปลดแอกคนอิสราเอลจากการเป็นทาสของอาณาจักรโรมัน พระเยซูจึงเล่าคำอุปมานี้เพื่อบอกฝูงชนเหล่านั้นว่ากางเขนกำลังรอพระองค์อยู่ และพระองค์จะต้องกลับไปหาพระบิดาเพื่อเตรียมที่ไว้สำหรับคนที่รักพระองค์ และให้ผู้เชื่อเตรียมตัวสำหรับการเสด็จกลับมาอีกเป็นครั้งที่ 2 ของพระองค์

ใน ข้อ 12 เมื่อพระเยซูทรงเล่าถึงเจ้านายองค์หนี่งที่ออกเดินทางไกลเพื่อไปรับอำนาจมาครองแผ่นดิน หลาย ๆ คนจะคิดถึงอารเคลาอัส เพราะเป็นเรื่องที่ทุกคนรู้จักดี และหลาย ๆ คนก็เกิดทันยุคนั้น แต่คำอุปมานี้พระเยซูกำลังหมายถึงตัวพระองค์เอง เพราะพระเยซูทรงเป็นลูกหลานของกษัตริย์ดาวิด พระองค์ทรงเป็นเจ้านายคนหนึ่งด้วยเช่นกัน และพระองค์กำลังจะเสด็จจากไป และจะกลับมาอีกเป็นครั้งที่ 2 ในฐานะกษัตริย์ ซึ่งแตกต่างจากอารเคลาอัสที่เขาเป็นได้แค่ผู้ที่ปกครองเท่านั้น

เราเป็นทาสแบบไหน

ใน ข้อ 13 ได้บอกว่าเจ้านายองค์นั้นได้เรียกทาสมา 10 คน และมอบเงินให้คนละ 1 มินา เพื่อให้ไปค้าขายจนกว่าจะกลับมา (เงิน 1 มินา = 100 เดนาริอัน ซึ่งเป็นค่าแรงงานประมาณ 3 เดือน) ทำไมเขาถึงต้องให้เงินแก่ทาสด้วย? ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะทดสอบว่าทาสนั้นเป็นทาสที่ดีและซื่อสัตย์หรือไม่ เพราะอย่าลืมว่าท่ามกลางประชาชนมีทั้งคนที่รักและเกลียดเจ้านายคนนี้ จึงจำเป็นต้องพิสูจน์ว่าทาสของเขานั้นเป็นทาสแบบไหน ทาสเหล่านี้รู้ดีว่าเงินนี้เป็นของนาย และเมื่อนำไปค้าขาย กำไรที่ได้ก็เป็นของนายทั้งหมด ไม่มีส่วนไหนเป็นของเขาเลย การทำตามสิ่งที่นายสั่งจึงเป็นเครื่องชี้วัดได้อย่างดีว่าเป็นทาสประเภทใด

ใน ข้อ 14 บอกว่ามีชาวเมืองบางส่วนไม่ชอบเจ้านายคนนี้ ซึ่งนี่คือความยากของทาสของเขาที่ต้องทำธุรกิจค้าขายท่ามกลางคนส่วนหนึ่งที่เกลียดชังนาย คำถามคือ จะมีทาสกี่คนที่ทำการค้าท่ามกลางสภาวะกดดันจากคนรอบข้างได้ จะมีทาสกี่คนที่สามารถทนต่อการข่มเหงได้ จะมีก็แต่ทาสที่ดีและซื่อสัตย์เท่านั้นที่จะสามารถทำตามคำสั่งของนายได้จนนายกลับมาได้

การที่พระเยซูกล่าวถึงว่ามีประชาชนจำนวนหนึ่งไม่ชอบเจ้านายคนนี้ในคำอุปมาก็เพราะต้องการเล็งถึงพระองค์ด้วยเช่นเดียวกัน แม้ว่าในเวลานั้นฝูงชนกำลังติดตามพระเยซูด้วยความหวัง แม้ว่าในเวลานั้นมีแต่คนที่รักและชอบพระองค์ แต่พระเยซูทรงรู้ดีว่าอีกไม่กี่วันไม้กางเขนกำลังรอพระองค์อยู่ พระองค์ทรงรู้ว่าฝูงชนที่กำลังจะโห่ร้องสรรเสริญพระองค์เมื่อพระองค์เสด็จไปกรุงเยรูซาเล็มนั้น อีกไม่นานจะแปรเปลี่ยนจากการโห่ร้องสรรเสริญเป็นการโห่ร้องว่า “ตรึงเขาเสีย” เราจะเห็นได้ว่าในช่วงระยะเวลาสุดท้ายของพระเยซูบนโลกนี้ พระเยซูพยายามจะบอกสาวกถึงการที่พระองค์ต้องทนทุกข์ทรมานและตาย แล้วในวันที่สามพระองค์ก็จะฟื้นคืนพระชนม์ แต่พระองค์ไม่เคยบอกว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นวันไหน เมื่อไร เวลาใด พระองค์บอกเพียงว่าจะเกิดอะไรบ้าง เพื่อเมื่อเกิดเรื่องนี้แล้วเหล่าสาวกจะจำได้ และจะมั่นใจว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า

เราเป็นทาสแบบไหน

ในคำอุปมานี้จะเห็นว่าทาสทุกคนได้คนละ 1 มินา เท่ากัน ซึ่งเงิน 1 มินา นี้เปรียบได้กับข่าวประเสริฐที่เราผู้เชื่อแต่ละคนมีเท่ากัน และพระองค์ทรงบอกให้เราออกไปค้าขาย ทรงบอกให้เราออกไปประกาศข่าวประเสริฐ ให้เราทำให้ข่าวประเสริฐนั้นรุ่งเรืองขึ้น แล้วเราจะตอบสนองต่อคำสั่งของพระองค์อย่างไร?

เราทุกคนอยู่ในช่วงระหว่างข้อ 14 และ ข้อ 15 นี้ คือเป็นช่วงระหว่างที่พระเยซูเสด็จไปหาพระบิดา และรอจนกว่าพระองค์จะเสด็จกลับมาเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งเราได้อยู่ในโลกร่วมกับคนที่ไม่เชื่อ คนที่ต่อต้านงานของพระองค์ แล้วเราเป็นทาสของพระองค์แบบไหน?

ผู้เชื่อในยุคเริ่มต้นนั้นเผชิญกับการข่มเหงมากมาย เพราะยิวหลายคนไม่ยอมรับว่าพระเยซูคือพระเมสสิยาห์ ยิวหลายคนเกลียดชังพระเยซูและผู้ที่ติดตามพระองค์ด้วย แต่สาวกของพระเยซูในยุคแรกนั้นไม่เคยย่อท้อต่อปัญหา เขาอุทิศเพื่องานของพระองค์อย่างสัตย์ซื่อ พระเยซูทรงมีสาวกเริ่มต้นแค่ 12 คนเท่านั้น แต่คนเหล่านี้ก็ได้ทำงานของพระองค์อย่างมุ่งมั่นและทุ่มเท ตัวอย่างเช่น ในวันเพนเทคอสต์ เปโตรได้ประกาศและมีคนเข้ามาเป็นสาวก 3,000 คน หรือสเตเฟนที่ได้ประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูอย่างแข็งขัน เขาประกาศจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต นี่คือตัวอย่างทาสที่ดีและซื่อสัตย์ และผลแห่งความซื่อสัตย์นี้ได้ปรากฏจนถึงทุกวันนี้ที่มีผู้ที่เชื่อในพระเยซูกระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ ทั่วโลกจำนวนมาก

จากคำอุปมานี้ การให้เงินแก่ทาสคนละ 1 มินา นั้นยังสามารถให้บทเรียนเราในอีกแง่มุมหนึ่งเกี่ยวกับ เงิน การลงทุน และผลตอบแทน ก็คือ เราผู้เชื่อทุกคนล้วนเป็นทาสของพระคริสต์ เราแต่ละคนมีสิ่งที่เหมือนกันแต่ในระดับที่ไม่เท่ากัน คือ

1. เวลา

แม้ว่าแต่ละคนจะมีเวลาบนโลกไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะมีชีวิตยืนยาวกว่าอีกหลาย ๆ คน แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ ทุกคนมีเวลา เวลานั้นเราสามารถเรียกได้อีกอย่างว่า “โอกาส” เพราะเป็นโอกาสที่เราจะทำบางสิ่งบางอย่างให้เกิดขึ้น

2. ของประทานหรือความสามารถ

เราทุกคนมีของประทาน เราทุกคนมีความสามารถที่พระเจ้าประทานให้ แม้ว่าความสามารถที่แต่ละคนมีอาจจะแตกต่างกัน หรือความสามารถเหมือนกันแต่ในระดับที่ไม่เท่ากัน ไม่ว่าเราจะมีความสามารถอะไร มากหรือน้อยแค่ไหนก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันคือ ทุกคนมีความสามารถในการรับใช้กษัตริย์นั่นเอง

3. ทรัพยากร

พระเจ้าให้เราครอบครองบางสิ่งบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทอง หรือปัจจัยต่าง ๆ ในระดับที่ไม่เท่ากัน แต่สิ่งเหล่านี้สามารถนำมาใช้เพื่อทำงานของพระองค์ให้เกิดผลได้

เรารู้ว่าทั้งเวลา ความสามารถ และทรัพยากรต่าง ๆ นั้นเป็นของพระเจ้า พระองค์ทรงให้เราเป็นผู้ดูแลหรือครอบครอง เมื่อพระเจ้าต้องการจะทำการของพระองค์ พระเจ้าจะยืมสิ่งเหล่านี้จากเรา ตลอดพระคัมภีร์เราจะเห็นว่าพระเจ้าทรงแสวงหาคนที่ยอมให้พระองค์ยืมเพื่อที่จะทำการของพระองค์ แท้จริงแล้วเราทุกคนมีหน้าที่ปกป้องและขยายสินทรัพย์หรืออาณาจักรของพระเจ้า คำถามคือ เราทำอะไรเกี่ยวกับ เวลา ความสามารถ และทรัพยากรต่าง ๆ ที่มอบให้เราระหว่างที่พระองค์ไม่อยู่ในโลกนี้? เพราะในวันสุดท้ายเมื่อพระเยซูเสด็จกลับมา พระองค์ไม่ได้ถามเราว่าเราทำอะไรเพื่อตัวเอง เพื่อครอบครัว หรือเพื่อคนที่เรารัก แต่พระองค์จะถามว่าเราได้ทำอะไรเพื่ออาณาจักรของพระองค์บ้าง?

เราเป็นทาสแบบไหน

ใน ข้อ 15 – 19 เป็นเหตุการณ์เมื่อนายกลับมาแล้วและเรียกทาสมาเพื่อจะดูผลงานว่าเป็นอย่างไรบ้าง สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าทาสคนนั้น ๆ ได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นกี่เท่าตัว แต่เป็น “เจ้าเป็นทาสที่ดีและซื่อสัตย์หรือไม่” เจ้าได้ทำอะไรเมื่อเราไม่อยู่ และถ้าเราสังเกตดูจะพบกว่าเจ้านายคนนี้แม้ว่าจะให้รางวัลแก่ทาสตามผลงานของเขา แต่รางวัลที่ให้นั้นมีค่ามากกว่าผลงานที่ทาสได้ทำหลายเท่านัก ทาสคนแรกนำเงิน 1 มินา ไปลงทุนและได้กำไร 10 มินา เขาได้รางวัลคือมีอำนาจครอบครองเมือง 10 เมือง ทาสอีกคนได้กำไร 5 มินา ได้ครอบครองเมือง 5 เมือง รางวัลที่ได้มีมูลค่ามหาศาลนี้สะท้อนได้ว่าเจ้านายคนนี้เป็นเจ้านายที่ใจกว้าง ไม่ใช่เจ้านายที่โหดร้ายเหมือนอารเคลาอัสที่เคยทำกับคนอิสราเอลในอดีต

สังเกตสิ่งที่เจ้านายคนนี้พูดกับทาสคนแรกที่ได้กำไร 10 มินา ว่า “ดีมาก เจ้าเป็นทาสที่ดี” เขาเป็นทาสเพียงคนเดียวที่นายชม ไม่ใช่เพราะแค่ว่าได้กำไรมาก แต่นั่นแสดงถึงความทุ่มเท ความรักและความซื่อสัตย์ที่เขามีต่อนาย

ใน ข้อ 20 – 23 เป็นเรื่องราวของการลงโทษทาสที่ไม่ซื่อสัตย์และคนที่คิดไม่ดีต่อนายองค์นี้ การที่ทาสคนที่ 3 ไม่เอาเงินไปค้าขายนั้น เป็นเพราะมุมมองที่เขามีต่อนายคนนี้แตกต่างจากทาสคนอื่น เขากลัวนายคนนี้เพราะมองว่านายเป็นคนที่ร้าย เขากลัวว่าถ้าเอาเงินไปลงทุนแล้วเกิดขาดทุนขึ้นมาก็จะโดนนายเล่นงานได้ การที่เขามีความเชื่อผิด ๆ นี้ ได้ส่งผลต่อการกระทำของเขา คือการไม่เชื่อฟังคำสั่งของนาย แต่ก็มีคำถามชวนคิดตามมา ก็คือ ทำไมเขาถึงไม่เอาเงินไปฝากธนาคารเพื่อจะได้ดอกเบี้ยละ? การนำเงินไปฝากธนาคารนั้นหมายถึงการมีหลักฐานลงบันทึกการเข้าออกของเงิน ลองคิดดูว่าถ้าหากเขานำเงินไปฝากและนายไม่กลับมา เงินก็คงตกไปเป็นของลูกหลานนายเพราะมีบันทึกเอาไว้ แต่ถ้าเก็บเอาไว้และนายไม่กลับมาละ สุดท้ายเงินนี้จะเป็นของใคร?

เราเป็นทาสแบบไหน

เราเป็นผู้เชื่อแบบไหนนั้นจะสะท้อนออกมาว่าเราลงทุนเพื่ออาณาจักรของพระองค์อย่างไร เราเป็นเหมือนทาสคนไหน เราซื่อสัตย์ในสิ่งที่พระเจ้าฝากไว้กับเราหรือไม่ เรานำเงินไปค้าขาย ไปลงทุนเพื่อให้แผ่นดินพระเจ้าขยายออกไปหรือไม่ หรือว่าเราเก็บเอาไว้กับตัวและคิดว่านายคงยังไม่กลับมาในชั่วชีวิตของเราหรอก เราจึงสาละวนกับสิ่งที่เป็นของตัวเอง และเก็บเงินนี้ไว้เป็นสินทรัพย์ของตนเอง และถ้านายไม่มาเราก็จะได้ใช้อย่างตามใจชอบ

ใน ข้อ 24 – 27 นั้น ได้พูดเกี่ยวกับรางวัลและการพิพากษา แน่นอนว่าคนที่ชอบธรรม คนซื่อสัตย์ย่อมได้รางวัลตอบแทน ซึ่งทาสคนที่ 1 นั้น ไม่ใช่ได้แค่รางวัลเป็นการปกครอง 10 เมือง เท่านั้น แต่เขายังได้โบนัสเป็นเงิน 1 มินา จากทาสคนที่ 3 ด้วย ในขณะที่คนอธรรมนั้นต้องถูกพิพากษาตามการกระทำของเขา

สุดท้ายพระเยซูได้ให้หลักในการดำเนินชีวิตกับผู้คนที่ฟังอุปมาเรื่องนี้ว่า “ทุกคนที่มีอยู่แล้วจะได้รับเพิ่มอีก แต่คนที่ไม่มี แม้แต่สิ่งที่เขามีอยู่นั้นก็จะต้องเอาไปจากเขา” ซึ่งหลักการที่พระเยซูทรงให้นั้นแตกต่างและตรงกับข้ามกับหลักการของโลกอย่างสิ้นเชิง โลกมองที่ความยุติธรรม มองว่าคนที่ขยันควรได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน แต่หลักการพระเจ้านั้น พระองค์มองที่ความซื่อสัตย์ เมื่อมีอยู่แล้วพระองค์ก็จะให้เพิ่มขึ้นอีก

เราเป็นทาสแบบไหน? แน่นอนว่าเราได้ไปสวรรค์เพราะเราเชื่อ แต่เราจะได้รับรางวัลก็ต่อเมื่อเรารับใช้พระองค์ เราใช้ชีวิตในโลกนี้แบบไหน เราอยู่เหมือนว่ากษัตริย์จะไม่กลับมาหรือไม่ เราได้ลงทุนอะไรสำหรับนิรันดร์กาลหรือไม่

เราทุกคนมีทางเลือกแค่ 2 ทาง คือ ใช้ชีวิตของเราตามที่ต้องการหรือลงทุนเพื่อแผ่นดินของพระเจ้า เรามองผลตอบแทนระยะสั้น หรือระยะยาว ไม่ผิดที่จะใช้สิ่งที่เรามีเพื่อตัวเอง แต่ถ้าใช้ทั้งหมดไม่เผื่ออนาคต ในวันสุดท้ายเราจะไม่เหลืออะไร เราจะเป็นเหมือนคนรอดดังไฟเท่านั้น เราทุกคนมีแค่ 1 ชีวิตเท่านั้น เราจะใช้ชีวิตของเราอย่างไรก็ได้ แต่สามารถใช้ได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น คำถามก็คือเราจะใช้ชีวิตเพื่อตอบสนองความต้องการของเราหรือเราจะใช้เพื่อการลงทุนในอนาคตที่นิรันดร์?

ไม่ว่าพวกท่านจะทำสิ่งใด ก็จงทำด้วยความเต็มใจเหมือนทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่เหมือนทำต่อมนุษย์ ท่านทั้งหลายก็รู้ว่า ท่านจะได้รับมรดกจากองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นบำเหน็จ เพราะท่านกำลังรับใช้พระคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่ ส่วนคนที่ทำความผิดก็จะได้รับผลตามความผิดที่เขาได้ทำ และจะไม่มีการเห็นแก่หน้าใครเลย โคโลสี 3:23 - 25


ถ้าหากสนใจอยากรู้เรื่องราวของการเป็นคริสเตียน สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่หัวข้อ เริ่มต้นการเป็นคริสเตียน หรือถ้าหากมีคำถามก็สามารถเมลมาสอบถามได้ที่ christiansiam@gmail.com

ค้นหาความจริง

เริ่มต้นการเป็นคริสเตียน

เกี่ยวกับเรา

เว็บสยามคริสเตียน (Siam Christian) เป็นเว็บส่วนบุคคลที่ไม่ขึ้นกับองค์กรหรือหน่วยงานใด ๆ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ผู้ที่สนใจเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้า พระเยซู คริสเตียน หรือคริสตจักรต่าง ๆ ในประเทศไทย หากท่านมีคำถามหรือมีข้อเสนอแนะอะไรก็สามารถอีเมลมาพูดคุยกับเราได้ที่ christiansiam@gmail.com