พระเจ้ามีจริงหรือ โลกที่เราอยู่เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญหรือมีผู้สร้าง
ความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก แต่ความรักใหญ่ที่สุด
1 โครินธ์ 13:13

> บทความคริสเตียน > กักตัว เพื่อชาติ

กักตัว เพื่อชาติ

เรียบเรียงโดย พายุแห่งความเปรมปรีดิ์

คงยากที่จะเชื่อว่าโลกเราที่มีความเจริญก้าวหน้าขนาดนี้จะต้องเผชิญกับการระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 เป็นไปได้หรือที่จะมีโรคระบาดที่ทำให้คนนับล้านไม่สบายภายในเวลาอันรวดเร็วและมีคนตายในแต่ละวันเป็นจำนวนมาก สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้ก็คือการเชื่อฟังคำสั่งต่าง ๆ ของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นการหมั่นล้างมือบ่อย ๆ การใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกจากบ้านเมื่อจำเป็น การรักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) หรือดีที่สุดก็คือการกักตัวอยู่บ้านไม่ออกไปไหนนั่นเอง

จริง ๆ แล้วสิ่งต่าง ๆ ที่รัฐบาลขอให้เราทำเหล่านี้นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลย สิ่งเหล่านี้มีการถือปฏิบัติมาช้านานแม้แต่ในพระคัมภีร์เองก็ตาม ดังนี้

กักตัว เพื่อชาติ

การเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing)

ในเลวีนิติ 13:45 – 46 บอกไว้ว่า “ให้บุคคลที่เป็นโรคเรื้อนสวมเสื้อผ้าที่ขาด ให้ปล่อยผม และให้เขาปิดริมฝีปากบนไว้แล้วร้องว่า ‘มลทิน มลทิน’ เขาจะเป็นมลทินอยู่ตลอดเวลาที่เขาเป็นโรค เขาเป็นมลทิน เขาจะต้องอยู่แต่ลำพังภายนอกค่าย” โรคเรื้อนนั้นสามารถติดต่อได้หากเราไปสัมผัสกับมูกของเหลวอย่างน้ำมูกหรือน้ำลายจากร่างกายผู้ป่วย ดังนั้นการป้องกันที่ดีที่สุดก็คือการรักษาระยะห่างไม่เข้าไปใกล้ผู้ป่วยนั่นเอง ดังนั้นพระคัมภีร์จึงกำหนดให้คนที่ป่วยเป็นโรคเรื้อนต้องปิดริมผีปากบนและตะโกนว่า “มลทิน มลทิน” เพื่อป้องกันไม่ให้คนเข้าใกล้ และนี่คือระยะห่างทางสังคมที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ ทั้งนี้เพื่อที่จะป้องกันการติดเชื้อโรคจากผู้ป่วยนั่นเอง

ใน ลูกา 17:11 – 19 พระเยซูทรงรักษาคนโรคเรื้อน 10 คน ซึ่งคนโรคเรื้อนเหล่านี้ได้ตะโกนแต่ไกลเพื่อขอให้พระเยซูทรงโปรดรักษาเขาให้หาย และพระเยซูก็ทรงรักษาคนเหล่านี้โดยการบอกให้เดินไปหาปุโรหิตเพื่อสำแดงตนเอง ระหว่างทางที่เดินไป พวกเขาก็หายโรค การไปสำแดงตัวต่อปุโรหิตก็เพื่อให้ปุโรหิตประกาศว่าพวกเขาสะอาดแล้ว สามารถเข้าสังคมได้เป็นปกติ จะเห็นได้ว่าการรักษาระยะห่างนั้นได้ถือปฏิบัติมาช้านานตั้งแต่ในสมัยของโมเสสจนมาถึงสมัยของพระเยซู และในสมัยปัจจุบันก็เช่นเดียวกัน เมื่อเกิดโรคระบาดขึ้น การรักษาระยะห่างทางสังคมควรจะเป็นสิ่งที่ทุกคนยึดถือปฏิบัติ เพราะสิ่งนี้สอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้าด้วย

การกักตัวอยู่บ้าน

เลวีนิติ 13:1 – 8 พระเจ้าได้ให้แนวทางปฏิบัติกับโมเสสและอาโรนในเรื่องโรคระบาดเช่นเดียวกัน เนื่องจากในสมัยนั้นโรคระบาดที่น่ากลัวที่สุดก็คือ “โรคเรื้อน” นั่นเอง โดยหากคนใดมีผื่นหรือด่างขึ้นที่ผิวหนัง ต้องมาหาปุโรหิตเพื่อตรวจดู ถ้าขนบริเวณนั้นหงอกและโรคนั้นอยู่ลึกกว่าผิวหนังก็ให้ประกาศว่าคนนั้นเป็นโรคเรื้อน แต่ถ้าขนไม่หงอกและจุดขาวนั้นไม่กินลึกไปกว่าผิวหนังก็ให้กักตัวผู้นั้นไว้ 7 วัน เมื่อครบกำหนดหากโรคนั้นจางและไม่ลามออกไปก็ให้กักตัวเขาต่อไปอีก 7 วัน รวมเป็น 14 วัน หากทำการตรวจอีกครั้งและผื่นไม่ลามออกไป ก็ให้ปุโรหิตประกาศว่าเขาสะอาด แต่ถ้าหากมีการลามของผื่นไปตามผิวหนัง ก็ให้ประกาศว่าคนนั้นเป็นมลทิน หรือเป็นโรคเรื้อนนั่นเอง การกักตัว 14 วัน ในช่วงที่มีการระบาดของโรคจึงเป็นเรื่องที่พระเจ้าได้แนะนำให้คนอิสราเอลทำมาตั้งแต่โบราณกาล ดังนั้นเราควรจะปฏิบัติตามด้วยเช่นเดียวกัน เพราะนี่คือแนวทางที่พระเจ้าได้ให้ไว้

1 โครินธ์ 13:4 - 7 ได้สนับสนุนเรื่องการกักตัวอยู่บ้านเมื่อเกิดโรคระบาดนั้นว่าเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับพระคัมภีร์ นั้นก็คือเป็นความรักที่ไม่เห็นแก่ตัว เป็นการรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง (มัทธิว 22:39) เพราะการที่เราอยู่บ้านไม่ออกไหนเป็นการช่วยไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจายออกไป เป็นการสำแดงความรักแก่เพื่อนบ้าน เป็นการไม่เพิ่มความหวาดระแวงให้แก่สังคม อีกทั้งยังปกป้องคนที่เรารักจากความเสี่ยงที่จะติดโรคอีกด้วย

กักตัว เพื่อชาติ

เชื่อฟังแนวทางของภาครัฐ

ใน โรม 13: 1 - 2 บอกให้เราเชื่อฟังผู้มีอำนาจปกครอง ถ้าหากเป็นผู้นำที่เราชื่นชอบ การทำตามนโยบายต่าง ๆ คงไม่ใช่เรื่องยาก แต่หากเป็นผู้นำที่เราไม่อยากได้ หากเป็นผู้นำที่เรามีอคติ ก็คงจะเป็นการยากที่จะทำตาม แต่อยากให้เราระลึกเสมอว่าไม่มีอำนาจใดที่ได้มาโดยที่พระเจ้าไม่อนุญาต ดังนั้นเมื่อพระเจ้าทรงแต่งตั้งคนเหล่านี้ให้มาบริหารบ้านเมืองแล้ว หน้าที่ของเราที่เป็นผู้เชื่อก็คือการทำตามนโยบายต่าง ๆ ที่ผู้มีอำนาจทางการปกครองได้ให้ไว้ เพราะนี่คือน้ำพระทัยของพระเจ้า เพราะนี่คือแนวทางที่ดีที่สุดที่จะสำแดงชีวิตที่เป็นแบบอย่างให้กับคนที่ไม่เชื่อได้เห็น

สิ่งดีที่เกิดขึ้นในเวลานี้เมื่อเราต้องกักตัวก็คือ การที่เรามีเวลามากขึ้น เราได้ทำในสิ่งต่าง ๆ ที่ในเวลาปกติอาจจะไม่มีโอกาสทำ อย่าปล่อยให้ช่วงเวลานี้ผ่านไปอย่างไร้ค่า อาจารย์เปาโลเป็นคนหนึ่งในพระคัมภีร์ที่เป็นแบบอย่างที่ดีเมื่อถูกกักตัว ท่านไม่ได้ปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ จะเห็นได้ว่าพระคัมภีร์หลาย ๆ เล่มที่อาจารย์เปาโลเขียนขึ้นนั้นเป็นช่วงเวลาที่ท่านต้องอยู่ในคุก เป็นช่วงเวลาที่ท่านถูกกักตัวไม่ได้ออกไปไหน แล้วเราได้ใช้ช่วงเวลาแห่งการกักตัวนี้มีค่าแค่ไหน?

ใน ฟิลิปปี 4:10 – 13 อาจารย์เปาโลได้ให้แบบอย่างไว้อย่างดีเมื่อท่านถูกกักตัว เมื่อท่านไม่มีอิสรภาพ เมื่อท่านออกไปไหนไม่ได้ ดังนี้

1. อย่าขาดการติดต่อกับผู้เชื่อ

ชาวฟิลิปีได้ขาดการติดต่อกับอาจารย์เปาโลมาช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่บัดนี้เมื่อมีโอกาสจึงได้ติดต่อมาอีกครั้ง เช่นเดียวกัน แม้ว่าในช่วงเวลานี้หลาย ๆ คนจะอยู่แต่ในบ้าน แต่เราก็ไม่ควรขาดการติดต่อสื่อสารกับผู้เชื่อ ปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมายที่ทำให้เราสามารถพูดคุยกันได้ตลอดเวลา เราก้าวล้ำกว่ายุคของอาจารย์เปาโลมาก เราสามารถคุยกันแบบเห็นหน้าพร้อม ๆ กัน หลาย ๆ คน การติดต่อกับผู้เชื่อนั้นเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะเมื่อเราต้องเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบาก อยากให้เราลองใคร่ครวญดูว่าหากวันนี้เรามีเรื่องเดือดร้อน เรามีเพื่อนผู้เชื่อหรือกลุ่มผู้เชื่อที่เราจะคุยหรือขอความช่วยเหลือได้ไหม? อยากให้เราใช้โอกาสที่ดีนี้ โอกาสที่เรามีเวลาว่างมากกว่าปกติในการกระชับความสัมพันธ์กับผู้เชื่อคนอื่น ๆ เพราะการได้พูดคุยกันนั้นได้นำความชื่นชมยินดีและการหนุนน้ำใจมาให้ เหมือนกับที่อาจารย์เปาโลบอกว่า “ข้าพเจ้ามีความชื่นชมยินดีอย่างยิ่งในองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะว่าในที่สุดท่านทั้งหลายก็หวนกลับมาคิดถึงข้าพเจ้าอีก”

กักตัว เพื่อชาติ

2. จงอยู่อย่างพอเพียง

อาจารย์เปาโลบอกว่า “ไม่ว่าในกรณีใดหรือในทุกกรณี ข้าพเจ้าได้เรียนรู้เคล็ดลับในการเผชิญความอิ่มท้องและความอดอยาก” ถ้าหากเราดูชีวิตของอาจารย์เปาโล จะเห็นว่าเขาเป็นชาวยิวที่มีการศึกษาดี ได้เรียนหนังสือกับอาจารย์กามาลิเอล (กิจการ 22:3) เขาเป็นคนเคร่งครัดในธรรมบัญญัติ อยู่ในคณะฟาริสี (ฟิลิปปี 3:5) ซึ่งเวลานั้นคงจะเป็นช่วงรุ่งเรืองของชีวิต เป็นช่วงเวลาที่เขาอิ่มท้อง อุดมสมบูรณ์ แต่ในช่วงเวลานี้ ช่วงเวลาที่เขาถูกกักตัว ถูกขังคุก คงจะเป็นช่วงเวลาที่เขาอดอยาก ขาดแคลน แต่เขาก็ไม่เคยบ่นหรือรู้สึกหดหู่หมดหวังแต่อย่างใด เพราะเขารู้เคล็ดลับในการเผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก รู้จักเคล็ดลับในการเผชิญกับปัญหา นั่นก็คือ การไม่มองว่าตนเองขาดอะไร แต่เป็นการจดจ่อในสิ่งที่ตนเองมี และสิ่งที่เขามีก็คือ “องค์พระเยซูคริสต์เจ้า” การมีพระเยซูก็เพียงพอสำหรับชีวิตของเขาและเพียงพอสำหรับชีวิตของเราทุกคนด้วย แม้ว่าเวลานี้เราอาจจะไม่มีเงิน เราอาจจะตกงานแถมยังต้องอยู่แต่ในบ้านไม่ได้ออกไปไหน อย่าท้อแท้ อยากให้เราลองแสวงหาพระเจ้า อยากให้เราจดจ่อในสิ่งที่เรามีคือองค์พระเยซู แล้วเราจะได้ “เรียนรู้เคล็ดลับในการเผชิญความอิ่มท้องและความอดอยาก ความอุดมสมบูรณ์และความขัดสน” เหมือนกับที่อาจารย์เปาโลได้มีประสบการณ์แล้วนั่นเอง

3. มั่นใจในฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า

พระเจ้าของเราทรงยิ่งใหญ่ ทรงฤทธิ์ แม้ว่าโลกจะตกอยู่ในภาวะโรคระบาด แม้ว่าจะมีคนล้มตายเป็นจำนวนมาก คนที่มีชีวิตอยู่ก็ดำเนินชีวิตแบบยากลำบาก มีความกังวลและความกลัว แต่อยากให้เราระลึกไว้เสมอว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในการควบคุมของพระเจ้า แม้ว่าเราจะไม่เข้าใจว่าทำไมพระเจ้าถึงให้สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับโลกใบนี้ แต่หลาย ๆ เรื่องเราไม่จำเป็นต้องรู้ต้องเข้าใจ ให้เราจำในส่วนที่เรารู้ นั่นคือพระเจ้าทรงรักเรา พระองค์ไม่เคยละหรือทอดทิ้งเราเลย และทรงให้สิ่งต่าง ๆ เกิดผลดีต่อชีวิตเรา เหมือนในโรม 8:28 ที่บอกไว้ว่า “เรารู้ว่าเหตุการณ์ทุกอย่างร่วมกันก่อผลดีแก่คนที่รักพระเจ้า คือแก่คนทั้งหลายที่พระองค์ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์” แม้ว่าอาจารย์เปาโลต้องเผชิญกับความตกต่ำของชีวิต แต่เขามีความมั่นใจในพระเจ้า เขารู้ว่า “ข้าพเจ้าเผชิญได้ทุกอย่างโดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า” (ฟิลิปปี 4:13) และนี่คือความมั่นใจที่เรามีด้วยเช่นเดียวกันว่าพระเจ้าจะเสริมกำลังเราทุกคนให้ผ่านสถานการณ์เหล่านี้ไปได้

หลาย ๆ คนชอบดูหนังซุปเปอร์ฮีโร่ และหลาย ๆ คนก็อาจจะเคยฝันว่าอยากจะมีพลังวิเศษเพื่อที่จะได้ช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย เวลานี้เป็นเวลาแห่งชีวิต เป็นเวลาแห่งความเป็นความตาย มีศัตรูที่คอยฆ่าทำลายชีวิตผู้คนในแต่ละวันเป็นจำนวนมาก ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราทุกคนจะเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะยื่นมือของเราออกเพื่อช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ การเป็นซุปเปอร์ฮีโร่นี้ไม่ต้องพึ่งพลังวิเศษใด ๆ ไม่ต้องทำอะไรใหญ่โต เพียงแค่เราอยู่เฉย ๆ กับบ้านเท่านี้ เราก็สามารถช่วยชีวิตคนได้เป็นจำนวนมาก สำหรับเรื่องการดำเนินชีวิตต่อไปในอนาคตนั้น พระเจ้าบอกว่าอย่ากระวนกระวาย แต่ให้เราเชื่อและใว้วางใจในพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงสัญญาว่าจะช่วยผู้ที่รักพระองค์ให้เกิดผลดีในทุกสิ่ง

“ข้าพเจ้าเผชิญได้ทุกอย่างโดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า” ฟิลิปปี 4:13


ถ้าหากสนใจอยากรู้เรื่องราวของการเป็นคริสเตียน สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่หัวข้อ เริ่มต้นการเป็นคริสเตียน หรือถ้าหากมีคำถามก็สามารถเมลมาสอบถามได้ที่ christiansiam@gmail.com

ค้นหาความจริง

เริ่มต้นการเป็นคริสเตียน

เกี่ยวกับเรา

เว็บสยามคริสเตียน (Siam Christian) เป็นเว็บส่วนบุคคลที่ไม่ขึ้นกับองค์กรหรือหน่วยงานใด ๆ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ผู้ที่สนใจเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้า พระเยซู คริสเตียน หรือคริสตจักรต่าง ๆ ในประเทศไทย หากท่านมีคำถามหรือมีข้อเสนอแนะอะไรก็สามารถอีเมลมาพูดคุยกับเราได้ที่ christiansiam@gmail.com