พระเจ้ามีจริงหรือ โลกที่เราอยู่เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญหรือมีผู้สร้าง
ความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก แต่ความรักใหญ่ที่สุด
1 โครินธ์ 13:13

> บทความคริสเตียน > ท่านอยากจะหายเป็นปกติหรือเปล่า?

ท่านอยากจะหายเป็นปกติหรือเปล่า?

เรียบเรียงโดย พายุแห่งความเปรมปรีดิ์

ความหวัง คือสิ่งที่สำคัญต่อชีวิตเรา และเราแต่ละคนต่างก็มีความหวังที่แตกต่างกัน ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ความหวังทำให้เราสามารถมุ่งไปข้างหน้าได้ ถ้าหากปราศจากความหวัง หลายคนก็อาจจะหมดแรง หมดกำลังที่จะเดินต่อ และอาจจะจบลงตรงที่มองไม่เห็นคุณค่าของชีวิตก็เป็นได้

ชีวิตคริสเตียนเป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยความหวังเสมอ ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม ไม่ว่าเราจะสิ้นหวังท้อแท้สักเพียงใด หากเรามีพระเยซูอยู่ในสมการของชีวิต ความหวังก็เกิดขึ้น

ในพระธรรม ยอห์น 5:1 – 14 ได้กล่าวถึงชายคนหนึ่งที่อยู่ในสภาพสิ้นหวังมาก เพราะเขานอนป่วยมาถึง 38 ปี แล้ว เขานอนอยู่ที่ริมประตูแกะ ซึ่งตรงนั้นมีสระน้ำชื่อเบธซาธา ที่นั่นมีศาลา 5 หลัง ที่เต็มไปด้วยคนป่วยจำนวนมาก

ท่านอยากจะหายเป็นปกติหรือเปล่า?

ในอดีตหลายคนมีคำถามเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของพระธรรมยอห์น เพราะพระธรรมเล่มนี้ได้เขียนขึ้นราว ๆ ค.ศ 90 – 100 ในขณะที่กรุงเยรูซาเล็มถูกทำลายไปประมาณปี ค.ศ 70 ซี่ง ณ เวลาที่เขียนนั้นไม่มีสระน้ำนี้ให้เห็นอีกแล้ว อีกทั้งยังได้บรรยายถึงสระน้ำที่มีศาลา 5 หลัง ซึ่งเป็นการออกแบบที่ค่อนข้างแปลก อาจทำให้หลายคนสงสัยว่าพระธรรมเล่มนี้น่าเชื่อถือแค่ไหน และโยงไปถึงว่าพระวจนะของพระเจ้าเชื่อถือได้จริงหรือ? พระคัมภีร์เป็นเรื่องจริง หรือว่าเรื่องที่แต่งขึ้น? ความสงสัยนี้มีมาตลอดระยะเวลายาวนาน จนกระทั่งในศตวรรษที่ 19 Conrad Schick (1822 – 1901) ได้ค้นพบสระเบธซาธาซึ่งอยู่ลึกลงไปในดินประมาณ 30 เมตร นี่จึงเป็นการพิสูจน์ว่าสระนี้มีอยู่จริง และมากไปกว่านั้น ยังเป็นการพิสูจน์ว่าพระคำพระเจ้าเป็นจริงเสมอ สามารถเชื่อถือได้

ใน ข้อ 3 บอกว่ามีคนป่วยอยู่ที่นั่นจำนวนมาก ทั้งคนตาบอด คนง่อย และคนเป็นอัมพาตนอนอยู่ เขาไปที่นั่นเพราะมีความเชื่อว่า ทูตสวรรค์ลงมากวนน้ำเป็นครั้งคราวและเมื่อน้ำกระเพื่อม ใครก็ตามที่ลงไปก่อนก็จะหายโรค (ข้อ 4)

ซึ่งถ้า ข้อ 4 เป็นจริง คงจะมีคนจำนวนมากที่อยู่ในสภาพสิ้นหวัง เพราะคนหายโรคมีได้แค่ครั้งละคนเท่านั้น และการกระเพื่อมของน้ำก็ไม่ได้เกิดบ่อย ๆ อย่างไรก็ตาม ข้อความในข้อ 4 นั้นได้ถูกตัดออกไปจากพระคัมภีร์ เนื่องจากเป็นการเพิ่มเติมขึ้นมาของสำเนาโบราณบางฉบับ ซึ่งสิ่งนี้อาจจะเป็นไปได้ เพราะอาจจะมีบางคนทำโน้ตเอาไว้เพื่อเพิ่มความเข้าใจให้กับตนเองว่าทำไมคนป่วยถึงไปรออยู่ตรงนั้น และภายหลังคนที่คัดลอกพระคัมภีร์อาจจะไม่รู้ จึงได้เพิ่มเติมข้อ 4 นี้ลงไป แต่เราไม่ควรจะเพิ่มอะไรเข้าไปในพระคัมภีร์ จึงได้ตัดข้อ 4 นี้ทิ้งไป

ใน ข้อ 5 บอกว่ามีชายคนหนึ่งนอนป่วยมา 38 ปี แล้ว อยากให้เราลองนึกถึงสภาพของชายคนนี้ที่ดีลกับปัญหาสุขภาพที่มีมาอย่างยาวนาน ไม่เพียงเท่านี้ พอน้ำกระเพื่อม ก็ไม่มีใครคอยช่วยเขาให้ลงไปในน้ำ นั่นคือเขาไม่มีเพื่อน สิ่งที่ทำได้คือพึ่งกำลังของตนเองเท่านั้น เขาต้องพยายามดิ้นรนช่วยเหลือตัวเองจนสุดกำลัง และเมื่อเขาสามารถเอาตัวลงน้ำได้ ก็สายเกินไปเสียแล้ว มีคนอื่นลงไปตัดหน้าเขาก่อน เป็นเหตุการณ์ที่เกิดวนไปวนมาไม่จบสิ้น ต้องทนอยู่ในสภาพแบบนี้มาอย่างยาวนาน (ข้อ 7)

ใน ข้อ 6 พระเยซูมองเห็นชายคนนี้และรู้ว่าเขาป่วยมานาน เช่นกัน ในชีวิตของเรา พระเยซูทรงรู้และเข้าใจสถานการณ์ในชีวิตของเรา ทรงรู้ว่าเราปล้ำสู้กับปัญหานี้มานานแค่ไหน ทรงรู้ว่าเราทนทุกข์กับสภาพที่เป็นอยู่นี้เพียงใด แต่คำถามก็คือ ทำไมพระเยซูถึงสนใจชายคนนี้ เพราะบริเวณสระน้ำนั้นมีคนป่วยจำนวนมาก? หลาย ๆ ครั้งพระเยซูทรงทำการอัศจรรย์เพื่อแสดงหมายสำคัญบางประการ หลายครั้งพระเยซูไม่ใช่แค่ทำการอัศจรรย์เท่านั้น แต่พระองค์ทรงมีพระประสงค์ของการทำการอัศจรรย์นั้นด้วย เช่นเดียวกัน ถ้าหากเราต้องการการอัศจรรย์ เรารู้ถึงบทเรียนที่พระองค์ทรงต้องการจะสอนเราหรือไม่? เรารู้ถึงพระประสงค์ของพระองค์สำหรับการอัศจรรย์หรือไม่?

ท่านอยากจะหายเป็นปกติหรือเปล่า?

พระเยซูทรงถามชายคนนี้ว่า “ท่านอยากจะหายเป็นปกติหรือเปล่า?” ในฉบับ King Jame เขียนไว้ว่า Wilt thou be made whole? นั่นคือ ไม่ใช่แค่การรักษาแต่เพียงภายนอกเท่านั้น แต่พระเยซูต้องการรักษาชายคนนี้ทั้งหมด ไม่ใช่แค่บางส่วน พระองค์ต้องการรักษาชายคนนี้ทั้งฝ่ายร่างกายและฝ่ายจิตวิญญาณ จะเป็นประโยชน์อะไรหากเราได้รับการรักษาแต่เพียงภายนอก แต่ภายในยังเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง เต็มไปด้วยความบาป ซึ่งสุดท้ายความเละเทะภายในก็จะสะท้อนออกมาเป็นความเจ็บป่วยภายนอกเหมือนเดิม พระเยซูต้องการรักษาชายคนนี้ทั้งฝ่ายร่างกายและจิตวิญญาณ จึงได้บอกชายคนนี้ในข้อ 14 ว่า “ดูเถิด ท่านสบายดีแล้ว จงเลิกทำบาป มิฉะนั้นสิ่งเลวร้ายกว่าเดิมอาจจะเกิดกับท่าน”

พระเยซูไม่เพียงแต่ต้องการรักษาชายคนนี้ทั้งฝ่ายร่างกายและฝ่ายจิตวิญญาณเท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงสนใจการดำเนินชีวิตของเราในแต่ละวันด้วย คำถาม “ท่านอยากจะหายเป็นปกติหรือเปล่า?” นั้นยังสำคัญมากในอีกแง่มุมหนึ่ง เพราะอย่าลืมว่าชายคนนี้นอนป่วยมาถึง 38 ปี เขาอาจจะไม่มีบ้าน เพราะเขานอนอยู่ที่ริมสระมาเป็นเวลานาน เขาอาจจะใช้การขอทานเป็นวิธีในการหาเงินเพื่อหาเลี้ยงชีพ นี่คือชีวิตที่เขาดำรงอยู่มาตลอด 38 ปี การที่พระเยซูทรงรักษาเขาหมายถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตแบบเดิม ๆ ด้วย เพราะเมื่อเขาหาย เขาก็ไม่จำเป็นต้องนอนที่ริมสระอีกต่อไป แล้วเขาจะไปอยู่ที่ไหน? และเมื่อเขาหาย เขาก็ไม่อาจขอทานได้อีกต่อไป แล้วเขาจะทำอะไรหาเลี้ยงชีพ? คำถามนี้จึงเป็นคำถามที่ให้เขาเตรียมพร้อมที่จะละทิ้งชีวิตแบบเดิม ๆ และดำเนินชีวิตในระดับชีวิตใหม่ที่พระเจ้าทรงประทานให้

เช่นเดียวกันกับชีวิตของเรา เมื่อเราปรารถนาเห็นการอัศจรรย์ ปรารถนาให้พระเจ้าทรงรักษาเราทั้งภายในและภายนอก เราพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราหรือไม่ เราอาจจะติดยาเสพติด ติดการพนัน ติดเหล้า เราอยากให้พระเยซูทรงรักษาเรา แล้วเราพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเราหรือไม่ เราพร้อมที่จะละทิ้งชีวิตประจำวันที่ออกไปเล่นการพนันหรือเปล่า เราพร้อมออกจากกลุ่มเพื่อน ๆ ที่ดื่มเหล้าด้วยกันหรือเปล่า เราพร้อมที่จะปฏิเสธเพื่อน ๆ ในกลุ่มเสพยาของเราหรือไม่ เราจะตอบคำถามนี้กับพระเยซูอย่างไร?

ท่านอยากจะหายเป็นปกติหรือเปล่า?

ใน ข้อ 8 – 10 พระเยซูบอกชายคนนี้ให้ลุกขึ้น ยกแคร่ และเดินไป พระเยซูทรงรักษาชายคนนี้แบบทันทีทันใด จากชายที่สิ้นหวังบัดนี้สถานการณ์ในชีวิตได้เปลี่ยนไป ปัญหาต่าง ๆ ที่ต้องทนมานานนับสิบปีหายไปในพริบตา และนี่คือฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า

สิ่งที่น่าประหลาดก็คือคนยิวผู้ซึ่งเป็นประชากรที่พระเจ้าทรงเลือก ผู้ซึ่งเห็นการอัศจรรย์ที่พระเจ้าทรงทำต่อชนชาติของเขาในอดีตมาอย่างมากมาย แต่ตอนนี้เมื่อเขาเห็นชายที่คุ้นหน้าคุ้นตา ชายที่นอนป่วยลุกไปไหนไม่ได้มาเป็นเวลานาน ไม่มีแรงแม้กระทั่งจะลงไปในสระก่อนคนอื่น บัดนี้สามารถเดินได้อย่างอัศจรรย์แถมยังมีแรงยกแคร่ของตนเดินไปได้ แทนที่เขาจะสรรเสริญพระเจ้าถึงการอัศจรรย์ที่พระองค์ทรงทำ แทนที่เขาจะยินดีกับชายคนนี้ที่ได้รับการรักษา แต่เขากับบอกว่าชายคนนี้ว่าทำผิดธรรมบัญญัติ ทำผิดกฎวันสะบาโต

พระเยซูทรงรู้หรือไม่ว่าการยกแคร่ไปในวันสะบาโตนั้นผิด? แน่นอนพระองค์ทรงรู้ คำถามคือทำไมพระเยซูจึงสั่งให้ชายคนนี้ยกแคร่ไปละ?

ในอพยพ 20:8 - 10 บอกว่า “จงระลึกถึงวันสะบาโต ถือเป็นวันบริสุทธิ์ 9 จงทำงานทั้งสิ้นของเจ้าหกวัน 10 แต่วันที่เจ็ดนั้นเป็นสะบาโตแด่พระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า ในวันนั้นห้ามทำงานใด ๆ ไม่ว่าเจ้าเอง หรือบุตรชายบุตรหญิงของเจ้า หรือทาสทาสีของเจ้า หรือสัตว์ใช้งานของเจ้า หรือคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในประตูเมืองของเจ้า”

เมื่อพระเจ้าทรงสั่งให้รักษาวันสะบาโต ห้ามทำงาน คนยิวจึงได้ให้คำนิยาม 39 ข้อ ว่าอะไรบ้างที่เรียกว่า “การทำงาน” และหนึ่งในคำนิยามของการทำงานก็คือ “การยกของจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง” ดังนั้นการยกแคร่ในวันสะบาโตจึงถือเป็นการทำงานอย่างหนึ่งด้วย

สิ่งที่พระเยซูสั่งนั้นไม่ได้ละเมิดบทบัญญัติของพระเจ้า “แต่สิ่งที่พระเยซูบอกให้ชายคนนี้ทำนั้นฝ่าฝืนกฎของมนุษย์” คำถามคือ เราจะเชื่อพระองค์หรือไม่หากสิ่งที่พระเยซูบอกให้เราทำขัดกับขนบธรรมเนียมประเพณีที่ปฏิบัติกันในสังคม? การที่ชายคนนี้ยกแคร่ในวันสะบาโตได้ทำให้พวกยิวไม่พอใจ และพยายามถามชายคนนั้นว่าใครคือคนที่รักษาเขา ใครคือคนที่สั่งเขา แน่นอนว่าชายคนนั้นย่อมไม่รู้จักพระเยซู เพราะเขานอนอยู่ตรงนั้นมาถึง 38 ปี จึงไม่สามารถตอบคำถามพวกยิวได้

ท่านอยากจะหายเป็นปกติหรือเปล่า?

ใน ข้อ 14 พระเยซูพบชายคนนั้นอีกครั้งและบอกเขาว่าอย่าทำบาปอีก จะได้ไม่เกิดเหตุการณ์เลวร้ายแบบที่เคยเจออีก พูดง่าย ๆ คือ ตอนนี้พระเยซูบอกว่า “อย่าละเมิดกฎบัญญัติของพระเจ้า” พระเยซูต้องการให้เขาได้รับการรักษาอย่างแท้จริง ให้จิตวิญญาณของเขากลับมาหาพระเจ้า กระทำตามน้ำพระทัยพระองค์ และมีชีวิตที่เป็นแบบอย่าง เพื่อคนทั่วไปจะได้เห็นว่าพระเจ้าทรงฤทธิ์ช่วยได้ทั้งร่างกายและเปลี่ยนแปลงชีวิตภายในให้เป็นเหมือนกับพระองค์

ถ้าในวันนี้พระเยซูทรงถามเราว่า “ท่านอยากจะหายเป็นปกติหรือเปล่า?” เราจะตอบพระองค์ยังไง

“เรามาเพื่อพวกเขาจะได้ชีวิตและจะได้อย่างครบบริบูรณ์” ยอห์น 10:10


ถ้าหากสนใจอยากรู้เรื่องราวของการเป็นคริสเตียน สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่หัวข้อ เริ่มต้นการเป็นคริสเตียน หรือถ้าหากมีคำถามก็สามารถเมลมาสอบถามได้ที่ christiansiam@gmail.com

ค้นหาความจริง

เริ่มต้นการเป็นคริสเตียน

เกี่ยวกับเรา

เว็บสยามคริสเตียน (Siam Christian) เป็นเว็บส่วนบุคคลที่ไม่ขึ้นกับองค์กรหรือหน่วยงานใด ๆ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ผู้ที่สนใจเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้า พระเยซู คริสเตียน หรือคริสตจักรต่าง ๆ ในประเทศไทย หากท่านมีคำถามหรือมีข้อเสนอแนะอะไรก็สามารถอีเมลมาพูดคุยกับเราได้ที่ christiansiam@gmail.com