พระเจ้ามีจริงหรือ โลกที่เราอยู่เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญหรือมีผู้สร้าง
ความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก แต่ความรักใหญ่ที่สุด
1 โครินธ์ 13:13

> บทความคริสเตียน > อย่ากระวนกระวาย

อย่ากระวนกระวาย

เรียบเรียงโดย พายุแห่งความเปรมปรีดิ์

การระบาดของโรคโควิด-19 (COVID-19) ไม่ได้นำมาแค่ความตายหรือความเจ็บป่วยทางด้านร่างกายเท่านั้น แต่ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวงด้วย เราจะเห็นได้ว่ามีบริษัทต่าง ๆ มากมายต้องปิดกิจการลง โรงงานหลายแห่งต้องลดกำลังการผลิตหรือปิดไป มีคนตกงานเป็นจำนวนมาก และคนที่มีงานอยู่ในปัจจุบันก็ไม่รู้ว่าจะทำได้อีกนานแค่ไหน นอกจากนี้สังคมไทยในช่วงที่ผ่านมานั้นมีการก่อหนี้เป็นจำนวนมาก คาดการณ์ว่าสิ้นปี 2563 หนี้ครัวเรือนของไทย (คือเงินที่สถาบันการเงินให้คนทั่วไปกู้ยืม) จะอยู่ที่ 88% - 90% ของ GDP หรือพูดง่าย ๆ คือ ถ้าคนไทยมีรายได้ 100 บาท จะมีหนี้อยู่ 88 – 90 บาท ซึ่งนับว่าค่อนข้างสูงมาก จึงไม่แปลกใจที่หลายครอบครัวต้องประสบปัญหาทางด้านการเงิน หลาย ๆ ครอบครัวต้องเผชิญกับมรสุมของชีวิต หมดหนทาง คนไทยจึงเครียดมากขึ้น มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับอนาคตว่าจะเดินหน้าไปยังไง จะทำอย่างไรกับปัญหาชีวิตที่ดูเหมือนไม่มีทางออก และก็ดูเหมือนว่าความกระวนกระวายจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในมัทธิว 6:25 – 34 พระเยซูได้บอกเราว่า “อย่ากระวนกระวาย” แม้ว่าชีวิตจะพบกับปัญหาต่าง ๆ มากมาย แม้ว่าหนทางข้างหน้าดูเหมือนจะไม่มีทางออก ก็จง “อย่ากระวนกระวาย” พระคัมภีร์ตอนนี้แม้จะมีเพียงไม่กี่ข้อ แต่มีคำว่า “อย่ากระวนกระวาย” ถึง 4 ครั้ง่ นั่นแปลว่าพระเยซูต้องการย้ำเตือนเราจริง ๆ ว่าไม่ต้องกังวลอะไร

อย่ากระวนกระวาย

คำว่า “อย่า” ในที่นี้คือคำสั่งที่ต้องการให้เราทำตาม การไม่ทำตามในสิ่งที่พระคัมภีร์สั่งนั้นเป็นความบาป ดังนั้นความกระวนกระวายจึง “เป็นบาป” ด้วย หลาย ๆ คนคิดว่าความกังวลหรือความกระวนกระวายนั้นเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต และบางคนคิดว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเสียด้วยซ้ำ แต่ตามคำนิยามของ “ความบาป” ก็คือ การที่เราไปไม่ถึงมาตรฐานที่พระเจ้ากำหนด ดังนั้นเมื่อพระเยซูบอกเราว่า “อย่ากระวนกระวาย” แต่เรายังทำอยู่ แสดงว่าเราไปไม่ถึงมาตรฐานของพระเจ้า นั่นก็คือความบาปนั่นเอง

แล้วทำไมเราถึงกระวนกระวาย? หลาย ๆ คนอาจจะตอบว่าสาเหตุของความกระวนกระวายก็เพราะเราไม่รู้อนาคต ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง หรือเราอาจจะคาดเดาได้ว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นในอนาคต แต่เราขาดความสามารถ เราไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร เราหมดหนทาง เราจึงกระวนกระวาย รู้หรือไม่ว่าพระเยซูได้บอกสาเหตุของความกระวนกระวายที่เกิดขึ้นให้แก่เราทุกคน !!

เรากังวลเพราะมี 2 นาย

ในข้อ 25 บอกเราว่า “เพราะเหตุนี้ เราบอกท่านทั้งหลายว่า อย่ากระวนกระวายถึงชีวิตของตนว่าจะเอาอะไรกิน หรือจะเอาอะไรดื่ม และอย่ากระวนกระวายถึงร่างกายของตนว่าจะเอาอะไรนุ่งห่ม ชีวิตสำคัญยิ่งกว่าอาหารไม่ใช่หรือ? และร่างกายสำคัญยิ่งกว่าเครื่องนุ่งห่มไม่ใช่หรือ? เมื่อเราเห็นคำว่า “เพราะเหตุนี้” แสดงว่าก่อนหน้านั้นจะเป็นสาเหตุของผลที่เกิดขึ้น เป็นต้นตอของปัญหาความกระวนกระวาย พระเยซูบอกว่าเหตุที่เรากระวนกระวายก็เพราะ “เราเป็นบ่าวสองนาย” เมื่อเรารับใช้พระเจ้าพร้อมกับเงินทอง ปัญหาต่าง ๆ ก็เลยเกิดขึ้น

“ไม่มีใครเป็นข้าสองเจ้า บ่าวสองนายได้ เพราะว่าเขาจะชังนายข้างหนึ่ง และรักนายอีกข้างหนึ่ง หรือเขาจะนับถือนายฝ่ายหนึ่ง และดูหมิ่นนายอีกฝ่ายหนึ่ง ท่านทั้งหลายจะรับใช้พระเจ้าและเงินทองพร้อมกันไม่ได้” (มัทธิว 6:24)

อย่ากระวนกระวาย

หากเราไม่อยากกระวนกระวาย ทางออกของนั้นง่ายมาก นั่นคือ เราต้องเลือกนาย เราต้องเลือกว่าจะอยู่ฝ่ายพระเจ้า หรือให้เงินเป็นนายของเรา เพราะธรรมชาติของนายนั้นจะเป็นคนควบคุมเรา เป็นคนสั่งให้เราทำอะไร ไม่ให้ทำอะไร และแน่นอนว่าคำสั่งของพระเจ้ากับคำสั่งของอำนาจเงินนั้นย่อมสวนทางกัน ย่อมอยู่คนละข้างกัน และเมื่อเราเลือกที่จะรับใช้นายทั้ง 2 ฝั่ง ความกระวนกระวายจึงเกิดขึ้น เพราะเราไม่สามารถให้นายทั้ง 2 พอใจพร้อม ๆ กันได้นั่นเอง

พระเจ้าไม่ได้สอนให้เราเกลียดเงิน เงินเป็นทาสที่ดีหากเรารู้จักใช้มัน ในทางตรงกันข้าม เงินนั้นเป็นนายที่เลว และการรักเงินทองนั้นเป็นรากของความชั่วทั้งหมด เหมือนที่บอกไว้ใน 1 ทิโมธี 6:10 ว่า “เพราะว่าการรักเงินทองเป็นรากเหง้าของความชั่วทั้งหมด ความโลภเงินทองนี้ที่ทำให้บางคนหลงไปจากความเชื่อ และตรอมตรมด้วยความทุกข์มากมาย”

การเลือกอยู่ฝ่ายพระเจ้า การให้พระองค์เป็นจอมเจ้านายชีวิตของเรานั้น ไม่เพียงแต่ต้องเชื่อฟังคำสั่งของพระองค์เท่านั้น แต่เราต้องทำความรู้จักกับพระลักษณะของพระองค์ด้วย ยิ่งเรารู้จักพระเจ้ามากขึ้นเท่าใด เราก็จะไว้วางใจในพระองค์มากขึ้นเท่านั้น และนี่คือเคล็ดลับของการขจัดความวิตกกังวลหรือความกระวนกระวายออกจากชีวิตของเรา

เรากังวลผิดสิ่ง

พระเยซูบอกว่าเรากำลังกังวลผิดสิ่ง เรากังวลว่าจะเอาอะไรกิน แต่นั่นคือปลายทาง ที่ถูกต้องเราควรกังวลว่าเราจะได้ตื่นขึ้นมากินอะไรไหม เรากังวลเกี่ยวกับเสื้อผ้าของเรา กังวลเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งนั่นก็คือปลายทางเหมือนกัน ที่ถูกต้องคือเราควรกังวลว่าร่างกายของเรายังแข็งแรงดีอยู่หรือไม่ พระเยซูต้องการชี้ให้เราเห็นว่ายิ่งเรารู้จักพระเจ้า ยิ่งเรารู้จักพระองค์ เราไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรเลย เพราะพระเจ้าทรงควบคุมทุกสิ่ง และพระองค์ทรงเป็นผู้เลี้ยงที่ดี พระเจ้าทรงเลี้ยงดูนก พระเจ้าทรงดูแลธรรมชาติ ดูแลต้นไม้ต่าง ๆ ให้เจริญเติบโตขึ้นอย่างสวยงาม สิ่งทรงสร้างต่าง ๆ เหล่านี้พระเจ้ายังดูแลมันอย่างดี แล้วเราซึ่งเป็นบุตรที่รักของพระองค์ พระเจ้าจะไม่ดูแลลูกของพระองค์ให้ดีกว่าสิ่งของต่าง ๆ เหล่านี้หรือ? ถ้าพระเจ้าทรงดูแลสิ่งต่าง ๆ ที่ทรงสร้างอย่างดี ก็ให้เรามั่นใจได้เลยว่าพระเจ้าจะทรงดูแลเราทุกคนเป็นอย่างดีด้วยเช่นเดียวกัน

แต่อย่าเข้าใจผิดคิดว่าถ้าเราอยู่เฉย ๆ แล้วก็จะมีอาหารมาส่งให้เราถึงที่ มีเสื้อผ้าสวย ๆ ลอยมาให้เราใส่ พระเจ้าต้องการให้เราทำหน้าที่และให้เราทำงานของเราด้วย แม้ว่าพระเจ้าจะทรงเลี้ยงดูนกในท้องฟ้า แต่ทุก ๆ วันมันก็ต้องทำหน้าที่ของมัน คือ บินออกไปหาอาหาร เราต้องทำในส่วนของเราก่อน แล้วส่วนที่เหลือพระเจ้าจะทรงจัดเตรียมให้ พระคัมภีร์หลายตอนสนับสนุนให้เราทำงาน แต่สิ่งที่พระเยซูต้องการสอนเราในตอนนี้ก็คืออย่าให้งานมาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิต การดำเนินชีวิตด้วยความชอบธรรมและการแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าต่างหากที่ควรมาเป็นอันดับแรก หน้าที่การงานเป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องทำเพื่อหาเลี้ยงชีพ พระเยซูเองก็ทรงทำงานเป็นช่างไม้เพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่เราทุกคน นอกจากนี้อาจารย์เปาโลยังสนับสนุนให้ทุกคนทำงานโดยไม่เกียจคร้านและอย่าเข้าไปคลุกคลีกับคนขี้เกียจเลย

“พี่น้องทั้งหลาย เราขอกำชับท่านในพระนามของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราว่า จงปลีกตัวออกห่างพี่น้องทุกคนที่อยู่อย่างเกียจคร้าน และไม่ประพฤติตามคำสอนซึ่งเขาได้รับจากเรา เพราะตัวท่านเองก็รู้อยู่ว่า ควรจะเอาอย่างเรา เราไม่ได้เกียจคร้านเลยเมื่ออยู่ท่ามกลางพวกท่าน และเราไม่เคยกินอาหารของใครโดยไม่จ่ายเงิน แต่เราได้ทำงานหนักด้วยความพากเพียรทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อจะไม่เป็นภาระแก่ใครในพวกท่าน ไม่ใช่เพราะเราไม่มีสิทธิ์ แต่เพื่อทำตัวเป็นแบบอย่างให้ท่านทำตาม” 2 เธสะโลนิกา 3:6 – 9

อย่ากระวนกระวาย

พระเจ้าไม่เคยสัญญาว่าเมื่อเราเชื่อในพระองค์จะไม่เจอความทุกข์ยากลำบาก เมื่อพระเจ้าอนุญาตให้ความยากลำบากเข้ามาในชีวิตของเรา มาทำให้เรากังวล อยากให้เราจำไว้ว่านี่คือโอกาสของเราที่พระเจ้าจะสำแดงพระองค์แก่เราว่าพระองค์คือผู้ใด พระเจ้าให้โอกาสเราที่จะรู้ว่าพระองค์คือพระเจ้า ดังนั้นก่อนที่เราจะกังวล ให้เรามองว่านี่คือโอกาสที่พระเจ้าจะสำแดงความยิ่งใหญ่ของพระองค์

เมื่อพระเยซูทรงสอนสาวกของพระองค์นั้น พระองค์ไม่เคยบอกแค่สาเหตุของปัญหาแล้วก็จบไป แต่ยังทรงชี้ให้เราเห็นว่าทางออกของปัญหานั้นคืออะไรด้วย ในเรื่องความกระวนกระวายก็เช่นเดียวกัน พระเยซูได้ชี้ให้เห็นถึงทางออกของปัญหา ดังนี้

พระเจ้ารู้ว่าเราต้องการสิ่งเหล่านี้

พระเยซูต้องการให้เรามั่นใจว่าพระเจ้าทรงรู้ว่าเราต้องการสิ่งใด ดังนั้น “จงอย่ากังวล” ในข้อ 32 บอกว่าคนต่างชาติต่างก็ขวนขวายแสวงหาทรัพย์สินเงินทอง แต่พวกเขาไม่มีพระเจ้า เขากังวลและทำตามกำลังของตนเอง แต่เราผู้เชื่อทุกคนนั้นแตกต่างออกไป เรารู้ว่าพระเจ้าของเราทรงควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง พระองค์ทรงสัพพัญญู ทรงรู้ว่าเราแต่ละคนต้องการอะไรอย่างเฉพาะเจาะจง พระเจ้าทรงประทานสิ่งต่าง ๆ ให้แก่เราในเวลาที่เหมาะสมเสมอ พระองค์ทรงรู้จักเราเป็นอย่างดี รู้แม้กระทั่งว่าเรามีผมทั้งหมดกี่เส้น (มัทธิว 10:30) คงไม่มีใครในโลกนี้ที่รู้จักเราดีเท่าพระเจ้าอีกแล้ว พระเจ้าต้องการให้เราพึ่งพาและไว้วางใจในพระองค์ เมื่อเราเลือกข้างที่จะอยู่ฝ่ายพระเจ้า ให้พระองค์ทรงเป็นจอมเจ้านาย พระเจ้าก็ทรงสัญญาว่าจะช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลดีในทุกสิ่ง (โรม 8:28) การไว้วางใจนั้นตรงข้ามกับการกระวนกระวาย เมื่อเราไว้วางใจในพระเจ้า ความกระวนกระวายก็จะหายไป

ให้แสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าก่อน

พระเยซูต้องการย้ำเราให้ไว้วางใจในพระเจ้าว่าพระองค์จะทรงประทานทุกสิ่งที่จำเป็นให้กับเรา อย่ากระวนกระวายเพราะพระเจ้ารู้ว่าเราต้องการอะไร แต่ให้เราแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน นั่นคือให้การติดตามพระเจ้ามาเป็นอันดับแรก ให้เราทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ก่อน ดำเนินชีวิตด้วยความชอบธรรมตามที่พระเยซูได้สอน แล้วสิ่งต่าง ๆ นั้นพระเจ้าจะประทานและจัดเตรียมให้กับเราเอง

การที่ชีวิตของเราไม่ค่อยได้เห็นพระเจ้า ก็เพราะเราเอาพระองค์ไว้ในอันดับล่าง ๆ ของชีวิตเรา เรามักอ้างว่าเมื่อเรามีเวลา เมื่อเรามีเงิน เมื่อลูกเราโต นั่นค่อยถึงเวลาที่เราจะให้กับพระเจ้า เป็นการถูกต้องหรือที่เราให้พระเจ้าอยู่ในอันดับท้าย ๆ แต่เรากลับต้องการให้พระองค์ทรงสนพระทัยในความต้องการของเราเป็นอันดับแรก?

ชีวิตของเราส่วนใหญ่มักมีปัญหากับอดีต เราติดอยู่กับอุปสรรคในปัจจุบัน และมีปัญหากับความไม่แน่นอนในอนาคต เราจึงมีความกระวนกระวาย นิยามวันเวลาในชีวิตของเราหลาย ๆ คน เป็นดังนี้

วันนี้ คือ เมื่อวานที่เรากังวล

เมื่อวาน คือ วันที่เรากังวลเกี่ยวกับวันนี้

พรุ่งนี้ คือ วันนี้ที่เรากังวล

อย่ากระวนกระวาย

การที่ชีวิตของเราวนเวียนอยู่แบบนี้จึงเป็นการยากที่จะทำตามคำที่พระเยซูทรงสั่งว่า “อย่ากระวนกระวาย” ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะออกจากวัฏจักรแห่งความกังวลนี้? ในเพลงคร่ำครวญ 3:22-23 บอกว่า

“ความรักมั่นคงของพระยาห์เวห์ไม่เคยหยุดยั้ง และพระกรุณาของพระองค์ไม่มีสิ้นสุด เป็นของใหม่ทุกเวลาเช้า ความเที่ยงตรงของพระองค์ใหญ่ยิ่งนัก”

ความรักของพระองค์ใหม่ทุกเช้า พระเจ้าให้พระเมตตาสำหรับ “วันนี้” ไม่ใช่สำหรับวันพรุ่งนี้ เราสามารถวางแผนอนาคตได้ แต่ชีวิตเราต้องอยู่กับปัจจุบัน ให้เราระลึกเอาไว้เสมอว่า ถ้าพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อกับเราวันนี้ เราก็มั่นใจสำหรับวันพรุ่งนี้ได้ แม้ว่าพรุ่งนี้จะไม่แน่นอนก็ตาม เพราะพระเจ้าของเราสามารถไว้วางใจได้

วิธีหนึ่งที่จะขจัดความกระวนกระวายให้ออกไปจากชีวิตของเราก็คือ “การอธิษฐาน” เมื่อเราถูกทดลองให้กังวล เช่น ถูกไล่ออกจากงาน ไม่มีเงิน ให้เราอธิษฐานทันที เหมือนในฟิลิปปี 4:6 – 7 ที่บอกว่า “อย่ากระวนกระวายในสิ่งใด ๆ เลย แต่จงทูลพระเจ้าให้ทรงทราบทุกสิ่งที่พวกท่านขอ โดยการอธิษฐานและการวิงวอน พร้อมกับการขอบพระคุณ แล้วสันติสุขของพระเจ้าที่เกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านทั้งหลายไว้ในพระเยซูคริสต์” นี่ไม่ใช่การอธิษฐานในตอนเช้าเท่านั้น แต่เป็นการอธิษฐานตอนที่ความกังวลเข้ามาในชีวิตไม่ว่าจะเมื่อไรก็ตาม เมื่อเราถูกทดลองให้กังวล นั่นคือบัตรเชิญให้เราอธิษฐาน ให้เราเข้ามาด้วยใจขอบพระคุณ แล้วสันติสุขของพระเจ้าจะเข้ามาครอบครองชีวิตของเรา

ในสดุดี 55:22 บอกว่า “จงมอบภาระของท่านไว้กับพระยาห์เวห์ และพระองค์จะทรงค้ำจุนท่าน พระองค์จะไม่ทรงยอมให้คนชอบธรรมคลอนแคลนเลย”

อย่ากระวนกระวาย

หลาย ๆ ครั้งชีวิตของเรามีปัญหา มีความทุกข์ นั่นเป็นเพราะเราวางตำแหน่งคำว่า “แต่” ไม่ถูกต้อง

“เราวางใจพระเจ้า แต่ เธอไม่รู้หรอกว่าฉันต้องเจอกับอะไรมาบ้าง”

“ฉันรักพระเจ้า แต่ ฉันมีภาระหนี้สินมากมายที่ต้องจ่าย”

“ฉันรู้ว่าพระเจ้าทรงสามารถ แต่ ฉันยอมแพ้แล้ว ฉันจนปัญญาแล้วจริง ๆ “

ถ้าอยากเปลี่ยนชีวิต เราต้องเปลี่ยนตำแหน่งคำว่า “แต่” เสียใหม่

“ฉันไม่รู้ว่าจะทำได้ไหม แต่ พระเจ้าสัญญาว่าจะประทานสิ่งที่จำเป็นให้ตามความไพบูลณ์ของพระองค์”

“ฉันหมดหนทาง แต่ พระเจ้าจะประทานให้เกินกว่าที่เราจะคาดหรือคิดได้”

“ฉันรู้สึกสิ้นหวัง แต่ พระเจ้าไม่เคยให้คนชอบธรรมต้องคลอนแคลนเลย”

เราต้องวางตำแหน่งพระเจ้าให้ถูกต้อง ไม่ใช่ให้พระเจ้าทำตามใจเรา แต่ให้เราทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า และเมื่อนั้นเราจะเห็นแผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ เห็นสวรรค์บนโลก เห็นนิรันดร์กาลในปัจจุบัน แล้วพระเจ้าจะเสด็จมาเยี่ยมเยียนเรา

“จงละความกังวลทุกอย่างของพวกท่านไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย” 1 เปโตร 5:7


ถ้าหากสนใจอยากรู้เรื่องราวของการเป็นคริสเตียน สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่หัวข้อ เริ่มต้นการเป็นคริสเตียน หรือถ้าหากมีคำถามก็สามารถเมลมาสอบถามได้ที่ christiansiam@gmail.com

ค้นหาความจริง

เริ่มต้นการเป็นคริสเตียน

เกี่ยวกับเรา

เว็บสยามคริสเตียน (Siam Christian) เป็นเว็บส่วนบุคคลที่ไม่ขึ้นกับองค์กรหรือหน่วยงานใด ๆ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ผู้ที่สนใจเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้า พระเยซู คริสเตียน หรือคริสตจักรต่าง ๆ ในประเทศไทย หากท่านมีคำถามหรือมีข้อเสนอแนะอะไรก็สามารถอีเมลมาพูดคุยกับเราได้ที่ christiansiam@gmail.com