พระเจ้ามีจริงหรือ โลกที่เราอยู่เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญหรือมีผู้สร้าง
ความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก แต่ความรักใหญ่ที่สุด
1 โครินธ์ 13:13

> บทความคริสเตียน > ประสบการณ์ในวันคริสต์มาส

ประสบการณ์ในวันคริสต์มาส

เรียบเรียงโดย พายุแห่งความเปรมปรีดิ์

ในเมืองนอกเวลาที่ทารกใกล้จะคลอด เขาจะมีธรรมเนียมหนึ่งที่เรียกว่า Baby Shower (เบบี้ ชาวเออร์) เป็นงานเลี้ยงฉลองทารกที่ใกล้จะคลอด และคนที่มานั้นก็จะนำของต่าง ๆ มาให้ว่าที่คุณแม่เพื่อต้อนรับเด็กน้อยที่กำลังจะเกิดมา สมมติว่าพระเยซูกำลังจะมาเกิดในวันคริสต์มาสนี้ และเราได้รับเลือกให้เป็นคนเชิญแขกต่าง ๆ เพื่อมางาน ซึ่งไม่ใช่งาน Baby Shower (เบบี้ ชาวเออร์) แต่เป็นงานฉลองที่จัดในวันที่พระเยซูประสูติ เพื่อที่คนต่าง ๆ จะได้ชื่นชม “พระกุมารเยซู” ผู้ซึ่งพระเจ้าได้ประทานให้ตามคำสัญญา ตามคำพยากรณ์ตั้งแต่อดีตนานมา คำถามคือ เราคิดว่าเราจะชวนใครมางานในวันนั้น?

งานยิ่งใหญ่ขนาดนี้เราคงจะเชิญคนใหญ่คนโตมาร่วมงานอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นคณะรัฐบาล ผู้นำของบ้านเมือง ผู้นำทางศาสนา รวมทั้งคนที่มีชื่อเสียงในแวดวงต่าง ๆ ของเมืองไทย และงานนี้คงมีการถ่ายทอดสดอย่างยิ่งใหญ่ทางช่องทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์ รวมถึงสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อให้สมพระเกียรติกับการเสด็จมาของ “พระผู้ช่วยโลกให้รอด"

ประสบการณ์ในวันคริสต์มาส

ใน ลูกา 2:1 – 20 ได้บันทึกเรื่องราวคริสต์มาสแรกเมื่อสองพันกว่าปีก่อน เป็นที่น่าสนใจว่าพระเจ้าไม่ได้เชิญคนที่มีชื่อเสียง ไม่ได้เชิญคนใหญ่คนโตมาร่วมงานแต่อย่างใด พระเจ้าไม่ได้เชิญกษัตริย์ในยุคนั้น ไม่ได้เชิญปุโรหิตหรือพวกธรรมาจารย์ซึ่งเป็นผู้ที่รู้จักบทบัญญัติ รู้จักพระคัมภีร์เป็นอย่างดี แต่พระองค์กลับเชิญคนเลี้ยงแกะมาร่วมงาน ซึ่งเราไม่รู้จักชื่อคนเลี้ยงแกะเหล่านี้ว่าเป็นใคร มาจากไหน และหลังจากพระคำตอนนี้ ก็ไม่มีการบันทึกถึงคนเลี้ยงแกะกลุ่มนี้อีกเลย

ในสมัยก่อนนั้นคนเลี้ยงแกะถือว่าเป็นคนที่ต่ำต้อยที่สุดในสังคม อาจจะเรียกได้ว่าเป็นกลุ่มคนที่คนยิวไม่ชอบก็ว่าได้ เพราะคนพวกนี้ต้องพาแกะไปหาแหล่งอาหารตามที่ต่าง ๆ ต้องเลี้ยงแกะตลอดเวลา 24 ชั่วโมง 7 วัน ไม่ได้หยุดพัก ไม่มีวันสะบาโต และนี่คือการละเมิดธรรมบัญญัติ การละเมิดวันสะบาโตถือว่ามีมลทิน คำถามก็คือ ทำไมพระเจ้าถึงได้เชิญคนเลี้ยงแกะมางานประสูติของพระเยซู? คำตอบนี้เราน่าจะเห็นได้จากการทำพระราชกิจของพระเยซู ซึ่งพระองค์เคยตรัสเอาไว้ว่า “คนปกติไม่ต้องการหมอ แต่คนเจ็บต้องการหมอ เรามิได้มาเพื่อจะเรียกคนชอบธรรม แต่มาเรียกคนบาปให้กลับใจเสียใหม่” มาระโก 2:17 พระเยซูทรงทำทุกสิ่งตามพระประสงค์ของพระเจ้า และนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่พระเจ้าเชิญคนเลี้ยงแกะมาในงาน เพราะคนเหล่านี้รู้ดีว่าตนเองเป็นคนบาป ไม่ได้เป็นคนชอบธรรมเหมือนคนยิวทั่ว ๆ ไป เป็นคนป่วยที่ต้องการหมอนั่นเอง

พระเจ้าได้ส่งทูตสวรรค์องค์หนึ่งให้มาบอกข่าวดีกับคนเลี้ยงแกะกลุ่มนี้ ว่าพระผู้ช่วยให้รอดมาบังเกิดที่เมืองดาวิด หลังจากนั้นก็มีทูตสวรรค์หมู่หนึ่งมาปรากฏพร้อมสรรเสริญพระเจ้าว่า “พระสิริจงมีแด่พระเจ้าในที่สูงสุด ส่วนบนแผ่นดินโลก สันติสุขจงมีท่ามกลางมนุษย์ทั้งหลายที่พระองค์โปรดปรานนั้น” เรามักจะเห็นภาพทูตสวรรค์หมู่ใหญ่ยืนร้องเพลงอยู่บนฟ้า และด้านล่างก็เป็นกลุ่มคนเลี้ยงแกะที่กำลังกลัวกับเหตุการณ์ประหลาดเบื้องหน้า หลาย ๆ คนมักคิดว่านี่คือคณะนักร้องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่ทูตสวรรค์เหล่านี้กำลังร้องเพลงจริงหรือ? พระคัมภีร์บอกเราแค่ว่าทูตสวรรค์เหล่านี้ “สรรเสริญพระเจ้า” ดังนั้น นี่อาจจะไม่ใช่การร้องเพลงก็เป็นได้!!

ประสบการณ์ในวันคริสต์มาส

พระคัมภีร์ได้บันทึกการร้องเพลงของทูตสวรรค์ในโยบ 38:7 “เมื่อเหล่าดาวรุ่งแซ่ซ้องสรรเสริญ และบรรดาบุตรพระเจ้าโห่ร้องด้วยความชื่นบาน” คำว่า “ดาวรุ่ง” ในที่นี้ก็คือทูตสวรรค์นั่นเอง ซึ่งในภาษาอังกฤษใช้คำว่า “When the morning stars sang together” นี่คือการร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าของเหล่าทูตสวรรค์เมื่อพระเจ้าทรงสร้างโลก นี่คือการร้องเพลงก่อนที่มนุษย์จะตกอยู่ในความบาป

อีกตอนที่มีการโต้เถียงกันว่าเป็นการร้องเพลงของทูตสวรรค์หรือไม่นั้น อยู่ใน วิวรณ์บทที่ 5 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่บันทึกถึงอนาคตเมื่อพระเยซูเสด็จกลับมาเป็นครั้งที่ 2 เป็นเหตุการณ์ที่พระเยซูกลับมาเพื่อรับมนุษย์ทุกคนที่เชื่อและวางใจในพระองค์ไปอยู่ร่วมกันกับพระองค์บนสวรรค์ จากพระคำตอนนี้ได้บอกว่าสิ่งมีชีวิตทั้งสี่และผู้อาวุโสยี่สิบสี่คนได้ร้องเพลงบทใหม่ ซึ่งในตอนนี้มีเหล่าทูตสวรรค์จำนวนมากที่อยู่รอบพระที่นั่ง รอบพวกสิ่งมีชีวิต และรอบบรรดาผู้อาวุโส ร้องเสียงดังสรรเสริญพระเจ้า นี่อาจจะเป็นการร้องเพลงหรือแค่การพูดสรรเสริญพระเจ้าของเหล่าทูตสวรรค์ก็เป็นได้

ไม่ว่าเหล่าทูตสวรรค์จะร้องเพลงในพระธรรมวิวรณ์หรือไม่ก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เราสังเกตได้ก็คือ การร้องเพลงบนโลกของบรรดาทูตสวรรค์นั้นจะเป็นช่วงแรกของการสร้างโลก และอาจจะเป็นช่วงสุดท้ายของโลกเก่า ซึ่งไม่ได้อยู่ในช่วงที่มนุษย์ตกเป็นทาสของความบาปเลย จึงมีการสันนิฐานว่าการสรรเสริญพระเจ้าในลูกานี้ไม่ได้เป็นการร้องเพลงแต่อาจจะเป็นการพูดของทูตสวรรค์ก็เป็นไปได้

การที่ไม่มีบันทึกถึงการร้องเพลงบนโลกนี้ของทูตสวรรค์ในช่วงเวลาแห่งความบาปนั้น อาจจะเป็นเพราะพระเจ้าต้องการให้เราทุกคนนมัสการพระองค์ ต้องการให้เราทุกคนร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ เพราะพระองค์ทรงคู่ควรแก่การสรรเสริญ คำถามก็คือ เราที่อยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยบาป และมีโอกาสที่จะร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าได้ทุกวัน เราสามารถนมัสการพระองค์ได้ทุกเวลา แล้วเราร้องเพลงนมัสการพระเจ้าบ่อยแค่ไหน? เรารักที่จะร้องเพลงสรรเสริญพระองค์หรือไม่? บางคนอาจจะอ้างว่าเพราะว่าตนเองร้องเพลงเพี้ยน เลยไม่อยากร้องเพลงนมัสการ แต่พระเจ้าไม่ได้ดูที่ผลของงาน พระองค์ทรงดูท่าทีภายในใจของเรา แล้ววันนี้เราได้ร้องเพลงนมัสการพระเจ้าหรือยัง?

กลับมาที่ชีวิตของคนเลี้ยงแกะที่กลางทุ่งหญ้า คนเลี้ยงแกะซึ่งมีชีวิตประจำวันอันแสนน่าเบื่อ แต่กลับเป็นกลุ่มคนที่พระเจ้าเลือกสรร เป็นกลุ่มคนที่ได้รับประสบการณ์วันคริสต์มาสแบบที่ไม่อาจคาดคิดได้ แม้ว่าเราจะอยู่คนละช่วงเวลากับคนเลี้ยงแกะเหล่านี้ แต่เราก็สามารถมีประสบการณ์ในวันคริสต์มาสแบบเดียวกับคนเลี้ยงแกะเหล่านี้ได้ และสิ่งที่คนเลี้ยงแกะได้ทำเพื่อตอบสนองต่อข่าวดีนี้ ก็ควรเป็นสิ่งที่เราทุกคนควรทำด้วยเช่นเดียวกัน ดังนี้

1. คาดหวังการทรงสถิตของพระเจ้า

ใน ข้อ 15 หลังจากที่ทูตสวรรค์จากไปแล้ว เหล่าคนเลี้ยงแกะพูดกันว่า “ให้เราไปยังเมืองเบธเลเฮมดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงแจ้งกับเรา” คำว่า “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น” เป็นสิ่งที่คนยิวทุกคนรู้เรื่องเป็นอย่างดี เด็กยิวทุกคนรู้ดีว่าพระเจ้าสัญญาว่าจะให้พระเมสสิยาห์มาเกิด และนี่คือสิ่งที่คนเลี้ยงแกะจะไปดูสิ่งที่พระเจ้าสัญญาไว้ พ่อแม่ชาวยิวได้บอกลูกหลานต่อมาเรื่อย ๆ ว่ามนุษย์ทำบาป แต่พระเจ้าจะส่งผู้ช่วยมา และคนเลี้ยงแกะรู้พระสัญญานี้เป็นอย่างดี คนเลี้ยงแกะไปด้วยความคาดหวังว่าจะพบกับพระเจ้า จะพบกับพระเยซูที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้

เช่นเดียวกับเราทุกคน เราควรให้ทุก ๆ วันของเราเป็นวันคริสต์มาส เป็นวันที่เราคาดหวังว่าจะได้พบกับพระเยซู เราควรคาดหวังให้พระเจ้านำเราในทุก ๆ วัน ในทุก ๆ ย่างก้าวที่เราเดิน คำว่า “อิมมานูเอล” แปลว่า พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับท่าน ดังนั้นทุก ๆ วัน เราควรคาดหวังให้พระเจ้าไปกับเรา สถิตกับเรา เหมือนกับที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ (อิสยาห์ 7:14)

ประสบการณ์ในวันคริสต์มาส

2. วางใจในการปกป้องของพระเจ้า

อยากให้เราลองนึกย้อนกลับไปยังบรรยากาศในคืนนั้น ในคืนที่เหล่าคนเลี้ยงแกะกำลังเฝ้าดูแลฝูงแกะตามปกติ จู่ ๆ ก็มีแสงจ้าล้อมรอบพวกเขาพร้อมกับเหล่าทูตสวรรค์ที่นำข่าวดีเรื่องการประสูติของพระเยซูมาแจ้งให้ทราบ ทูตสวรรค์ไม่ได้บอกคนเลี้ยงแกะเลยว่าต้องการให้พวกเขาทำอะไรต่อไป แต่เมื่อคนเลี้ยงแกะได้พูดคุยกันแล้ว พวกเขาก็รีบไปเมืองเบธเลเฮมเพื่อจะไปเฝ้าพระกุมารที่มาบังเกิดนั้น ในข้อ 16 บอกว่า “เขาก็รีบไป” แน่นอนว่าเขาคงต้องทิ้งเหล่าฝูงแกะเอาไว้ที่กลางทุ่งอย่างแน่นอน เพราะถ้าหากนำฝูงแกะไปด้วยคงจะรีบไม่ได้ ต้องใช้เวลาในการเดินทางอย่างมาก เพราะเป็นช่วงเวลากลางคืน การให้ฝูงแกะเดินทางในเวลานั้นค่อนข้างอันตราย เพราะแกะเป็นสัตว์สายตาสั้น อีกทั้งตอนนี้ในเบธเลเฮมต่างก็เต็มไปด้วยคนจำนวนมากที่มาเพื่อจดทะเบียนสำมะโนครัว หากคนเลี้ยงแกะมาพร้อมกับฝูงแกะจำนวนมากอาจจะเกิดความวุ่นวาย และผู้คนจำนวนมากอาจจะไม่ชอบใจก็เป็นได้ “แกะ” คือสิ่งสำคัญที่สุด แกะแค่ตัวเดียวก็นับว่าเป็นทรัพย์สินที่มีค่ามากสำหรับคนยากจนอย่างพวกเขา คำถามก็คือ หากเขารีบออกไปแล้วใครจะเป็นคนดูแลฝูงแกะเหล่านี้ละ?

คำตอบก็คือ คนเหล่านี้เชื่อว่าพระเจ้าสามารถปกป้องดูแลแกะทั้งหลายของเขาได้อย่างแน่นอน เพราะถ้าหากพระเจ้าสามารถให้ทูตสวรรค์มาบอกข่าวดีได้ เรื่องการดูแลแกะก็เป็นเรื่องเล็กน้อยมากสำหรับพระองค์ เขาทั้งหลายจึงรีบไปหาพระเยซู เพราะเขารู้ว่าการไปหาพระเยซูนั้นสำคัญกว่าการดูแลแกะมากมายนัก

แท้จริงแล้วการหาพระเยซูนั้นสำคัญกว่าหน้าที่การงาน สำคัญกว่าเงิน สำคัญกว่าบ้านหรือสิ่งของต่าง ๆ ในโลกนี้ ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการหาพระเยซู ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการได้พบกับพระองค์ เพราะแม้ว่าคนเลี้ยงแกะเหล่านี้จะเป็นผู้ดูแลแกะของเขา แต่พระเจ้าที่อยู่เบื้องบนทรงดูแลคนเลี้ยงแกะเหล่านี้อีกทีหนึ่ง อยากให้เราลองถามตัวเองดูว่า

สิ่งของต่าง ๆ ทุกอย่างที่เรามีนั้น มาจากไหน?

หน้าที่การงาน ทรัพย์สินเงินทองทั้งสิ้นที่เรามีนั้น ใครเป็นคนให้?

และใครคือคนที่คอยปกป้องเราในทุก ๆ วันของชีวิต?

คำตอบก็คือ พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นแหล่งแห่งทุกสิ่งในชีวิตของเรา เหมือนกับที่โยบบอกเอาไว้ว่าพระเจ้าทรงประทานและทรงเอาไป (โยบ 1:21) ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของพระองค์ เมื่อเราเข้าหาพระเยซู เราก็ไม่ต้องกังวลอะไร เพราะพระองค์จะทรงดูแลเราและสิ่งของของเราเป็นอย่างดี เหมือนกับคนเลี้ยงแกะที่ฝากสิ่งที่มีค่าที่สุดของเขาก็คือฝูงแกะที่อยู่กลางทุ่งไว้ให้พระเจ้าเป็นผู้ดูแล

ประสบการณ์ในวันคริสต์มาส

3. บอกเล่าข่าวดีในวันคริสต์มาส

ในข้อ 17 ได้บอกเอาไว้ว่าเมื่อพวกเขาได้เห็นพระเยซู พวกเขาก็เริ่มบอกข่าวดีนี้ให้แก่คนต่าง ๆ ว่า ในเมืองดาวิดพระผู้ช่วยให้รอดได้มาบังเกิดแล้ว แม้ว่าคนเหล่านี้จะไม่ได้เรียนหนังสือ แต่เขาก็เป็นคนกลุ่มแรกที่ประกาศข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซู ประกาศว่าพระผู้ช่วยให้รอดของโลกได้มาบังเกิดเพื่อเราทุกคน

นี่คือสิ่งที่บอกว่าเรามีประสบการณ์ในวันคริสต์มาส คือเรามีความชื่นชมยินดีในทุก ๆ วัน เหมือนคนเลี้ยงแกะที่ดีใจที่พระผู้ช่วยให้รอดได้มาบังเกิด เพราะเรารู้ว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าองค์อิมมานูเอล เป็นพระเจ้าที่อยู่ด้วยกับเรา เป็นพระเจ้าที่ทรงนำชีวิตเรา ทรงปกป้องเราในทุกย่างก้าวของชีวิต และความชื่นชมยินดีนี้ได้ท่วมล้นในใจจนเก็บไว้คนเดียวไม่ได้ แต่ได้บอกกล่าวข่าวดีนี้ให้คนอื่น ๆ ได้มีโอกาสร่วมชื่นชมยินดีกับเราด้วย อย่าให้คริสต์มาสนี้หยุดอยู่แค่วันที่ 25 ธันวาคม ของทุกปีเท่านั้น แต่ให้ชีวิตเราสะท้อนประสบการณ์ในวันคริสต์มาสแรกนั้น ให้คนที่อยู่รอบข้างได้เห็นและให้เขาได้มีโอกาสไปหาพระเยซูเหมือนกับที่คนเลี้ยงแกะได้มีโอกาสนั้น

“นี่แน่ะ หญิงสาวคนหนึ่งจะตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และคนจะเรียกนามของเขาว่า อิมมานูเอล” อิสยาห์ 7:14


ถ้าหากสนใจอยากรู้เรื่องราวของการเป็นคริสเตียน สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่หัวข้อ เริ่มต้นการเป็นคริสเตียน หรือถ้าหากมีคำถามก็สามารถเมลมาสอบถามได้ที่ christiansiam@gmail.com

ค้นหาความจริง

เริ่มต้นการเป็นคริสเตียน

เกี่ยวกับเรา

เว็บสยามคริสเตียน (Siam Christian) เป็นเว็บส่วนบุคคลที่ไม่ขึ้นกับองค์กรหรือหน่วยงานใด ๆ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ผู้ที่สนใจเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้า พระเยซู คริสเตียน หรือคริสตจักรต่าง ๆ ในประเทศไทย หากท่านมีคำถามหรือมีข้อเสนอแนะอะไรก็สามารถอีเมลมาพูดคุยกับเราได้ที่ christiansiam@gmail.com