พระเจ้ามีจริงหรือ โลกที่เราอยู่เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญหรือมีผู้สร้าง
ความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก แต่ความรักใหญ่ที่สุด
1 โครินธ์ 13:13

> บทความคริสเตียน > บทเรียนจากพายุ

บทเรียนจากพายุ

เรียบเรียงโดย พายุแห่งความเปรมปรีดิ์

เราคงคุ้นเคยกับคำว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” หรือ “คนดีผีคุ้ม” คำต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนถึงสิ่งดี ๆ ที่เราจะได้รับเมื่อเราทำความดี เมื่อเราเป็นคนดี เราส่วนใหญ่คิดว่าหากเราทำดี ชีวิตเราก็จะได้ดีด้วย แต่นี่ไม่ใช่สัจธรรมของชีวิต เพราะเราเห็นในโลกความเป็นจริงบ่อย ๆ ว่าคนทำชั่วแล้วได้ดีมีถมไป คนทำดีแต่กลับพบปัญหามากมาย นั่นก็เพราะว่าโลกนี้เต็มไปด้วยความบาป เต็มไปด้วยการทำตามใจตนเอง เต็มไปด้วยการเห็นประโยชน์ของตนเองเป็นสำคัญ

ในการดำเนินชีวิตคริสเตียนก็เช่นเดียวกัน บางครั้งเราก็มักคิดว่าถ้าหากเราดำเนินชีวิตตามพระคำพระเจ้า ถ้าหากเราทำตามน้ำพระทัยพระองค์ ชีวิตของเราก็จะราบรื่น ชีวิตของเราก็จะไม่ประสบกับปัญหา แต่นั่นคือสิ่งที่พระเจ้าสัญญากับเราหรือ? พระเจ้าไม่เคยสัญญาว่าเมื่อเชื่อในพระองค์แล้วชีวิตจะไม่มีปัญหา ไม่เคยสัญญาว่าเมื่อทำตามน้ำพระทัยของพระองค์แล้วชีวิตจะราบรื่น แต่พระองค์ทรงสัญญาว่าจะไม่ละหรือทอดทิ้งเราเลย (ฮิบรู 13:5) พระองค์จะอยู่ด้วยกับเราท่ามกลางปัญหานั้น และพระองค์จะทรงช่วยเรา พระองค์จะไม่ให้เราพบกับปัญหาเกินกว่าที่เราจะทนได้ ( 1 โครินธ์ 10:13)

บทเรียนจากพายุ

ใน มาระโก 4:35 – 41 เป็นเรื่องที่เราหลาย ๆ คนคุ้นเคยกันดี เป็นเรื่องของพระเยซูที่บอกให้สาวกพาพระองค์ข้ามทะเลสาบกาลิลีไปอีกฝั่งหนึ่ง พระเยซูทรงบรรทมหลับในขณะที่อยู่ในเรือนั้น และระหว่างทางเรือก็พบกับพายุใหญ่จนใกล้จม สาวกก็มาปลุกพระเยซู พระองค์จึงห้ามพายุนั้น และพายุก็สงบลง ทุกคนถึงฝั่งอย่างปลอดภัย หลาย ๆ คนชื่นชอบกับบทเรียนที่ว่าพระเยซูสามารถห้ามพายุได้ ไม่ใช่แค่พายุจริง ๆ เท่านั้น แต่เป็นพายุแห่งปัญหาใหญ่ที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตของเราด้วย ดังนั้นเราจึงสามารถวางใจ วางปัญหาต่าง ๆ ไว้ที่พระองค์ นี่คือสิ่งที่เราทั้งหลายคุ้นเคย แม้ว่าสิ่งนี้จะเป็นความจริงก็ตาม แต่นี่คือสิ่งที่มาระโกกำลังบอกเราหรือไม่?

ใน ข้อ 35 พระเยซูสั่งสาวกว่า “ให้พวกเราข้ามไปฝั่งโน้นเถิด” เป็นที่น่าสังเกตว่าคำสั่งของพระเยซูนั้นไม่มีรายละเอียดอะไร บอกแค่ว่าให้ข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง แต่ไม่ได้บอกว่าข้ามไปตำแหน่งไหน ตลอดพระคัมภีร์รวมทั้งในปัจจุบันด้วย เรามักเห็นพระเจ้าทำงานแบบนี้ คือบอกให้ออกไป แต่ไม่มีรายละเอียด เรามีแต่พระคำที่บอกว่าพระองค์คือใคร พระองค์ทำอะไร แต่ไม่มีรายละเอียดในการให้เราทำอะไร เพราะพระเจ้าต้องการให้เราออกไปโดยความเชื่อ เพราะถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว จะเป็นที่พอพระทัยพระเจ้าไม่ได้เลย (ฮิบรู 11:6)

เมื่อเราเดินบนเส้นทางของชีวิต แน่นอนว่าเป้าหมายหรือความสำเร็จย่อมเป็นสิ่งสำคัญ แต่ในบางครั้งเส้นทางที่เราเดินไปนั้นก็สำคัญกว่าเป้าหมาย โดยเฉพาะในพระคำตอนนี้ พระเยซูต้องการจะเปิดเผยบางอย่างให้สาวกของพระองค์ได้รู้ พระเยซูต้องการจะเพิ่มเติมความเชื่อ เพิ่มความมั่นใจให้กับคนเหล่านี้ เพื่อที่เขาจะได้เป็นแบบอย่างให้กับผู้เชื่อทั้งปวง เพื่อที่เขาจะได้เป็นพยานเรื่องราวของพระองค์ไปยังสุดปลายแผ่นดินโลก ดังนั้นไม่ว่าเป้าหมายเราจะเป็นอะไรก็ตาม พระเจ้าต้องการให้เราดู ณ เวลานี้ด้วย เพราะเวลานี้เป็นโอกาสที่ดีที่พระเจ้าต้องการจะสอนและเปลี่ยนแปลงเราให้เป็นเหมือนกับพระองค์มากยิ่งขึ้น

จะเห็นได้ว่าสิ่งที่สาวกทำนั้นเป็นการทำตามพระคำของพระเจ้า เป็นการทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ นั่นก็คือการแล่นเรือพาพระองค์ไปยังอีกฝั่งหนึ่ง แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อพวกเขากำลังทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า นั่นก็คือมีพายุใหญ่พัดเข้ามาและเรือใกล้จะจมน้ำแล้ว พายุไม่ได้บอกว่าเราออกจากน้ำพระทัยพระเจ้าหรือไม่ เพราะไม่ว่าเราจะทำหรือไม่ทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า เราก็อาจจะเจอพายุหรือมรสุมของชีวิตได้ พายุคือสถานการณ์ที่เราคาดการณ์ไม่ได้ที่เข้ามาคุกคามชีวิตของเรา และชีวิตเราอยู่บนเส้นด้าย เราไม่รู้ว่าจะผ่านไปได้หรือไม่ และพายุนี้เองที่จะทำให้เรามีความเชื่อมากขึ้น

บทเรียนจากพายุ

ใน ข้อ 37 – 38 บอกว่ามีพายุใหญ่เกิดขึ้นจนเรือใกล้จะจม แต่พระเยซูทรงหลับอยู่ พวกสาวกจึงมาปลุกพระเยซู มาระโกต้องการสื่อว่าพระเยซูทรงเป็นมนุษย์ 100% และเป็นพระเจ้า 100% เพราะถ้าเราพิจารณาให้ดีวันนี้คงเป็นวันที่เหนื่อยมากสำหรับพระองค์ เพราะพระเยซูทรงสั่งสอนฝูงชนที่ฝั่งทะเล มีคนจำนวนมากมาเฝ้าพระองค์ พอตกเย็นพระองค์คงจะเหนื่อยมาก จึงได้หลับไประหว่างการเดินทางข้ามฝากไปอีกฝั่งหนึ่ง และนี่เป็นเพียงตอนเดียวที่บันทึกในพระคัมภีร์ว่าพระเยซูทรงหลับ และทรงหลับท่ามกลางวิกฤติที่เกิดขึ้นกับเหล่าสาวกของพระองค์ นี่อาจจะไม่ใช่แค่การหลับเพราะความเหน็ดเหนื่อยเท่านั้นก็เป็นได้ แต่เป็นการหลับเพื่อที่จะช่วยยกระดับความเชื่อของเหล่าสาวกให้เติบโตและเข้มแข็งขึ้น

หลายคนเคยอ่านพระคำตอนนี้และคิดว่าทำไมสาวกเหล่านี้ถึงขาดความเชื่อนัก ทำไมพวกเขาถึงกลัว อย่าลืมซิว่าพระเยซูทรงอยู่ในเรือ แต่ถ้าเราลองดูให้ดี เราก็จะเข้าใจว่าทำไมสาวกเหล่านี้ถึงกลัวนักหนา

ทะเลสาบกาลิลีนั้นเป็นทะเลสาบกว้างประมาณ 13 กิโลเมตร ยาวประมาณ 21 กิโลเมตร ส่วนที่ลึกที่สุดของทะเลสาบลึกประมาณ 43 เมตร ทะเลสาบกาลิลีเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่อยู่ระดับต่ำที่สุดในโลก คืออยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึงประมาณ 200 เมตร รอบ ๆ ทะเลสาบรายล้อมไปด้วยภูเขา ดังนั้นเมื่อลมเย็นจากภูเขาพัดมาเจอกับความร้อนที่ระเหยออกมาจากน้ำเบื้องล่าง จึงทำให้เกิดพายุได้บ่อย ๆ ในแบบที่ไม่ได้ตั้งตัว อย่างไรก็ตามสภาพอากาศแบบนี้คงเป็นที่คุ้นเคยของบรรดาเหล่าสาวกของพระเยซู เพราะอย่าลืมว่าคนเหล่านี้มีอาชีพเป็นชาวประมง เขาคงเคยนั่งเรือข้ามฟากจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่งแบบนับไม่ถ้วน และก็คงเคยพบเจอกับพายุในทะเลสาปนี้มาอย่างมากมาย แต่พายุที่พบในตอนนี้ไม่เหมือนกับที่เคยพบ เพราะมีความรุนแรงมากจนเรือเกือบจะจม อยากให้เราลองคิดดูว่าพายุขนาดที่ทำให้ชาวประมงมืออาชีพเหล่านี้กลัวรนรานได้ น่าจะไม่ใช่พายุธรรมดา ๆ อย่างแน่นอน และความไม่ธรรมดานี่เองที่ทำให้เขาลืมไปว่าพระเยซูที่อยู่ในเรือกับพวกเขานั้นคือผู้ใด

บนเส้นทางของชีวิตก็เช่นเดียวกัน วันนี้ทะเลอาจจะนิ่งสงบ แต่ใครจะรู้ พรุ่งนี้อาจจะมีพายุใหญ่พัดเข้ามาถาโถมชีวิตของเราโดยที่เราไม่ทันได้ตั้งตัวก็เป็นได้ ซึ่งโดยปกตินั้น ในท่ามกลางพายุ ท่ามกลางวิกฤติของชีวิต เราจะพบเจอพายุ 3 แบบ ที่คุกคามชีวิตของเรา

1. พายุหรือ "สถานการณ์" ที่เราควบคุมไม่ได้

จะเห็นได้ว่าเหล่าสาวกไม่สามารถควบคุมคลื่นและลมที่พัดอย่างบ้าคลั่งได้ คลื่นจำนวนมากกำลังพัดเข้าเรือจนทำให้เรือใกล้จม นี่เป็นสถานการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา แม้ว่าเราอยู่ในน้ำพระทัยพระเจ้า เราทำตามสิ่งที่พระเจ้าบอกให้ทำ แต่ก็ยังต้องพบเจอกับพายุหรือสถานการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา และเรากำลังจะสิ้นหวัง

2. พายุทำให้เรากลัว เราควบคุม "อารมณ์" ไม่ได้

ลองนึกภาพเหล่าสาวกที่กำลังช่วยกันประคับประคองเรือ ช่วยกันเอาน้ำออกจากเรือ และเมื่อรู้ว่าพายุนี้เกินที่จะต้านทานได้ ความกลัวรนรานก็ได้เข้ามาแทนที่ เราไม่ได้มีแค่พายุที่เป็นสถานการณ์ที่ถาโถมเข้ามาในชีวิต แต่เป็นพายุด้านอารมณ์ที่ทำให้เรากลัว เพราะเราเล็งเห็นผลลัพธ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในภายหน้า พายุเหล่านี้อาจจะเป็นพายุด้านเศรษฐกิจ ด้านความสัมพันธ์ ด้านหน้าที่การงาน จนทำให้เรารู้สึกวิตกกังวล รู้สึกกลัวกับอนาคต ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับเรา เป็นอารมณ์ที่เราควบคุมไม่ได้

บทเรียนจากพายุ

3. พายุ "ฝ่ายวิญญาณ"

เหล่าสาวกพากันไปปลุกพระเยซูให้ตื่นพร้อมกับถามพระองค์ว่า “พระอาจารย์ พระองค์ไม่ทรงเป็นห่วงว่าพวกเรากำลังจะพินาศหรือ?” หลายครั้งเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นและเราไม่ได้ยินเสียงตอบจากพระเจ้า ความสงสัยก็จะเข้ามาแทนที่ เราอาจสงสัยว่าพระเจ้ายังรักเราหรือ พระองค์ยังห่วงใยเราหรือ และนาน ๆ เข้าเมื่อความสงสัยทวีมากขึ้น เราอาจถึงขั้นสงสัยว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าจริงหรือ? พระองค์สามารถช่วยเราได้แน่หรือ? และนี้คือปัญหาฝ่ายจิตวิญญาณที่จะตามมารบกวนชีวิตของเรา

ใน ข้อ 39 พระเยซูจึงลุกขึ้นห้ามลมและตรัสกับทะเลว่า “จงสงบเงียบ” พระเยซูพูดกับใคร? พระเยซูพูดกับสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญ พูดกับคลื่น ลมและพายุ พระเยซูพูดกับสถานการณ์ที่สร้างปัญหาให้สงบ เมื่อเราอยู่กับปัญหา เราก็ไม่ได้อยู่กับพระสัญญา และเมื่อปัญหาควบคุมเรา เราก็ล้มเหลว พระเยซูไม่ต้องการให้สถานการณ์ชนะพระคำพระองค์ ไม่ต้องการให้ปัญหาชนะการทรงอยู่ด้วยของพระองค์ ปกติเวลาพายุพัดมาและผ่านไป มันจะไม่สงบทันทีทันใด มันจะมีลมที่ค่อย ๆ อ่อนลง คลื่นที่รุนแรงก็จะค่อย ๆ เบาลง และต้องใช้เวลากว่าคลื่นในน้ำจะสงบเหมือนเวลาปกติ แต่ในตอนนี้ ลมก็หยุดพัด และน้ำนิ่งสงบทันที จะเห็นได้ว่าสำหรับพระเยซูแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ดังนั้นเมื่อเราอยู่ท่ามกลางพายุ ท่ามกลางปัญหา ให้ระลึกเสมอว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับพระองค์

บทเรียนจากพายุ

ใน ข้อ 40 พระเยซูถามเหล่าสาวกว่า “ทำไมพวกเจ้ากลัว? พวกเจ้าไม่มีความเชื่อหรือ?” พระเยซูรู้ว่าสิ่งที่ปลุกพระเยซูให้ตื่นนั้นคือความกลัว คือการขาดความเชื่อของเหล่าสาวก พระเยซูถามคำถามพวกเขาเพื่อเตือนเขาให้ระลึกว่าพระองค์คือผู้ใด

ใน ข้อ 41 บอกว่า พวกเขาก็เกรงกลัวอย่างยิ่ง และพูดกันว่า “ท่านผู้นี้เป็นใครกันหนอ? ขนาดลมกับทะเลยังเชื่อฟังท่าน?” และนี่คือสิ่งที่มาระโกตั้งใจที่จะบอกเราในตอนนี้ นั่นก็คือพระเยซูทรงเป็นพระเจ้า แม้ว่ามาระโกจะไม่ได้พูดตรง ๆ แต่เขาใช้วิธีถามคำถามเพื่อที่จะสื่อถึงคนที่อ่านว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้า เพราะนี่คือสิ่งที่พระเจ้าเท่านั้นสามารถทำได้ ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถควบคุมธรรมชาติได้นอกจากพระเจ้าผู้ทรงสร้างธรรมชาตินั้น และพระเยซูต้องการจะบอกเหล่าสาวกของพระองค์ในตอนนั้นด้วยเช่นเดียวกันว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า 100% ที่มาเกิดบนโลกนี้ตามคำพยากรณ์ที่มีในพระคัมภีร์ พระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นผู้ที่เขาจะไว้วางใจได้

พระเยซูต้องการให้เราทุกคนรู้ว่าพระองค์คือผู้ใดและพระองค์ทรงควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีสิ่งใดที่เกิดขึ้นนอกเหนืออำนาจของพระองค์ ดังนั้นไม่มีสิ่งใดที่เกิดขึ้นกับเราที่พระเจ้าไม่รู้ ที่พระเจ้าไม่อนุญาต พระเจ้าทรงควบคุมสถานการณ์อยู่ และพระเจ้าทรงรักเรา และต้องการให้สิ่งที่ดีกับเรา พระองค์ทรงอยู่ในเรือกับเราท่ามกลางพายุนั้น ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น พระองค์ทรงจัดการได้ และพระองค์ต้องการให้เราตอบสนองพระองค์ด้วยความเชื่อ ไม่ว่าเราจะเจอสถานการณ์อะไรก็ตาม อย่ากลัว เพราะพระองค์ทรงอยู่ในเรือกับเรา

“บ้างก็ลงเรือไปในทะเล ทำอาชีพอยู่บนน้ำกว้างใหญ่ เขาทั้งหลายได้เห็นพระราชกิจของพระยาห์เวห์ คือการอัศจรรย์ต่างๆ ในที่น้ำลึก เพราะพระองค์ทรงบัญชาให้เกิดลมพายุซึ่งโหมให้คลื่นทะเลกำเริบ คนเหล่านั้นถูกซัดขึ้นไปสู่ท้องฟ้า และลงไปสู่ที่ลึก จิตใจของเขาฝ่อไปในเหตุร้ายของเขา เขาทั้งหลายถลาและโซเซไปอย่างคนเมา และหมดปัญญา เมื่อมีความทุกข์ลำบาก เขาทั้งหลายได้ร้องทูลพระยาห์เวห์ แล้วพระองค์ทรงนำเขาออกจากความทุกข์ใจ พระองค์ทรงทำให้พายุสงบลง และคลื่นทะเลก็นิ่ง แล้วเขาทั้งหลายก็ยินดีเพราะมีความสงบ และพระองค์ทรงนำเขามาถึงเมืองท่าที่เขาปรารถนา ให้เขาทั้งหลายขอบพระคุณพระยาห์เวห์ เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ เพราะการอัศจรรย์ต่าง ๆ ของพระองค์ที่มีต่อมนุษย์ทั้งหลาย ให้เขาทั้งหลายยกย่องพระองค์ในการชุมนุมของประชาชน และสรรเสริญพระองค์ในที่ประชุมของผู้อาวุโส” สดุดี 107:23-32


ถ้าหากสนใจอยากรู้เรื่องราวของการเป็นคริสเตียน สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่หัวข้อ เริ่มต้นการเป็นคริสเตียน หรือถ้าหากมีคำถามก็สามารถเมลมาสอบถามได้ที่ christiansiam@gmail.com

ค้นหาความจริง

เริ่มต้นการเป็นคริสเตียน

เกี่ยวกับเรา

เว็บสยามคริสเตียน (Siam Christian) เป็นเว็บส่วนบุคคลที่ไม่ขึ้นกับองค์กรหรือหน่วยงานใด ๆ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ผู้ที่สนใจเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้า พระเยซู คริสเตียน หรือคริสตจักรต่าง ๆ ในประเทศไทย หากท่านมีคำถามหรือมีข้อเสนอแนะอะไรก็สามารถอีเมลมาพูดคุยกับเราได้ที่ christiansiam@gmail.com