พระเจ้ามีจริงหรือ โลกที่เราอยู่เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญหรือมีผู้สร้าง
ความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก แต่ความรักใหญ่ที่สุด
1 โครินธ์ 13:13

> บทความคริสเตียน > สะพานแห่งความเชื่อ

สะพานแห่งความเชื่อ

เรียบเรียงโดย พายุแห่งความเปรมปรีดิ์

ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นต้องการยึดครองภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซี่งในขั้นแรกของการบุกภูมิภาคนี้นั้นได้ทำการตั้งกองบัญชาการใหญ่ที่สิงคโปร์ จากนั้นได้ขอใช้ไทยเป็นทางผ่านเพื่อจะเข้าไปตีกองทัพอังกฤษที่อยู่ในประเทศพม่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ทางญี่ปุ่นได้ใช้แรงงานเชลยศึกของฝั่งสัมพันธมิตรเพื่อสร้างทางรถไฟจากราชบุรีเข้าไปที่ประเทศพม่า โดยผ่านจังหวัดกาญจนบุรีไปจนถึงด่านเจดีย์สามองค์ จุดหมายปลายทางก็คือเมืองตันบูซายัดในประเทศพม่านั่นเอง ในการสร้างทางรถไฟสายนี้นั้น อุปสรรคสำคัญก็คือแม่น้ำแคว ทำให้ต้องมีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแควเพื่อที่จะได้ข้ามฟากจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่งได้ สะพานข้ามแม่น้ำแควจึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่จะทำให้ภารกิจนี้ประสบความสำเร็จ ความสำคัญของสะพานข้ามแม่น้ำแควนี้เองทำให้เป็นเป้าหมายในการจู่โจมของฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งได้มีการทิ้งระเบิดทำลายสะพานหลายต่อหลายครั้ง แต่กองทัพญี่ปุ่นก็พยายามซ่อมแซมและสร้างใหม่ให้สามารถใช้การได้เสมอมา สะพานข้ามแม่น้ำแควได้เปิดทำการใช้เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2486 จนสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง และในปี 2489 รัฐบาลไทยได้ทำการซ่อมแซมจนสามารถใช้การได้จนถึงปัจจุบัน

สะพานแห่งความเชื่อ

เช่นเดียวกับการเดินทางฝ่ายจิตวิญญาณ หากเราต้องการข้ามฝั่งจาก “ชีวิตตามธรรมชาติ” ไปยังฝั่ง “ชีวิตที่เหนือธรรมชาติ” นั้น เราจำเป็นต้องมีสะพานเพื่อที่จะข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามได้ และพระเจ้าเองเป็นผู้สร้างสะพานนี้ให้เรา โดยเรียกสะพานนี้ว่า “ความเชื่อ” สะพานนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินชีวิตคริสเตียน จึงไม่น่าแปลกใจที่สะพานแห่งนี้ตกเป็นเป้าจู่โจมของมารซาตานเสมอมา เพราะหากเราไม่มีความเชื่อแล้ว เราก็คงดำเนินชีวิตตามฝั่งธรรมชาติ ตามที่ตาเรามองเห็น ตามที่คนอื่น ๆ ทั่วไปมีประสบการณ์นั่นเอง

ใน มาระโก 9:14 – 29 เป็นเรื่องราวของพ่อที่มีลูกป่วยเพราะโดนผีเข้าสิง เมื่อไรก็ตามที่มันเข้าสิง มันจะทำให้ลูกของเขาล้มชัก น้ำลายฟูมปาก พ่อคนนี้ได้นำลูกชายของตนมาหาสาวกของพระเยซูเพื่อให้เขาช่วยรักษาลูกของเขาให้หาย แต่สาวกของพระเยซูไม่สามารถขับผีให้ออกไปได้ เมื่อพระเยซูเสด็จมาถึงและทราบเรื่อง พระองค์จึงตรัสว่า “โอ นี่เป็นยุคที่ขาดความเชื่อ เราจะต้องอยู่กับพวกท่านนานแค่ไหน? และจะต้องอดทนกับพวกท่านนานเพียงไร?” จากนั้นพระเยซูจึงขับไล่ผีให้ออกไปและลูกชายของเขาก็กลับมาเป็นปกติ

1. อย่าให้คนอื่นทำให้เราสงสัยในพระเจ้า

ใน ลูกา 9:1 – 2 บอกว่าพระเยซูทรงเรียกสาวก 12 คนมา และประทานสิทธิอำนาจให้พวกเขาสามารถขับผีและรักษาโรคได้ พระเยซูทรงใช้สาวกเหล่านี้ออกไปประกาศเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า และรักษาคนเจ็บป่วยต่าง ๆ ให้หาย พ่อของเด็กคนนี้ได้นำตัวลูกชายมาหาสาวกของพระเยซู และขอให้เขารักษาลูกของตนให้หาย แต่สาวกกลับทำไม่ได้ ซึ่งในสมัยนั้นมีคนรู้จักพระเยซูจำนวนมาก และอาจจะมีคนติดตามพระเยซูจำนวนไม่น้อย สาวก 12 คนนี้นับได้ว่าเป็นคนที่พิเศษกว่าคนติดตามพระเยซูแบบทั่วไป เพราะเป็นคนที่พระองค์ทรงเลือก เป็นคนที่ใกล้ชิดกับพระเยซู การที่สาวกของพระเยซูไม่สามารถรักษาลูกชายที่มีผีเข้าสิงได้ อาจทำให้พ่อคนนี้มีความสงสัยในฤทธิ์อำนาจของพระเยซูด้วยเช่นเดียวกัน ทำให้พ่อคนนี้พูดกับพระเยซูว่า “ถ้าท่านสามารถช่วยได้ก็โปรดสงสารและช่วยเราทั้งสองด้วย”

สะพานแห่งความเชื่อ

เช่นเดียวกับชีวิตของเรา เราอาจจะมองคนบางคน มองอาจารย์บางท่านว่าเป็นคนที่มีชีวิตติดสนิทกับพระเจ้า เป็นคนพิเศษมากกว่าคนอื่น ๆ ทั่ว ๆ ไปในด้านฝ่ายจิตวิญญาณ เราอาจจะขอให้คนเหล่านี้ช่วยอธิษฐานเผื่อ หรือช่วยเหลืออะไรเราบางอย่างฝ่ายจิตวิญญาณ เราอาจจะมีปัญหาด้านเศรษฐกิจ มีปัญหาด้านธุรกิจที่ต้องการความช่วยเหลือ เราอาจจะเป็นโรคที่หมอบอกว่าไม่มีทางรักษาได้ เราอาจจะติดยาหรือเสพติดอะไรบางอย่างและไม่สามารถเลิกได้ เราได้พึ่งพาผู้นำฝ่ายวิญญาณให้อธิษฐานเผื่อ เราได้ขอคำปรึกษาว่าจะดำเนินชีวิตอย่างไร แต่ผลคือ เรายังคงวนเวียนกับปัญหาเดิม ๆ แบบไม่เคยจบสิ้น และนี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เราสงสัยพระเจ้า สงสัยว่าพระองค์มีฤทธิ์อำนาจจริงหรือ สงสัยว่าพระองค์ทำได้แน่หรือ สงสัยว่าพระเจ้ามีจริงหรือ อย่างไรก็ตาม พระคำตอนนี้ได้สอนเราว่า แม้ว่าผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณที่พระเจ้าประทานสิทธิอำนาจให้จะช่วยเหลือเราไม่ได้ แต่พระเจ้ายังทรงเป็นพระเจ้าเหมือนเดิม พระองค์ยังทรงประกอบด้วยฤทธิ์อำนาจที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง อย่าให้การกระทำของมนุษย์ทำให้เราขาดความเชื่อ อย่าให้เราสงสัยในพระเจ้า และอย่าให้เราถามคำถามเดียวกับพ่อคนนี้คือ “ถ้าท่านสามารถช่วยได้ก็โปรดสงสารและช่วยเราทั้งสองด้วย”

2. พระเยซูทรงจัดการปัญหาที่ต้นตอ

โรคภัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเรานั้นอาจมีสาเหตุมาจากเชื้อโรคหรือความผิดปกติของร่างกาย แต่ในบางครั้งนั้นโรคที่เราเป็นอยู่อาจจะมีมารซาตานอยู่เบื้องหลังความเจ็บป่วยก็เป็นได้ สิ่งสำคัญคือต้องมองให้ออกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากอะไร จากวิญญาณชั่ว หรือจากร่างกายที่มีปัญหา พระเยซูทรงจัดการที่ต้นตอ พระองค์ทรงรู้ว่านี่คือสงครามฝ่ายจิตวิญญาณ พระเยซูทรงตรัสสั่งว่า “เจ้าผีใบ้หูหนวก เราสั่งให้เจ้าออกจากตัวเขา และอย่ากลับเข้ามาสิงในตัวเขาอีก” (ข้อ 25) พระเยซูทรงตรัสอย่างเจาะจงว่า “เจ้าผีใบ้หูหนวก” เพราะนี่คือสาเหตุของปัญหาทั้งหมด และในวินาทีนั้นนั่นเอง ผีร้ายก็ออกจากคน ๆ นี้ และเขาก็หายเป็นปกติทันที

สะพานแห่งความเชื่อ

การต่อสู้ในสงครามฝ่ายจิตวิญญาณนั้นเปรียบเสมือนกับการที่เราต้องเดินข้ามสะพานจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่ง เราต้องก้าวออกจากฝั่งการใช้ชีวิต “ตามธรรมชาติ” ข้านสะพานแห่งความเชื่อ ไปยังชีวิตที่ “เต็มด้วยการอัศจรรย์” และเรารู้ว่าเกิดการอัศจรรย์กับชีวิตของเราแล้ว นั่นก็คือ เมื่อเรามีปัญหามานานนับปี แต่ภายในชั่วข้ามคืน ภายในพริบตา เราก็ได้รับการรักษาให้หายเมื่อเราข้ามสะพานความเชื่อนั้น

3. ความเชื่อสำคัญที่สุด

หลาย ๆ ครั้งในชีวิตของเรา เมื่อเราเผชิญกับปัญหา เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก เมื่อความสงสัยประดังเข้ามาในความคิดของเราอย่างไม่ขาดสาย แม้ว่าเราจะยังคงเชื่อในพระเจ้า แต่ความเชื่อที่เรามีนั้นไม่มากพอ ข่าวดีคือ เราสามารถขอต่อพระเจ้าให้ช่วยเราให้เชื่อมากขึ้นได้ เหมือนกับที่พระเยซูทรงถามพ่อของชายที่ถูกผีเข้าสิงว่า “ถ้าช่วยได้’ น่ะหรือ? ใครเชื่อก็ทำให้ได้ทุกสิ่ง” (ข้อ 23) พ่อของเด็กนั้นจึงรีบทูลทันทีว่า “ข้าพเจ้าเชื่อ และขอโปรดช่วยในส่วนที่ขาดอยู่ด้วยเถิด” (ข้อ 25) จะเห็นว่าพ่อของเด็กคนนี้รู้และยอมรับว่าตนเองนั้นความเชื่อไม่พอ จึงได้ขอให้พระเยซูทรงช่วยเหลือเขาในส่วนที่ขาดอยู่ พระเยซูได้ตอบคำอ้อนวอนของพ่อคนนี้ จึงได้ขับผีออกจากลูกชายของเขา พระเจ้าของเราทรงฟังคำอ้อนวอนของเราเสมอ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งความรัก และพระองค์พร้อมที่จะช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลดีในทุกสิ่ง

เหล่าสาวกของพระเยซูก็เช่นเดียวกัน แม้ว่าพระเยซูจะมอบสิทธิอำนาจในการขับผีให้เขาและพวกเขาก็ได้พยายามขับผีออกแล้ว แต่เป็นความพยายามทีไม่สำเร็จ ทำไมจึงเป็นเช่นนี้? พระเยซูบอกกับเหล่าสาวกว่า “เพราะว่าพวกท่านมีความเชื่อน้อย” (มัทธิว 17:20) เช่นเดียวกับชีวิตของเรา เราอาจจะมีความเชื่อในพระเจ้า เราอาจจะมีความเชื่อพอที่จะหยิบพระคัมภีร์มาอ่าน เราอาจจะมีความเชื่อที่จะไปโบสถ์เพื่อนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์ แต่ความเชื่อแบบนี้ไม่เพียงพอที่จะพาเราข้ามสะพานไปสู่ฝั่งแห่งการอัศจรรย์ได้

สะพานแห่งความเชื่อ

แท้จริงแล้วพระเจ้าไม่ได้เรียกร้องความเชื่อที่มากมายใหญ่โตอะไร พระเจ้าต้องการความเชื่อเท่าเมล็ดมัสตาร์ดเท่านั้น เหมือนกับที่บอกในมัทธิว 17:20 ว่า “เพราะว่าพวกท่านมีความเชื่อน้อย เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า ถ้าพวกท่านมีความเชื่อเท่าเมล็ดมัสตาร์ดเมล็ดหนึ่ง พวกท่านจะสั่งภูเขานี้ว่า ‘จงเคลื่อนจากที่นี่ไปที่โน่น’ มันก็จะเคลื่อนไป และสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้สำหรับพวกท่านจะไม่มีเลย”

เราต้องการความเชื่อที่เล็กเท่าเมล็ดมัสตาร์ดเท่านั้นสำหรับการจัดการกับปัญหาใหญ่ขนาดภูเขา เมล็ดมัสตาร์ดเล็กพอ ๆ กับเมล็ดพริกไทย และเมื่อนำไปปลูกจะมีต้นสูงประมาณ 4 – 5 เมตร เมล็ดมัสตาร์ดแม้จะเล็กแต่ข้างในนั้นมีชีวิตที่ซ่อนอยู่ เมื่อนำไปปลูกก็จะได้ต้นไม้ที่ใหญ่โตกว่าเมล็ดเดิมมากมายหลายเท่านัก และนี่คือพลังของชีวิต เช่นเดียวกับความเชื่อ ความเชื่อแม้จะเล็กน้อยแต่หากเป็นความเชื่อที่มีชีวิตก็สามารถจัดการกับปัญหาที่ยิ่งใหญ่ขนาดภูเขาได้

ไม่ว่าวันนี้เราจะเผชิญกับสถานการณ์อะไรก็ตาม อยากให้เราลองสำรวจตัวเราเองว่า เราอยากจะใช้ชีวิตอยู่ฝั่งไหน? เราพร้อมที่จะก้าวข้ามสะพานแห่งความเชื่อนี้หรือไม่? แน่นอนว่าการข้ามสะพานแห่งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมารซาตานพยายามทำลายสะพานแห่งความเชื่อนี้ตลอดเวลา ทุกครั้งที่มันทิ้งระเบิดแห่งความสงสัยมาสู่เรา ย่อมนำความเสียหายมาสู่สะพานแห่งนี้ไม่มากก็น้อย แต่พระเจ้าทรงช่วยเราในการซ่อมสะพานแห่งนี้เสมอมา พระเจ้าทรงให้เครื่องมือต่าง ๆ มากมายแก่เรา ไม่ว่าจะเป็นพระคำของพระองค์ ประสบการณ์ในการตอบคำอธิษฐานของพระองค์ในอดีต พระสัญญาเกี่ยวกับอนาคต หรือการที่พระองค์ทรงสถิตอยู่กับเราและไม่เคยทอดทิ้งเราเลย แต่ไม่ว่าพระเจ้าจะช่วยเราแค่ไหนก็ตาม พระองค์ยังคงกติกาของพระองค์ไว้เสมอ นั่นก็คือ ปราศจากพระองค์ เราทำไม่ได้ ปราศจากเรา พระเจ้าจะไม่ทรงกระทำการใด ๆ

“ความเชื่อคือความมั่นใจในสิ่งที่หวังไว้ เป็นความแน่ใจในสิ่งที่มองไม่เห็น” ฮิบรู 11:1

“แต่ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว จะไม่เป็นที่พอพระทัยเลย เพราะว่าผู้ที่จะมาเฝ้าพระเจ้านั้น ต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่ และพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานบำเหน็จแก่คนเหล่านั้นที่แสวงหาพระองค์” ฮิบรู 11:6


ถ้าหากสนใจอยากรู้เรื่องราวของการเป็นคริสเตียน สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่หัวข้อ เริ่มต้นการเป็นคริสเตียน หรือถ้าหากมีคำถามก็สามารถเมลมาสอบถามได้ที่ christiansiam@gmail.com

ค้นหาความจริง

เริ่มต้นการเป็นคริสเตียน

เกี่ยวกับเรา

เว็บสยามคริสเตียน (Siam Christian) เป็นเว็บส่วนบุคคลที่ไม่ขึ้นกับองค์กรหรือหน่วยงานใด ๆ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ผู้ที่สนใจเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้า พระเยซู คริสเตียน หรือคริสตจักรต่าง ๆ ในประเทศไทย หากท่านมีคำถามหรือมีข้อเสนอแนะอะไรก็สามารถอีเมลมาพูดคุยกับเราได้ที่ christiansiam@gmail.com