พระเจ้ามีจริงหรือ โลกที่เราอยู่เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญหรือมีผู้สร้าง
ความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก แต่ความรักใหญ่ที่สุด
1 โครินธ์ 13:13

> บทความคริสเตียน > เชื่อพระเจ้า เชื่อพระเยซู หนทางแห่งความสุข

เชื่อพระเจ้า เชื่อพระเยซู หนทางแห่งความสุข

เรียบเรียงโดย พายุแห่งความเปรมปรีดิ์

เราทุกคนอยากมีความสุข ทุกคนชอบความสุขและพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ความสุขนั้น นิยามง่าย ๆ ของความสุขที่คนให้ไว้ก็คือ การสุขกายสบายใจ เราสุขกายได้ก็ต่อเมื่อมีทรัพย์สินเงินทางมากพอที่จะตอบสนองต่อความต้องการทางร่างกาย จึงไม่น่าแปลกใจที่คนเราจะใช้เวลาถึง 1 ใน 3 ของชีวิตหมดไปกับการศึกษาเล่าเรียน การหาความรู้ต่าง ๆ เพื่อมาประกอบอาชีพ ในด้านความสุขใจนั้นหลาย ๆ คนก็พยายามทำดี ทำตนให้เป็นประโยชน์ เพื่อที่จะได้นำความอิ่มเอมใจมาให้กับชีวิต แต่เราเคยนั่งคิดหรือไม่ว่าแท้จริงแล้วโลกนี้เป็นเพียงบ้านชั่วคราวของเราเท่านั้น เราทุกคนต้องตาย!! แล้วหลังจากนั้นเราจะไปที่ไหน? ชีวิตที่ผ่านมาของเราส่วนใหญ่แล้ว เราเตรียมตัวเพื่อชีวิตสำหรับโลกนี้หรือโลกหลังจากที่เราตายมากกว่ากัน? คงไม่ฉลาดนักหากเราใช้เวลาเกือบทั้งหมดที่เรามีเพื่อความสุขสำหรับชีวิตที่ชั่วคราว แต่ไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับความสุขของชีวิตหลังจากที่เราตายไปแล้ว ซึ่งจะเป็นนิจนิรันดร์

สำหรับคริสเตียนแล้ว เรื่องราวของพระเยซูนั้นเราเรียกว่า “ข่าวประเสริฐ” หรือ “ข่าวดี” เพราะเป็นเรื่องราวที่จะนำเราไปสู่สวรรค์ นำเราไปสู่ความสุขที่นิรันดร์กาลหลังจากที่เราจากโลกนี้ไปแล้ว แต่ก่อนที่เราจะรู้ว่า “ข่าวดี” คืออะไร เราควรมาทำความรู้จักกับ “ข่าวร้าย” กันก่อนดีกว่า

เชื่อพระเจ้า เชื่อพระเยซู หนทางแห่งความสุข

ข่าวร้าย

1. มนุษย์ทุกคนเป็นคนบาปและช่วยตัวเองให้หลุดพ้นจากบาปไม่ได้

ในโรม 3:10 บอกว่า “ไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมสักคนเดียวไม่มีเลย” นั่นก็คือเราทุกคนเป็นคนบาปหมด หลาย ๆ คนอาจจะเถียงในใจ หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าเราเป็นคนดี เราดีกว่าคนนั้น เราไม่ทำผิดเหมือนคนนี้ ถ้าเราเปรียบเทียบตัวเรากับคนอื่น ๆ และคิดว่าเราคงได้ไปสวรรค์ นั่นเป็นความคิดที่ผิด เพราะเราเปรียบเทียบมาตรฐานผิด เราควรเทียบกับมาตรฐานของพระเจ้า พระลักษณะของพระเจ้าอย่างหนึ่งก็คือ พระองค์บริสุทธิ์ ในพระองค์ไม่มีความผิดบาปเลย ดังนั้นความบาปในความหมายของคริสเตียนก็คือ การที่ชีวิตเราไปไม่ถึงมาตรฐานที่พระเจ้ากำหนดไว้ เรายังขาดอยู่ เรามีไม่พอ และนี่คือสาเหตุที่พระคัมภีร์บอกว่า “ไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมสักคนเดียวไม่มีเลย”

ความบาปตามที่พระคัมภีร์ให้ไว้นั้นมีอยู่ 3 ประเภท คือ

1. ความบาปดั้งเดิม

คือบาปของอาดัม ในปฐมกาล 2:16 – 17 บอกว่า “พระยาห์เวห์พระเจ้าจึงตรัสสั่งมนุษย์นั้นว่า ผลไม้ทุกอย่างในสวนนี้ เจ้ากินได้ตามใจชอบ แต่ผลของต้นไม้แห่งการรู้ถึงความดีและความชั่วนั้น ห้ามเจ้ากิน เพราะในวันใดที่เจ้ากิน เจ้าจะต้องตายแน่”
อาดัมไม่เชื่อฟังพระเจ้า แต่กลับกินผลไม้นั้น และการไม่เชื่อฟังพระเจ้านี้คือความบาป

2. ธรรมชาติบาป

ความบาปที่อาดัมทำนั้นไม่ได้หยุดอยู่ที่เขาเท่านั้น แต่ลูกหลานของเขาซึ่งก็คือเราทุกคนก็ได้รับเชื้อบาปนี้ด้วย ดังนั้นธรรมชาติบาปนี้จึงหมายถึงบาปที่ถ่ายทอดมาทางพ่อแม่ ไม่ได้มาทางฝ่ายกาย แต่มาทางฝ่ายจิตวิญญาณ ดังนั้นเราจึงไม่ต้องสอนให้เด็กโกหก ไม่ต้องสอนให้เด็กเห็นแก่ตัว แต่เขาเป็นของเขาเองมาแต่กำเนิด นั่นเพราะบาปสามารถถ่ายทอดสู่ลูกหลานได้

3. บาปส่วนตัว

คือบาปที่เราตัดสินใจที่จะทำ บาปที่เราตั้งใจทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับน้ำพระทัยพระเจ้า

ในโรม 3:21 – 24 บอกว่า “แต่เดี๋ยวนี้ความชอบธรรมของพระเจ้านั้นปรากฏนอกเหนือธรรมบัญญัติ ความชอบธรรมดังกล่าวก็ได้รับการยืนยันจากหมวดธรรมบัญญัติและพวกผู้เผยพระวจนะ คือความชอบธรรมของพระเจ้า ซึ่งปรากฏโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์แก่ทุกคนที่เชื่อ โดยไม่ทรงถือว่าเขาแตกต่างกัน เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า แต่พระเจ้าทรงมีพระคุณให้เขาเป็นผู้ชอบธรรมโดยไม่คิดมูลค่า โดยที่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่เขาให้พ้นบาปแล้ว”

จากพระคำข้างต้นที่บอกว่า “ความชอบธรรมของพระเจ้านั้นปรากฏนอกเหนือธรรมบัญญัติ” นั่นหมายความว่าเราไม่สามารถทำตามบทบัญญัติหรือข้อห้ามต่าง ๆ ของศาสนา เพื่อให้เราเป็นคนชอบธรรมได้ เพราะไม่มีใครสามารถทำตามข้อห้ามต่าง ๆ โดยไม่ละเมิดแม้แต่ข้อเดียวได้ และนี่จึงเป็นสาเหตุที่มนุษย์ทุกคนไม่สามารถ “ช่วยตัวเองให้หลุดพ้นจากบาปได้”

2. การลงโทษ

ในโรม 6:23 บอกว่า “เพราะว่าค่าจ้างของบาปคือความตาย” ความตายในความหมายของพระคัมภีร์คือ “การแยกออก” เมื่อเราตายฝ่ายเนื้อหนัง นั่นคือการที่จิตวิญญาณเราแยกออกจากร่างกายเรา ส่วนการตายฝ่ายวิญญาณก็คือการที่จิตวิญญาณเราแยกออกหรือออกห่างจากพระเจ้า นั่นก็คือการตกนรกนั่นเอง เพราะพระเจ้าทรงอยู่บนสวรรค์

การตายฝ่ายร่างกายนั้นเป็นการตายตามกาลเวลา แต่การตายฝ่ายวิญญาณนั้นเป็นการตายที่อยู่นอกเหนือกาลเวลา ดังนั้นจึงเป็นการตายแบบนิรันดร์ นั่นคือเราต้องถูกแยกออกจากพระเจ้าหรือต้องตกนรกเป็นนิรันดร์ และนี่คือการลงโทษสำหรับคนที่ทำบาปนั่นเอง

เชื่อพระเจ้า เชื่อพระเยซู หนทางแห่งความสุข

ข่าวดี

ถ้าเราไม่เข้าใจเรื่องข่าวร้าย เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องการข่าวดี แต่ถ้าเรารู้ว่าข่าวร้ายนั้นร้ายจริง ๆ แล้ว นั่นแหละ เราต้องการข่าวดี ซึ่งข่าวดีหรือข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์คือ

1. การจัดเตรียมของพระเจ้า

ในวันที่อาดัมและเอวาทำบาปโดยการกินผลไม้ต้องห้ามนั้น พระเจ้าได้เตรียมหนทางช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากกฎแห่งกรรม พ้นจากบาปแล้ว ในปฐมกาล 3:15 บอกว่า “เราจะให้เจ้ากับหญิงนี้เป็นศัตรูกัน ทั้งพงศ์พันธุ์ของเจ้า และพงศ์พันธุ์ของนางด้วย เขาจะทำให้หัวของเจ้าแหลก และเจ้าจะทำให้ส้นเท้าของเขาฟกช้ำ” พระธรรมตอนนี้พระเจ้าได้พูดกับมารซาตานซึ่งเป็นต้นตอแห่งความบาปของมนุษยชาติว่าพงศ์พันธุ์ของนางจะทำให้หัวของเจ้าแหลก ซึ่งก็หมายถึงตายหรือพินาศนั่นเอง ปกติคนอิสราเอลจะนับการสืบเชื้อสายผ่านทางผู้ชายเท่านั้น แต่ในที่นี้พูดถึงพงศ์พันธุ์ของหญิงจึงเป็นการชี้เฉพาะเจาะจงไปที่พระเยซูว่าพระองค์จะเสด็จมาจัดการกับความบาป จัดการกับมารซาตาย เพราะพระองค์เป็นมนุษย์คนเดียวที่เกิดจากหญิงพรหมจารีย์ ไม่ได้เกิดจากผู้ชาย พระเยซูทรงเป็นพงศ์พันธุ์ของหญิงที่พระเจ้าสัญญาไว้ ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้กับเราทุกคนตั้งแต่วันที่มนุษย์คู่แรกล้มลงในความบาป

พระธรรมตอนนี้ยังได้เล็งถึงวิธีการไถ่บาปของพระเยซูด้วย นั่นก็คือการสิ้นพระชนม์ของพระองค์บนไม้กางเขน เพราะขาของพระเยซูทรงถูกตะปูตอกตรึง เหมือนกับที่พระคัมภีร์ได้บอกว่า “และเจ้าจะทำให้ส้นเท้าของเขาฟกช้ำ” มารไม่สามารถฆ่าพระเยซูได้เพราะพระองค์ทรงคืนพระชนม์ในวันที่ 3 มารทำได้ก็แค่ทำให้เท้าของพระเยซูฟกช้ำเท่านั้น และนี่คือแผนการของพระเจ้าที่ได้จัดเตรียมไว้ให้กับเราทุกคน

1.1 พระเจ้าไม่สามารถลดมาตรฐานของพระองค์ได้

ในโรม 5:8 บอกว่า “แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เรา คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์สิ้นพระชนม์เพื่อเรา” ข่าวดีนี้ก็คือพระเจ้าทรงจัดการปัญหาบาปของเราผ่านทางการตายของพระเยซู แล้วทำไมพระเยซูต้องมาตายแทนเรา? ก็เพราะว่าพระเจ้าทรงบริสุทธิ์ พระองค์ไม่สามารถลดระดับมาตรฐานของพระองค์ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะไม่มีมนุษย์คนไหนได้ขึ้นสวรรค์ ทุกคนต้องตายฝ่ายวิญญาณ ต้องอยู่ในบึงไฟนรกถูกแยกออกจากพระเจ้าชั่วนิจนิรันดร์ และนี่จึงเป็นสาเหตุที่เราต้องการพระคุณของพระเจ้า ต้องการของขวัญของพระองค์ที่ให้เราเปล่า ๆ โดยไม่ต้องเสียอะไร นั่นก็คือพระเยซูคริสต์เจ้านั่นเอง

“พระเจ้าทรงทำพระองค์ผู้ทรงไม่มีบาปให้บาป เพราะเห็นแก่เรา เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้าทางพระองค์” 2 โครินธ์ 5:21

1.2 พระเยซูผู้เดียวก็เพียงพอ

ความบาปได้เข้ามาเพราะคน ๆ เดียวที่ไม่เชื่อฟังคืออาดัมฉันใด เราทุกคนสามารถเป็นคนชอบธรรมเพราะพระเยซูผู้เดียวที่ชอบธรรมและเชื่อฟังฉันนั้น เหมือนกับที่บอกไว้ในพระธรรม โรม 5:17 – 21 ว่า

“เพราะว่าถ้าโดยการละเมิดของคนเดียว เป็นเหตุให้ความตายครอบงำอยู่โดยคนเดียวนั้น มากยิ่งกว่านั้นคนทั้งหลายที่รับพระกรุณาอันไพบูลย์ และรับของประทานคือความชอบธรรมก็จะดำรงชีวิต และครอบครองโดยพระองค์ผู้เดียว คือพระเยซูคริสต์ ฉะนั้นการลงโทษได้มาถึงทุกคนเพราะการละเมิดครั้งเดียวอย่างไร การกระทำอันชอบธรรมครั้งเดียว ก็นำความชอบธรรมและชีวิตมาถึงทุกคนอย่างนั้น เพราะว่าคนจำนวนมากเป็นคนบาป เพราะคนคนเดียวที่ไม่เชื่อฟังอย่างไร คนจำนวนมากก็เป็นคนชอบธรรม เพราะพระองค์ผู้เดียวที่ได้ทรงเชื่อฟังอย่างนั้น เมื่อมีธรรมบัญญัติ ก็ทำให้มีการละเมิดธรรมบัญญัติปรากฏมากขึ้น แต่ที่ไหนมีบาปปรากฏมากขึ้น ที่นั้นพระคุณก็จะไพบูลย์ยิ่งขึ้น เพื่อว่าบาปได้ครอบงำทำให้ถึงความตายอย่างไร พระคุณก็ครอบงำด้วยความชอบธรรมให้ถึงชีวิตนิรันดร์ โดยทางพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราอย่างนั้น”

พระเยซูได้จ่ายหนี้บาปแทนเราจนหมด หนี้ที่เราไม่มีทางที่จะชดใช้ได้ มีแต่พระเยซูผู้เดียวเท่านั้นที่ช่วยเราได้ เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะคนที่จะจ่ายหนี้บาปแทนเราได้นั้นจะต้องเป็นคนที่ไม่มีหนี้ ต้องเป็นคนแทนที่สมบูรณ์ ซึ่งมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่สมบูรณ์ แต่พระเจ้าไม่สามารถตายได้ นี่จึงเป็นสาเหตุที่พระเยซูต้องลงมาเกิดเป็นมนุษย์ก่อน และได้ตายแทนเราบนไม้กางเขน หลังจากนั้นในวันที่ 3 ได้ฟื้นคืนพระชนม์และตอนนี้พระองค์ทรงอยู่บนสวรรค์เพื่อจัดเตรียมบ้านไว้สำหรับคนที่เชื่อในพระองค์

เชื่อพระเจ้า เชื่อพระเยซู หนทางแห่งความสุข

2. เราต้องยอมรับพระเยซูให้เป็นผู้ช่วยของเรา

การรับรู้ว่าพระเยซูทรงทำอะไรเพื่อเราเท่านั้นไม่เพียงพอ เราต้องยอมรับการช่วยเหลือ เราต้องยอมรับของขวัญจากพระองค์ด้วย ในโรม 10:9 – 13 บอกว่า “คือว่าถ้าท่านจะยอมรับด้วยปากของท่านว่าพระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเชื่อในใจว่า พระเจ้าได้ทรงให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย ท่านจะรอด เพราะว่าการเชื่อด้วยใจก็นำไปสู่ความชอบธรรม และการยอมรับด้วยปากก็นำไปสู่ความรอด เพราะมีข้อพระคัมภีร์ว่า “ทุกคนที่เชื่อในพระองค์จะไม่ได้รับความอับอาย” พวกยิวและพวกกรีกนั้นไม่ต่างกัน เพราะว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของทุกคน และประทานอย่างบริบูรณ์แก่ทุกคนที่ทูลขอต่อพระองค์ เพราะว่าผู้ที่ร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะรอด”

2.1 เป็นของขวัญที่พระเจ้าให้เราฟรี ๆ

ในยอห์น 3:16 บอกว่า “พระเจ้าทรงรักโลกดังนี้ คือได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” พระเจ้าได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์เป็นของขวัญให้เราฟรี ๆ เราไม่ต้องพยายามทำดี หรือทำสิ่งใด ๆ เพื่อให้ได้รับความรอดหรือการได้ขึ้นสวรรค์ เพราะพระเจ้ามอบของขวัญนี้ให้กับทุก ๆ คน ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นคนที่ทำบาปมากเพียงใดก็ตาม พระเจ้าก็หยิบยื่นของขวัญให้ เพราะนี่คือพระคุณของพระเจ้า คือการที่เราได้รับในสิ่งที่เราไม่สมควรได้ และไม่ใช่ด้วยการกระทำของเรา เหมือนกับที่บอกในเอเฟซัส 2:8 – 9 ว่า “เพราะว่าท่านทั้งหลายได้รับความรอดแล้วด้วยพระคุณโดยทางความเชื่อ ความรอดนี้ไม่ใช่มาจากตัวท่าน แต่เป็นของประทานจากพระเจ้า ไม่ใช่มาจากการกระทำ เพื่อไม่ให้ใครอวดได้”

สัญลักษณ์หนึ่งที่แสดงถึงการเชื่อในพระเยซูก็คือการอธิษฐานต้อนรับพระเยซูเข้ามาในใจ ตามคําอธิษฐานต้อนรับพระเยซูด้านล่างนี้

"องค์พระเยซูคริสต์เจ้า ข้าพเจ้าต้องการพระองค์ ข้าพเจ้าขอเปิดประตูใจของข้าพเจ้า ต้อนรับเอาพระองค์มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด และเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ายอมรับกับพระองค์ว่าข้าพเจ้าเป็นคนบาป และขอสารภาพความผิดบาปทั้งสิ้นของข้าพเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ที่ได้ทรงโปรดอภัยโทษบาปผิดให้ข้าพเจ้าแล้ว และได้โปรดประทานชีวิตนิรันดร์ให้แก่ข้าพเจ้า ขอได้โปรดครอบครองชีวิตของข้าพเจ้า และกระทำให้ชีวิตของข้าพเจ้าเป็นไปตามแนวทางของพระองค์เถิด อธิษฐานทูลขอในนามของพระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน"

เมื่อเราได้อธิษฐานตามคำอธิษฐานข้างต้นก็เป็นการแสดงว่าเรายอมรับของขวัญจากพระเจ้า ยอมรับพระเยซูมาเป็นผู้ช่วยให้รอดของเรา เราไม่ต้องทำสิ่งใด ๆ เพื่อให้ได้ขึ้นสวรรค์อีกต่อไป เพราะพระเยซูทรงทำแทนเราหมดแล้วที่บนไม้กางเขนนั้น

2.2 ให้เราทำดีเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า

การยอมรับของขวัญจากพระเจ้าก็หมายถึงการที่เราได้เป็นคริสเตียน เป็นผู้ติดตามพระเจ้า ดังนั้นแรงจูงใจในการทำดีของเราจึงเปลี่ยนไป แต่ก่อนเราอาจจะทำดีเพื่อให้ได้บุญกุศล ทำดีเพื่อจะได้ขึ้นสวรรค์ แต่ตอนนี้เราได้ขึ้นสวรรค์แล้วโดยพระคุณของพระเจ้าผ่านทางพระเยซู ดังนั้นแรงจูงใจในการทำดีของเราจึงเปลี่ยนไป เป็นการทำดีเพราะว่าเรารักคนอื่น ทำดีเพราะว่าเราอยากทำ ทำดีเพราะว่าพระเจ้าทรงมอบสิ่งดี ๆ ให้เรามากมายจนเราอยากจะแบ่งปันสิ่งดี ๆ เหล่านี้ให้คนรอบข้าง และเป็นการทำดีเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า

เชื่อพระเจ้า เชื่อพระเยซู หนทางแห่งความสุข

สมการความน่าจะเป็นของชีวิต

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว จะเห็นได้ว่าหนทางแห่งความสุขจะมีแต่ทางพระเยซูคริสต์เพียงทางเดียวเท่านั้น เป็นทางเดียวที่จะไปสวรรค์ได้ สิ่งนี้จะเป็นไปได้หรือ? โลกนี้มีความเชื่อมากมาย ทำไมทางพระเยซูถึงเป็นทางที่ดีที่สุด? อยากให้เราลองมาดูเรื่องความน่าจะเป็นของชีวิต เพื่อดูว่าทางเลือกไหนเป็นทางที่เราควรจะเลือกมากที่สุด ดังนี้

1. หากไม่มีชีวิตหลังความตาย

นั่นหมายความว่าเมื่อทุกคนบนโลกนี้ตายไป ทุกอย่างดับสูญหมด ดังนั้นไม่ว่าเราจะเชื่อศาสนาไหนทุกคนมีค่าเท่ากัน การเชื่อในพระเยซูมีค่าเท่ากับความเชื่อในศาสนาอื่น ๆ

2. หากชีวิตหลังความตายมีจริง

หากมีชีวิตหลังความตาย ก็มีความน่าจะเป็นที่เกิดขึ้นดังนี้

2.1 ไม่มีนรกหรือสวรรค์

นั่นคือเมื่อเราตายไป จิตวิญญาณของเราทุกคนก็ล่องลอยไปมาอยู่ในโลกนี้ ดังนั้นไม่ว่าเราจะเชื่อศาสนาไหนทุกคนมีค่าเท่ากัน การเชื่อในพระเยซูมีค่าเท่ากับความเชื่อในศาสนาอื่น ๆ

2.2 มีนรกและสวรรค์

- ทำดีเพื่อไปสวรรค์

หากการทำดีเป็นตัวตัดสินมนุษย์คนนั้น ๆ ว่าจะได้ไปนรกหรือสวรรค์แล้ว คำถามที่ตามมาก็คือ เราต้องทำดีแค่ไหนถึงจะได้ขึ้นสวรรค์? แล้วใครเป็นคนตัดสินว่าคนไหนถึงจะได้ขึ้นสวรรค์? แม้ว่าจะเป็นคำถามที่ยากแก่การหาคำตอบ แต่หากสมมติว่าเราตอบคำถามเหล่านี้ได้แล้ว เราจะเห็นได้ว่าการเชื่อในพระเจ้านั้น พระเจ้าก็สอนให้เราทุกคนรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง พระเจ้าให้เรากระทำดีต่อผู้อื่นเหมือนกับศาสนาอื่น ๆ ดังนั้น การเชื่อในพระเยซูมีค่าเท่ากับความเชื่อในศาสนาอื่น ๆ

- ทำดีไม่พอที่จะเข้าสวรรค์ได้

เพราะมาตรฐานของพระเจ้าสูงเกินกว่าที่มนุษย์จะทำได้ ในมัทธิว 5:27 – 28 บอกว่า “ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า ‘ห้ามล่วงประเวณีผัวเมียเขา’ ส่วนเราบอกพวกท่านว่า ใครมองผู้หญิงด้วยใจกำหนัดในหญิงนั้น คนนั้นได้ล่วงประเวณีในใจของเขากับหญิงนั้นแล้ว” พระเจ้าไม่ได้ดูแค่การกระทำ แต่ดูท่าทีในใจของเราด้วย การคิดไม่ดีก็ถือว่าเราได้ทำผิดแล้ว นี่จึงเป็นสาเหตุที่ไม่มีใครสามารถไปถึงมาตรฐานที่พระเจ้าวางไว้ได้ ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องรับความช่วยเหลือ เราจำเป็นต้องรับพระคุณของพระเจ้า เราต้องยอมรับพระเยซูเป็นผู้ช่วยให้รอดของเรา เพราะพระเยซูเป็นหนทางเดียวที่จะไปสวรรค์ได้ ดังนั้นหาก “ทำดีไม่พอที่จะเข้าสวรรค์ได้” เป็นความจริง จะไม่มีใครเข้าสวรรค์ได้เลยนอกจากคนที่เชื่อในพระเยซูเท่านั้น และนี่คือความแตกต่างของหนทางแห่งความสุขที่มีเพียงทางพระเยซูทางเดียวเท่านั้นที่จะไปได้

หากเราเป็นนักลงทุน เราจะลงทุนในสมการแบบไหน เราจะลงทุนในทางเลือกที่มีโอกาสเท่าทุนกับขาดทุน นั่นคือการเลือกเชื่อในสิ่งอื่น ๆ ที่ไม่ใช่พระเจ้า หรือว่าเราจะเลือกลงทุนในทางเลือกที่มีโอกาสเท่าทุนกับกำไร นั่นคือการเชื่อและยอมรับให้พระเยซูเป็นผู้ช่วยให้รอดของเรา การตัดสินใจเป็นของเราทุกคน แล้ววันนี้คุณจะตัดสินใจยังไง?

“พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีใครมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา” ยอห์น 14:6


ถ้าหากสนใจอยากรู้เรื่องราวของการเป็นคริสเตียน สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่หัวข้อ เริ่มต้นการเป็นคริสเตียน หรือถ้าหากมีคำถามก็สามารถเมลมาสอบถามได้ที่ christiansiam@gmail.com

ค้นหาความจริง

เริ่มต้นการเป็นคริสเตียน

เกี่ยวกับเรา

เว็บสยามคริสเตียน (Siam Christian) เป็นเว็บส่วนบุคคลที่ไม่ขึ้นกับองค์กรหรือหน่วยงานใด ๆ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ผู้ที่สนใจเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้า พระเยซู คริสเตียน หรือคริสตจักรต่าง ๆ ในประเทศไทย หากท่านมีคำถามหรือมีข้อเสนอแนะอะไรก็สามารถอีเมลมาพูดคุยกับเราได้ที่ christiansiam@gmail.com