พระเจ้ามีจริงหรือ โลกที่เราอยู่เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญหรือมีผู้สร้าง
ความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก แต่ความรักใหญ่ที่สุด
1 โครินธ์ 13:13

> บทความคริสเตียน > อย่าดีแต่เปลือกนอก จงเกิดผล

อย่าดีแต่เปลือกนอก จงเกิดผล

เรียบเรียงโดย พายุแห่งความเปรมปรีดิ์

สังคมไทยในปัจจุบันมักให้คุณค่าและให้ความสำคัญกับสิ่งที่มองเห็นอยู่แต่ภายนอก สังเกตได้จากสื่อออนไลน์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะ Facebook เราจะเห็นแต่คนเซลฟี่ตัวเองในรูปที่น่ารัก โพสรูปการไปเที่ยวตามที่ต่าง ๆ ลงภาพอาหารที่ดูน่ากิน และอื่น ๆ อีกมากมายเพื่อให้คนที่เห็นแล้วรู้สึกว่าเรามีชีวิตที่ดี เรามีฐานะที่ดี เรากลายเป็นสังคมที่มองแต่เปลือกนอกมากขึ้นเรื่อย ๆ ให้คุณค่าคนตามสิ่งที่มองเห็นจนละเลยตัวตนที่แท้จริงภายใน คำถามก็คือ เราได้ให้ค่านิยมเปลือกนอกนี้ขยายเข้ามาในชีวิตคริสเตียนของเราหรือไม่?

อย่าดีแต่เปลือกนอก จงเกิดผล

ใน มาระโก 11:20 – 25 เป็นเรื่องราวของการที่พระเยซูทรงสาปต้นมะเดื่อ โดยเรื่องราวเริ่มต้นหลังจากวันที่พระเยซูทรงเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มอย่างผู้พิชิตแล้ว วันรุ่งขึ้นพระองค์ทรงเดินทางจากหมู่บ้านเบธานีเพื่อจะเข้าไปยังกรุงเยรูซาเล็มอีกครั้งหนึ่ง พระเยซูทรงหิวและเห็นต้นมะเดื่อต้นหนึ่งมีใบจึงเข้าไปดูว่ามีผลหรือไม่ เมื่อไม่เห็นผลมะเดื่อ พระเยซูจึงตรัสว่า “ตั้งแต่นี้ไปจะไม่มีใครได้กินผลจากเจ้าอีก” และในวันรุ่งขึ้นของอีกวัน เมื่อพระเยซูและเหล่าสาวกเดินผ่านต้นมะเดื่อต้นนี้อีกครั้ง ก็พบว่าต้นมะเดื่อต้นนั้นได้ตายลง โดยเหี่ยวแห้งไปตั้งแต่ต้นจนถึงราก

ต้นมะเดื่อสายพันธุ์ที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์คือสายพันธุ์ Ficus Carica ซึ่งต่างกับมะเดื่อในไทยที่จะเป็นสายพันธุ์ Ficus Racemosa ลักษณะของต้นมะเดื่อสายพันธุ์ Ficus Carica นั้นถ้าปลูกในดินดีจะสูงได้ถึง 6 เมตร เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ผลมะเดื่อมีรสชาติหอมหวานอร่อย ด้วยเหตุนี้จึงสามารถพบต้นมะเดื่อได้ทั่วไปในแผ่นดินอิสราเอล

ต้นมะเดื่อได้มีการพูดถึงมากมายในพระคัมภีร์ ซึ่งการบันทึกในแต่ละครั้งก็ให้บทเรียนหรือสื่อความหมายที่แตกต่างกัน เช่น

- เป็นเครื่องปกปิดบาป

พระคัมภีร์บันทึกชื่อต้นมะเดื่อเป็นครั้งแรกใน ปฐมกาล 3:7 ซึ่งเป็นเรื่องราวของอาดัมและเอวาที่หลังจากกินผลไม้จากต้นไม้แห่งการรู้ถึงความดีและความชั่วแล้ว เขาทั้งสองก็รู้ว่าตัวเองเปลือยกายอยู่ จึงเอาใบมะเดื่อมาเย็บเพื่อปกปิดกาย ดังนั้นต้นมะเดื่อในตอนนี้จึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่มนุษย์นำมาใช้เพื่อปกปิดความผิด เพื่อปกปิดบาปของตนเอง

- แผ่นดินแห่งพันธสัญญา

พระเจ้าทรงสัญญาแก่คนอิสราเอลว่าจะประทานแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ให้ เป็นแผ่นดินที่มีน้ำผึ้งและน้ำนมไหลบริบูรณ์ ในเฉลยธรรมบัญญัติ 8:8 ได้บรรยายถึงความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินที่พระเจ้าสัญญาไว้ว่า “เป็นแผ่นดินที่มีข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์ เถาองุ่น มะเดื่อและต้นทับทิม เป็นแผ่นดินที่มีน้ำมันมะกอกและน้ำผึ้ง” ดังนั้นต้นมะเดื่อจึงมีความหมายในแง่ของความอุดมสมบูรณ์ที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้

- แสดงถึงความปลอดภัย ความสงบสุข

ใน 1 พงษ์กษัตริย์ 4:25 ได้บรรยายบรรยากาศของชีวิตความเป็นอยู่ของคนอิสราเอลในสมัยที่กษัตริย์ซาโลมอนทรงปกครองว่า คนอิสราเอลได้มีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย ทุกคนนั่งอยู่ใต้ซุ้มองุ่นและใต้ต้นมะเดื่อ ซึ่งสื่อถึงความร่มเย็นเป็นสุข ความรุ่งเรืองของคนอิสราเอลในสมัยนั้น

อย่าดีแต่เปลือกนอก จงเกิดผล

ในพระคัมภีร์ใหม่ เราได้เห็นการบันทึกเกี่ยวกับต้นมะเดื่อในแง่มุมต่าง ๆ ด้วยเช่นเดียวกัน อย่างเช่น ใน ลูกา 19:1 – 10 เมื่อศักเคียสอยากจะเห็นพระเยซู แต่เพราะเขาเป็นคนตัวเตี้ย เขาจึงวิ่งไปข้างหน้าทางที่พระเยซูจะเสด็จผ่าน และปีนขึ้นต้นมะเดื่อเพื่อจะได้มองเห็นพระเยซู หรือว่าใน วิวรณ์ 6:13 ยอห์นได้เปรียบภาพดวงดาวมากมายที่ตกลงมาบนพื้นดิน เหมือนต้นมะเดื่อที่ผลของมันตกลงมายามเมื่อเจอพายุ

ในพระธรรมตอนนี้ก็เช่นเดียวกันที่ได้บันทึกถึงเรื่องราวของต้นมะเดื่อแต่ในแง่มุมที่แตกต่างจากตอนอื่น ๆ อย่างสิ้นเชิง เป็นการบันทึกว่าระหว่างทางที่พระเยซูไปกรุงเยรูซาเล็มก็ทรงหิว พบเห็นต้นมะเดื่อที่มีใบต้นหนึ่ง จึงเดินเข้าไปหวังว่าจะมีผล แต่ไม่พบ จึงได้สาปต้นมะเดื่อต้นนี้ให้ตาย เป็นเรื่องที่น่าแปลกมาก! เพราะคนอิสราเอลนั้นคุ้นเคยกับต้นมะเดื่อเป็นอย่างดี และรู้ว่ายังไม่ถึงฤดูที่มะเดื่อจะเกิดผล และรู้ทั้ง ๆ รู้ แต่ทำไมพระเยซูถึงได้สาปต้นมะเดื่อต้นนี้ให้ตายละ?

เมื่อพระเยซูทรงต้องการสั่งสอนคนอิสราเอลนั้น ส่วนใหญ่พระองค์ทรงสอนด้วยคำอุปมา ซึ่งในหลาย ๆ ครั้ง พระเยซูทรงเล่าคำอุปมาต่าง ๆ ให้ประชาชนฟัง แต่ในครั้งนี้นั้นแตกต่างจากที่ผ่านมา เพราะพระเยซูไม่ได้เล่าคำอุปมา แต่พระองค์ทรงกระทำการบางอย่างเป็นอุปมาเพื่อจะสอนคนอิสราเอล ซึ่งบทเรียนหลัก ๆ ที่พระเยซูทรงต้องการสอนคนอิสราเอลก็คือ

1. อย่านับถือศาสนาแต่เปลือกนอก

ในสมัยพระเยซูนั้นนับได้ว่าศาสนายิวมีความเจริญเป็นอย่างมาก คนยิวมีธรรมศาลากระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ มีพระวิหารตั้งอยู่ที่กรุงเยรูซาเล็ม มีปุโรหิตซึ่งเป็นคนกลางระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า มีการถวายเครื่องสัตวบูชา มีเทศกาลต่าง ๆ มีผู้เผยพระวจนะอย่างยอห์นผู้ให้บัพติสมา และที่สำคัญมีพระเยซู ซึ่งเป็นพระเจ้าได้มาบังเกิดบนโลกเพื่อบอกเล่าเรื่องการมาถึงของแผ่นดินของพระเจ้า พระเยซูได้ทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์ต่าง ๆ มากมาย เรื่องราวของพระเจ้าและคนของพระองค์ได้กระจายไปยังที่ต่าง ๆ ของประเทศอิสราเอล

แต่สิ่งต่าง ๆ ที่เราเห็นนั้นเป็นแต่เพียงเปลือกนอกเท่านั้น อิสราเอลมีทุกอย่างครบทางศาสนา แต่ได้ตายฝ่ายจิตวิญญาณ เปรียบเหมือนกับต้นมะเดื่อที่มีแต่ใบแต่ไม่เกิดผล เขาทำพิธีกรรมทางศาสนาแต่เปลือกนอกเท่านั้น เขาไม่มีความสัมพันธ์กับพระเจ้า ในพระวิหารก็เต็มไปด้วยการค้าขาย การหาผลประโยชน์ จนพระเยซูต้องเข้าไปชำระพระวิหารและเตือนพวกเขาว่าพระวิหารนั้นควรเป็นที่แห่งการอธิษฐานและการนมัสการพระเจ้า ไม่ใช่ซ่องโจร (มาระโก 11:17) ในด้านของปุโรหิตและธรรมมาจารย์นั้นก็มุ่งทำศาสนกิจแต่เปลือกนอกเพื่อโอ้อวดประชาชน มุ่งแต่การห่วงว่าจะสูญเสียความศรัทธาจากประชาชน และทำทุกอย่างแม้กระทั่งละเมิดบัญญัติ 10 ประการ ซึ่งเป็นหัวใจหลักที่ตนเองนับถือและปฏิบัติ โดยการวางแผนฆ่าพระเยซูซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ และนี่คือสภาพทางศาสนาโดยทั่วไปของคนอิสราเอลในเวลานั้น

แล้วชีวิตคริสเตียนของเราในปัจจุบันเป็นอย่างไร? การไปโบสถ์เป็นประจำทุกวันอาทิตย์ การเข้ากลุ่มแคร์หรือกลุ่มเซลเป็นประจำ การถวายสิบลด การใช้เวลาสามัคคีธรรมกับพี่น้องอย่างสม่ำเสมอนั้น แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ดีแต่ก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด สิ่งสำคัญคือเราต้องมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าและมีชีวิตที่เกิดผล การทำสิ่งต่าง ๆ แต่ภายนอกนั้นอาจจะดูดีในสายตาคนที่มองดูเรา แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้าละ เราเป็นเช่นไร เราได้อ่านพระคัมภีร์และอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้านั้นใกล้ชิดติดสนิทเพียงใด ชีวิตคริสเตียของเราเกิดผลหรือไม่ ชีวิตคริสเตียนของเราเมื่อ 5 ปีที่แล้ว 10 ปีที่แล้ว เป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับปัจจุบัน? เราเป็นเหมือนต้นมะเดื่อหรือไม่ที่มีไว้สำหรับปกปิดบาปที่เราได้ทำ เราเป็นเหมือนต้นมะเดื่อหรือไม่ที่มีแต่ใบแต่ไม่เกิดผล

ใน โรม 10:2 บอกว่ามีหลายคนเป็นคนเคร่งศาสนาภายนอก ไปโบสถ์ ทำตามพิธีกรรมทางศาสนา แต่ไม่มีความสัมพันธ์กับพระเจ้า เขามีศาสนาแต่ไม่เป็นคนชอบธรรม เขาเชื่อในสวรรค์แต่ไม่รู้ว่าจะไปสวรรค์ได้ยังไง เขารู้พระคัมภีร์ดี แต่ไม่รู้จักพระเจ้าเป็นการส่วนตัว สิ่งที่มีทั้งหมดเหล่านี้ก็ไร้ประโยชน์ ดังนั้นอย่าให้เราดูดีแต่ภายนอกเท่านั้น แต่เราต้องเป็นเหมือนมะเดื่อที่เกิดผลด้วย เพื่อที่จะได้ถวายเกียรติแด่พระเจ้าและเป็นที่ชอบพระทัยของพระองค์

อย่าดีแต่เปลือกนอก จงเกิดผล

2. คำอธิษฐานมีพลัง

ถ้าหากวันนี้เราตัดต้นไม้ต้นหนึ่งและวางทิ้งไว้เฉย ๆ ถามว่าต้องใช้เวลากี่วันต้นไม้นั้นถึงจะเหี่ยวแห้งไป แต่สำหรับต้นมะเดื่อต้นนี้นั้น เพียงแค่ข้ามคืน หรือแค่ภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมงเท่านั้น ต้นมะเดื่อต้นนี้เหี่ยวแห้งตั้งแต่ลำต้นถึงรากของมัน และนี่คือพลังของคำอธิษฐาน เป็นพลังที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเป็นไปได้

ใน ข้อ 22 – 23 พระเยซูทรงตรัสกับเหล่าสาวกว่า ถ้าเพียงแต่มีความเชื่อ จะสั่งภูเขาให้ลอยไปในทะเลก็เป็นไปได้ สิ่งนี้บางคนอาจจะมองว่าเป็นการเปรียบเทียบให้เห็นภาพแบบเกินจริง เพราะไม่มีใครที่จู่ ๆ จะบ้าสั่งให้ภูเขาเคลื่อนและลอยไปในทะเล เป็นเรื่องที่ไม่มีใครอธิษฐานอยู่แล้ว แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง สิ่งนี้ก็เป็นไปได้เพราะพระเจ้าของเราทรงยิ่งใหญ่ ไม่มีสิ่งใดเกินกำลังของพระองค์ แต่ไม่ว่าจะเป็นการมองในแง่มุมไหนก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือ การอธิษฐานมีพลัง และคำอธิษฐานของคนชอบธรรมมีพลังทำให้เกิดผล

หลาย ๆ คนเมื่ออธิษฐานขอ มักเข้าใจผิดคิดว่าที่เราไม่ได้ เพราะมีความเชื่อไม่พอ ดังนั้นเราต้องเพิ่มความเชื่อให้มากขึ้น ต้องเพิ่มให้มากพอที่พระเจ้าจะตอบคำอธิษฐาน แต่สิ่งนี้ใช่หรือ? หากเราพยายามเพิ่มความเชื่อให้มากขึ้นนั่นหมายถึงการที่เรามีความเชื่อในความเชื่อ มีความเชื่อในตัวเอง แต่ความเป็นจริงนั้นเป็นเรื่องแค่ เราเชื่อหรือไม่เชื่อ เท่านั้น พระเยซูไม่เคยสอนว่าเราต้องมีความเชื่อมากแค่ไหนพระเจ้าจึงจะตอบคำอธิษฐาน แต่พระองค์ทรงสอนว่าแค่มีความเชื่อเท่านั้น ความเชื่อแม้ว่าจะน้อยนิดเท่าเมล็ดผักกาด พระเจ้าก็ทรงตอบคำอธิษฐานของเราแล้ว

3. พระเจ้าทรงฟังและตอบคำอธิษฐานของเรา

ในข้อ 24 พระเยซูทรงบอกว่า “เมื่อพวกท่านอธิษฐานขอสิ่งใด จงเชื่อว่าได้รับ แล้วพวกท่านจะได้รับสิ่งนั้น” คำถามคือ เราได้อธิษฐานหรือเปล่า? หลาย ๆ คนในชีวิตประจำวันอาจจะอธิษฐานแค่ 3 เวลาก่อนอาหาร บางคนอาจจะเพิ่มตอนก่อนนอน แต่นี่ไม่ใช่ชีวิตแห่งการอธิษฐานที่พระเยซูทรงสอนเรา พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างแห่งการอธิษฐาน เราจะเห็นในพระคัมภีร์ที่บันทึกไว้ในหลาย ๆ ตอนที่พระเยซูทรงลุกขึ้นแต่เช้ามืดเพื่อไปอธิษฐานในที่เปลี่ยว การอธิษฐานเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตของพระองค์ ขนาดพระเยซูผู้ซึ่งเป็นพระเจ้ายังให้ความสำคัญกับการอธิษฐานขนาดนี้ แล้วเราในฐานะที่เป็นผู้เชื่อ เราควรให้ความสำคัญกับการอธิษฐานมากขนาดไหน?

อย่าดีแต่เปลือกนอก จงเกิดผล

ใน ข้อ 25 พระเยซูทรงเผยความลับที่เป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของเราก็คือ ให้เรายกโทษให้ผู้อื่น เพราะเมื่อเรายกโทษให้ผู้อื่น พระเจ้าก็ทรงยกโทษให้แก่เรา และผู้ที่จะเข้าเฝ้าพระเจ้าได้นั้นจะต้องเป็นผู้ที่มีใจสะอาด มือบริสุทธิ์ และเมื่อนั้นพระเจ้าจะทรงฟังและตอบคำอธิษฐานของเรา

การเกิดผลฝ่ายวิญญาณและการมีความสัมพันธ์กับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่สิ่งที่เราไม่ควรลืมก็คือการดำเนินชีวิตคริสเตียนนั้นต้องเป็นชีวิตที่เดินไปพร้อมกับการอธิษฐาน พระเยซูจึงให้บทเรียนเป็นคำอุปมาที่เตือนเราไม่ให้เป็นเหมือนต้นมะเดื่อที่มีแต่ใบ แต่ให้เกิดผล และให้เราอธิษฐานโดยความเชื่อ อย่าสงสัย นอกจากนี้เราต้องดำเนินชีวิตคริสเตียนด้วยความรัก ให้เรารักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง (มัทธิว 22:39) แต่หากมีการกระทบกระทั่งกัน มีความขัดแย้งกันกับพี่น้อง เราควรจะยกโทษให้กันและกัน เหมือนกับคำอธิษฐานของพระเยซูที่ทรงสอนเหล่าสาวกให้อธิษฐานว่า “และขอทรงยกบาปผิดของพวกข้าพระองค์ เหมือนพวกข้าพระองค์ยกโทษบรรดาคนที่ทำผิดต่อข้าพระองค์” มัทธิว 6:12 พระเยซูบอกให้เรายกโทษผู้ที่ทำผิดต่อเรา เพราะพระเจ้าจะทรงโปรดยกโทษความบาปผิดของเราด้วย ไม่เพียงเท่านี้ พระองค์จะทรงฟังคำอธิษฐานของเราเมื่อเราร้องทูลต่อพระองค์ (ข้อ 24 – 25) อยากให้เราลองสำรวจดูชีวิตของเราเองว่าวันนี้เรามีชีวิตแบบไหน เราเป็นเหมือนต้นมะเดื่อที่มีแต่ใบหรือไม่ หรือเราเป็นต้นไม้ที่เกิดผล?

“เขาเป็นเหมือนต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำซึ่งเกิดผลตามฤดูกาลและใบก็ไม่เหี่ยวแห้ง ทุกอย่างที่เขาทำก็จำเริญขึ้น” สดุดี 1:3


ถ้าหากสนใจอยากรู้เรื่องราวของการเป็นคริสเตียน สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่หัวข้อ เริ่มต้นการเป็นคริสเตียน หรือถ้าหากมีคำถามก็สามารถเมลมาสอบถามได้ที่ christiansiam@gmail.com

ค้นหาความจริง

เริ่มต้นการเป็นคริสเตียน

เกี่ยวกับเรา

เว็บสยามคริสเตียน (Siam Christian) เป็นเว็บส่วนบุคคลที่ไม่ขึ้นกับองค์กรหรือหน่วยงานใด ๆ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ผู้ที่สนใจเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้า พระเยซู คริสเตียน หรือคริสตจักรต่าง ๆ ในประเทศไทย หากท่านมีคำถามหรือมีข้อเสนอแนะอะไรก็สามารถอีเมลมาพูดคุยกับเราได้ที่ christiansiam@gmail.com