พระเจ้ามีจริงหรือ โลกที่เราอยู่เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญหรือมีผู้สร้าง
ความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก แต่ความรักใหญ่ที่สุด
1 โครินธ์ 13:13

> บทความคริสเตียน > พระเจ้าเดินดิน ฝันที่กลายเป็นจริง

พระเจ้าเดินดิน ฝันที่กลายเป็นจริง

เรียบเรียงโดย พายุแห่งความเปรมปรีดิ์

ในสมัยก่อนการจะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้นั้นจะต้องผ่านการสอบเอ็นทรานซ์ ซึ่งเป็นการแข่งขันสอบพร้อมกันของคนทั้งประเทศ จึงไม่น่าแปลกใจที่นักเรียนต่าง ๆ จะพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อที่จะสอบให้ติดให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการไปติวตามสถาบันกวดวิชาต่าง ๆ การอ่านหนังสือทั้งกลางวันและกลางคืน สิ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างต่อเนื่องเป็นเดือน เป็นปี ไม่ใช่การอ่านหนังสือแค่ชั่วข้ามคืนก็จะสามารถเอ็นติดได้ และเมื่อวันประกาศผลสอบมาถึง หลาย ๆ คนอาจจะไม่เชื่อสายตาตัวเองเมื่อมองเห็นชื่อของตนเองติดอยู่ที่บอร์ดว่าเอ็นทรานซ์เข้าคณะที่ตนเองต้องการได้แล้ว มันเหมือนกับฝันไป แต่นี่คือความฝันที่กลายเป็นจริง

พระเจ้าเดินดิน ฝันที่กลายเป็นจริง

คนอิสราเอลในอดีตนั้นก็มีความฝันที่อยากจะพบพระเจ้า เขาพยายามทุกวิถีทางเพื่อที่จะใด้เข้าใกล้ชิดกับพระองค์มากที่สุด และโดยพระคุณของพระองค์ พระเจ้าจึงอนุญาติให้คนอิสราเอลสามารถเข้าพบพระเจ้าได้โดยผ่านทางคนกลาง คือ “ปุโรหิต”

ในสมัยโมเสสนั้นพระเจ้าได้สั่งให้โมเสสตั้งเต็นท์นัดพบหรือพลับพลาขึ้น (อพยพ 40:1-17) เพื่อเก็บหีบพันธสัญญา และให้ปุโรหิตซึ่งเป็นลูกหลานของอาโรนทำหน้าที่ในพลับพลานั้น ให้เป็นคนกลางระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า

ต่อมาเมื่ออิสราเอลได้ครอบครองแผ่นดินคานาอันและมีกษัตริย์ปกครอง กษัตริย์ดาวิดต้องการที่จะสร้างวิหารแบบถาวรให้กับพระเจ้าแทนเต็นท์นัดพบ แต่พระเจ้าต้องการให้ซาโลมอนซึ่งเป็นลูกของดาวิดเป็นคนสร้างวิหารแทน (2 ซามูเลอ 7:12 – 13) ซาโลมอนจึงได้เริ่มสร้างพระวิหารของพระเจ้าหลังจากเขาปกครองอิสราเอลได้ 4 ปี (1 พงศ์กษัตริย์ 6:1) และใช้เวลาก่อสร้างพระวิหารทั้งหมด 7 ปี (1 พงศ์กษัตริย์ 6:38)

คนอิสราเอลต่างก็ทุ่มเทให้กับการก่อสร้างพระวิหารของพระเจ้าอย่างมาก มีการเตรียมวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยของดาวิดมาจนถึงสมัยของซาโลมอน การก่อสร้างพระวิหารก็ใช้เวลานาน แต่สิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งก็คือ แม้ว่าจะทุ่มเทมากขนาดนี้ แต่ในคำอธิษฐานของซาโลมอน เขาก็ยังไม่แน่ใจว่าพระเจ้าจะทรงประทับในพระวิหารแห่งนี้จริง ๆ ความฝันของคนอิสราเอลที่จะได้อยู่ใกล้ชิดพระเจ้านั้นมันเป็นไปได้หรือ ใน 1 พงศ์กษัตริย์ 8:27 ซาโมลอนอธิษฐานว่า

“แต่แท้จริงพระเจ้าจะประทับบนแผ่นดินโลกหรือ? ดูสิ ฟ้าสวรรค์และฟ้าสวรรค์อันสูงสุดยังรับพระองค์อยู่ไม่ได้ แล้วพระนิเวศนี้ซึ่งข้าพระองค์ได้สร้างขึ้นจะรับพระองค์ได้อย่างไร?

แต่แล้วความฝันของคนอิสราเอลก็เป็นความจริง การเฝ้ารอครั้งยิ่งใหญ่ของคนอิสราเอลได้สิ้นสุดลงเมื่อพระเยซูได้เสด็จลงมาเกิดบนโลกนี้ พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าแห่งความรักและพระองค์ทรงรักษาพระสัญญาของพระองค์เสมอ

ใน ยอห์น 1:1 – 23 เป็นเรื่องราวของพระเยซูพระบุตรของพระเจ้าที่ลงมาบนโลกเพื่อทำพันธกิจของพระองค์ที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ ยอห์นต้องการจะบอกทุกคนว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้า 100% และเป็นมนุษย์ 100% โดยในข้อ 14 ได้บอกว่า “พระวาทะทรงเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเรา เราเห็นพระสิริของพระองค์”

แท้จริงแล้วเรื่องราวเกี่ยวกับพระเยซูนั้นได้มีการบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ถึง 4 เล่ม คำถามคือ ทำไมถึงไม่บันทึกแค่เล่มเดียว ทำไมต้องมีมากมายด้วย?

พระเจ้าเดินดิน ฝันที่กลายเป็นจริง

เหตุที่มีการบันทึกหลายเล่มก็เพื่อให้เราได้เห็นชีวิตของพระเยซูในแง่มุมต่าง ๆ โดยมัทธิวได้เขียนเรื่องราวของพระเยซูโดยเน้นคนอ่านที่เป็นคนยิว เป็นการชี้ให้เห็นว่าพระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์ที่พระเจ้าได้สัญญาไว้ เป็นผู้ที่คนอิสราเอลเฝ้ารอมาตั้งแต่โบราณกาลและคำพยากรณ์ต่าง ๆ ในพระคัมภีร์เดิมได้สำเร็จแล้วในพระเยซูคริสต์ มัทธิวเขียนโดยเน้นที่ พระเยซูได้ตรัสอะไรไว้

มาระโกเขียนเรื่องราวของพระเยซูโดยเน้นให้คนโรมอ่าน ดังนั้นสิ่งที่มาระโกบันทึกจึงเป็นเรื่องราวต่าง ๆ ที่พระเยซูทรงกระทำ เน้นการเขียนแบบสั้น ๆ รวดเร็ว เหมือนลักษณะนิสัยของคนโรมที่เน้นการทำงานแบบมุ่งมั่นและกระชับ มาระโกจึงเน้นใน สิ่งที่พระเยซูทรงทำ รวดเร็วและสั้น

ลูกาเขียนเรื่องราวของพระเยซูให้กับคนกรีก ซึ่งคนกรีกในสมัยนั้นมักชอบเรียนรู้และถกเถียงเรื่องเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ ลูกาจึงพยายามชี้ให้เห็นว่าพระเยซูทรงเป็นมนุษย์คนหนึ่ง โดยการเขียนของลูกาจะเน้นว่า พระเยซูทรงรู้สึกอย่างไร

ยอห์นนั้นแตกต่างจากคนอื่น ๆ โดยยอห์นได้เขียนเรื่องราวของพระเยซูให้คนทั่วไปอ่าน ไม่ได้เน้นที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ยอห์นจึงได้เขียนเรื่องราวของพระเยซูเพื่อให้คนได้เห็นภาพของพระองค์ทั้งหมดว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้า และเป็นมนุษย์คนหนี่งด้วยเมื่อพระองค์เสด็จมาเกิดบนโลกนี้ และนี่จึงเป็นเหตุผลที่เรามักให้คนที่เริ่มศึกษาเรื่องราวของพระเจ้าอ่านพระคำยอห์นก่อนเป็นอันดับแรก ยอห์นพยายามเสนอภาพเพื่อให้คนอ่านได้รู้ว่า พระเยซูทรงเป็นใคร

เรารู้ว่ายอห์นหนึ่งในสาวกของพระเยซูเป็นผู้เขียนพระธรรมยอห์นเล่มนี้ สิ่งที่น่าแปลกก็คือ หลาย ๆ ครั้ง เช่น ใน ยอห์น 13:23 ยอห์นใช้คำว่า “สาวกที่พระองค์ทรงรัก” แทนการพูดถึงตัวเอง ทำไมยอห์นถึงพูดตัวเองในลักษณะนี้? เขาหลงตัวเองหรือว่าคิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่นหรือ?

เปล่าเลย การที่ยอห์นกล้าบอกทุกคนให้รู้ว่าตนเองเป็นศิษย์ที่พระเยซูทรงรักนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องของความหยิ่ง แต่เป็นเรื่องของความมั่นใจ สาวกวงในหรือสาวกที่พระเยซูทรงใกล้ชิดนั้นมีอยู่ 3 คน คือเปโตร ยากอบและยอห์นน้องชายของยากอบ เมื่อพระเยซูทรงรักษาลูกสาวของไยรัส พระองค์ไม่อนุญาตให้ใครติดตามไปยกเว้น 3 คนนี้ (มาระโก 5:37) เมื่อพระเยซูทรงจำแลงพระกายบนภูเขาและได้พบโมเสสกับเอลียาห์ พระเยซูไม่ได้ให้ใครติดตามพระองค์ขึ้นภูเขาลูกนั้นยกเว้นสาวกของพระองค์ 3 คนนี้ (มัทธิว 17:1 – 3) และเมื่อพระเยซูทรงอธิษฐานในสวนเกทเสมนี พระเยซูทรงให้สาวกคนอื่น ๆ รอพระองค์ และนำศิษย์เอก 3 คนนี้ของพระองค์ไปกับพระองค์ด้วย (มัทธิว 26:37) และที่บนกางเขนขณะที่พระเยซูทรงถูกตรึง พระเยซูทรงบอกให้ยอห์นรับนางมารีย์แม่ของพระองค์ไปดูแลประหนึ่งเป็นแม่ของตนเอง (ยอห์น 19:26 – 27) จากเหตุกาณ์ต่าง ๆ เหล่านี้นั่นเองที่ทำให้ยอห์นมั่นใจ ที่ทำให้ยอห์นกล้าเขียนว่าตนคือสาวกที่พระเยซูทรงรัก

ยอห์นคนนี้คือใคร? ยอห์นเป็นบุตรของเศเบดี มีพี่ชายชื่อยากอบซึ่งทั้งสองคนเป็นสาวกของพระเยซู (มัทธิว 4:21) ซึ่งทั้งยอห์นและยากอบนั้นพระเยซูทรงประทานชื่อให้ว่า “ลูกฟ้าร้อง” (มาระโก 3:17) เนื่องจากทั้งสองคนเป็นคนอารมณ์ร้อน มีครั้งหนึ่งชาวสะมาเรียหมู่บ้านหนี่งไม่ยอมต้อนรับพระเยซู ยากอบและยอห์นได้ทูลพระเยซูว่าต้องการให้พวกเขาอธิษฐานขอไฟลงมาเผาคนพวกนี้ไหม (ลูกา 9:53 – 56) ซึ่งพระเยซูก็ได้ทรงห้ามพวกเขาเอาไว้ อย่างไรก็ตามหลังจากที่ยอห์นได้ติดตามพระเยซูประมาณ 3 ปีครึ่ง ชีวิตของเขาก็ได้เปลี่ยนไป ยอห์นได้รับฉายาว่าเป็นคนแห่งรัก พระเยซูทรงเปลี่ยนชีวิตจากชายขี้โมโหให้เป็นชายที่เต็มไปด้วยความรัก และด้วยความอ่อนโยนนี้เองที่ทำให้ยอห์นได้เอนกายอยู่ที่พระทรวงของพระเยซูในอาหารเย็นมื้อสุดท้าย

พระเจ้าเดินดิน ฝันที่กลายเป็นจริง

มัทธิวได้พูดถึงพงศ์พันธุ์ของพระเยซูโดยย้อนกลับไปในสมัยของอับราฮัม (มัทธิว 1:1) ส่วนในลูกาได้ย้อนกลับไปถึงสมัยของอาดัม (ลูกา 3:23 – 38) แต่ยอห์นนั้นแตกต่างจากคนอื่น (ข้อ 1 – 3) ยอห์นได้พาผู้อ่านย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยปฐมกาล ยอห์นได้บอกว่าพระเยซูทรงเป็นพระวาทะ พระเยซูทรงเป็นพระเจ้า และพระเจ้าทรงสร้างโลกและสร้างสิ่งต่าง ๆ โดยทางพระเยซู ยอห์นได้ย้อนให้ผู้อ่านเห็นว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าและทรงดำรงอยู่ก่อนที่โลกนี้จะถือกำเนิดขึ้น และพระองค์ทรงเป็นผู้สร้างสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้พระเยซูจึงได้บอกว่าก่อนอับราฮัมเกิด เราเป็นอยู่แล้ว (ยอห์น 8:58)

แท้จริงแล้วการที่เราเชื่อว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ที่สร้างฟ้าสวรรค์และสิ่งต่าง ๆ นั้นสำคัญ เพราะถ้าเราเชื่อว่าพระเจ้าทรงสร้างโลกและจักรวาลแล้ว สิ่งต่าง ๆ ที่บันทึกในพระคัมภีร์ก็ไม่ยากที่เราจะเชื่อได้ เพราะไม่มีอะไรยิ่งใหญ่กว่านี้อีกแล้ว การรักษาโรค การเดินบนน้ำของพระเยซู การทำให้คนฟื้นขึ้นจากความตาย สิ่งเหล่านี้ดูแล้วเป็นเรื่องที่เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับการที่พระเจ้าทรงสร้างโลก สร้างสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ด้วยพระดำรัสของพระองค์เท่านั้น และเมื่อเราเชื่อในการทรงสร้างของพระเจ้า คำถามคือ ทำไมเรายังกังวลกับปัญหาต่าง ๆ ที่อยู่รายล้อมรอบตัวเราอีกเล่า? สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเล็กน้อยมาก ๆ เมื่อเทียบกับการทรงสร้างของพระองค์

ยอห์นได้บันทึกความจริงบางประการเกี่ยวกับพระเยซูพระบุตรของพระเจ้าที่ลงมาอยู่ในโลกนี้ ดังนี้

1. พระเยซูทรงเป็นแหล่งแห่งชีวิต (ข้อ 4)

ทุกชีวิตบนโลกนี้เกิดขึ้นได้เพราะพระองค์ ซึ่งชีวิตในพระคัมภีร์นั้นจะสื่อความหมายอยู่ 3 อย่างคือ

- ชีวิตฝ่ายร่างกาย คือขีวิตตามเนื้อหนังที่เราดำรงอยู่ จับต้องได้

- ชีวิตที่จับต้องไม่ไดก็คือความคิดจิตใจ และจิตวิญญาณของเรา

- ชีวิตที่บังเกิดใหม่ คือคุณภาพชีวิตใหม่ที่เรามีเมื่อเราได้มารู้จักกับพระเจ้า เราเป็นคนใหม่ สิ่งสารพัดเก่า ๆ ก็ล่วงไป เราดำเนินชีวิตโดยมีพระเยซูเป็นศูนย์กลางของชีวิต

ซึ่งชีวิตทั้ง 3 แบบนี้ ยอห์นบอกว่าพระเยซูทรงเป็นแหล่งของชีวิตทั้งสาม เพราะพระเยซูทรงเป็นพระเจ้า และพระเจ้าทรงเป็นผู้ปั้นมนุษย์ขึ้นมา นอกจากนี้พระเจ้ายังทรงระบายลมปราณให้แก่มนุษย์ ทำให้มนุษย์มีชีวิตและมีจิตวิญญาณ ซึ่งแตกต่างจากสัตว์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่พระองค์ทรงสร้าง เพราะสิ่งเหล่านั้นพระเจ้าแค่ตรัส และมันก็เกิดขึ้น และด้วยความรักของพระเจ้าที่ต้องการไถ่มนุษย์ให้พ้นจากความพินาศ พระเยซูจึงได้เสด็จมาในโลก ทรงยอมตายบนไม้กางเขน ผู้ที่เชื่อในพระองค์ก็จะได้ชีวิตใหม่ เป็นชีวิตนิรันดร์ที่เราจะได้อยู่กับพระเจ้าหลังจากที่เราจากโลกนี้ไปแล้ว

2. พระเยซูทรงเป็นความสว่างที่ส่องเข้ามาในความมืด (ข้อ 5)

ซึ่งความมืดหรือความชั่วร้ายไม่สามารถที่จะเอาชนะพระองค์ได้ เพราะพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ แท้จริงแล้วความชั่วร้ายต่าง ๆ ที่เราเห็นนั้นกำเนิดมาจากความบาปซึ่งมีมารซาตานอยู่เบื้องหลัง แล้วซาตานคือใคร ก็คือทูตสวรรค์ที่พระเจ้าทรงสร้างและได้กบฏต่อพระองค์ ดังนั้นสิ่งที่ถูกสร้างไม่มีทางชนะผู้สร้างได้ฉันใด ความมืดก็จะไม่มีทางชนะความสว่างได้ฉันนั้น

ยอห์นได้พูดถึงยอห์นผู้ให้บัพติสมาว่ามีหน้าที่เป็นพยานถึงความสว่างที่ได้ส่องเข้ามาในโลก เขาได้บอกคนอิสราเอลว่าพระเมสสิยาห์ได้มาแล้ว เวลาแห่งการรอคอยได้สิ้นสุดลง พระเจ้าได้ประทานพระผู้ช่วยให้รอดมาให้ตามสัญญา เนื่องจากในเวลานั้นยังไม่มีใครรู้จักพระเยซู ยอห์นผู้ให้บัพติสมาจึงต้องประกาศให้ทุกคนได้รู้ว่าพระเยซูคริสต์คือคน ๆ นั้นที่ทุกคนเฝ้ารอ

สิ่งที่น่าเศร้าก็คือผู้คนต่าง ๆ พากันปฏิเสธพระเยซู ไม่ต้อนรับพระองค์ แท้จริงแล้วพระองค์คือผู้ที่สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก การที่พระองค์เสด็จลงมายังโลกนี้ก็เหมือนกับมายังบ้านเมืองของพระองค์ (11) ซึ่งในที่นี้คำว่าบ้านเมืองของพระองค์จึงไม่ได้หมายความแค่เมืองนาซาเร็ธที่พระองค์เติบโตขึ้น ดังนั้น “ทุกคนที่ยอมรับพระองค์” จึงไม่ได้หมายความถึงแต่คนยิวพวกเดียว แต่หมายถึงคนทุกคนที่อยู่บนโลกนี้ที่ต้อนรับพระเยซู พระองค์ก็ทรงประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระองค์ และนี่คือพระคุณของพระเจ้า เพราะการเป็นลูกพระเจ้าได้นั้นไม่ได้เกิดจากความพยายามของตัวเราเอง แต่เป็น “พระประสงค์ของพระเจ้า” (13) เพราะเรารอดโดยพระคุณผ่านทางความเชื่อไม่ใช่โดยการกระทำของตัวเราเอง

พระเจ้าเดินดิน ฝันที่กลายเป็นจริง

3. เราสามารถเห็นพระสิริของพระเจ้าได้โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์

ยอห์นผู้ให้บัพติสมาได้เป็นพยานว่าพระเจ้าได้มาบังเกิดและดำเนินชีวิติอยู่บนโลกแล้วจริง ๆ และเราได้เห็นพระเจ้า ได้เห็นพระสิริของพระองค์ผ่านทางพระเยซูคริสต์ นี่เป็นสิทธิพิเศษ เพราะตั้งแต่อดีตมาไม่เคยมีใครเคยเห็นพระเจ้าแบบเต็มสง่าราศรีเลย

โมเสสผู้ซึ่งคนอิสราเอลยกย่อง ผู้ซึ่งได้พูดคุยกับพระเจ้าแบบหน้าต่อหน้า แต่โมเสสก็ยังไม่เคยเห็นพระเจ้า ลองคิดดูว่าจะมีสักกี่คนที่เคยเห็นการอัศจรรย์ต่าง ๆ มากมายแบบโมเสสบ้าง โมเสสเห็นพระเจ้าพาคนอิสราเอลออกจากอียิปต์ได้โดยการอัศจรรย์ เขาได้เห็นภัยพิบัติต่าง ๆ ที่พระเจ้าทำแก่คนอียิปต์จนต้องยอมปล่อยชนชาติอิสราเอลออกเป็นอิสระ เขาได้เห็นทะเลแหวกออกให้คนอิสราเอลเดินข้ามไป ได้เห็นน้ำกลับเข้ามาดังเดิมและท่วมกองทัพอียิปต์ตายต่อหน้าต่อตา เขาได้เห็นน้ำออกจากหิน เห็นมานาตกลงมาทุก ๆ วัน ให้คนอิสราเอลมีอาหารกิน การเดินทางในถิ่นทุรกันดารก็มีเสาเมฆเสาเพลิงนำทาง แม้ว่าโมเสสจะใกล้ชิดพระเจ้ามากขนาดนี้ แต่โมเสสก็ยังทูลขอพระเจ้าว่า “ขอทรงสำแดงพระสิริของพระองค์แก่ข้าพระองค์เถิด” (อพยพ 33:18) และพระเจ้าตรัสกับโมเสสว่าจะเห็นหน้าพระองค์ไม่ได้ เพราะถ้าเห็นก็จะต้องตาย สิ่งที่สามารถทำได้คือซ่อนโมเสสไว้ที่ซอกหินและเอามือของพระเจ้าบังไว้ เมื่อเอามือออกแล้วโมเสสก็จะสามารถเห็นหลังพระเจ้าได้ แต่จะไม่ได้เห็นหน้า (อพยพ 33:21- 23)

สาวกของพระเยซูเองก็เป็นเหมือนกับโมเสส แม้ว่าเขาจะเห็นการอัศจรรย์ที่พระเยซูทรงกระทำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงคน 5,000 คน ด้วยขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัว การรักษาคนตาบอดให้มองเห็น คนง่อยเดินได้ ผีร้ายต่าง ๆ ถูกขับออก หรือแม้กระทั่งคนที่ตายไปแล้วกลับฟื้นมีชีวิตอีกครั้ง แต่ฟีลิปกลับทูลพระเยซูว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอสำแดงพระบิดาให้พวกข้าพระองค์เห็น ก็พอใจข้าพระองค์แล้ว” (ยอห์น 14:8) พระเยซูจึงบอกเขาว่า “คนที่ได้เห็นเราก็ได้เห็นพระบิดา” (ยอห์น 14:9) และนี่จึงเป็นเหตุผลที่ยอห์นผู้ให้บัพสิมาบอกแก่คนอิสราเอลว่า “ไม่มีใครเคยเห็นพระเจ้าเลย แต่พระบุตรองค์เดียวผู้สถิตในพระทรวงของพระบิดา ทรงสำแดงพระเจ้าแล้ว”

พระเจ้าเดินดิน ฝันที่กลายเป็นจริง

สิ่งที่น่ายกย่องและควรเอาเป็นแบบอย่างก็คือ การที่ยอห์นผู้ให้บัพติสมานั้นมุ่งเน้นการสอนพระคำพระเจ้า เขาไม่เคยพยายามทำให้คำเทศนาของเขานั้นรู้สึกดี รู้สึกมีน้ำหนัก เพราะพระคำของพระเจ้านั้นมีน้ำหนักอยู่แล้ว เหมือนกับอาจารย์เปาโลที่บอกว่า “คำพูดและคำเทศนาของข้าพเจ้าไม่ใช่เป็นการพูดชักชวนด้วยปัญญาแต่เป็นการสำแดงพระวิญญาณและฤทธานุภาพ เพื่อความเชื่อของพวกท่านจะไม่ขึ้นกับปัญญาของมนุษย์ แต่ขึ้นกับฤทธิ์เดชของพระเจ้า” (1 โครินธ์ 2:4 – 5)

มีคนถามยอห์นผู้ให้บัพติสมาว่า ท่านเป็นใคร เป็นพระคริสต์หรือ หรือว่าเป็นเอลียาห์ หรือว่าเป็นผู้เผยพระวจนะคนนั้นหรือ ยอห์นผู้ให้บัพติสมาบอกว่าตัวเขาไม่ใช่คนเหล่านั้น แม้ว่าในเวลานั้นยอห์นผู้ให้บัพติสมาจะเป็นผู้ที่มีชื่อเสียง มีลูกศิษย์มากมาย มีคนติดตามมาฟังการประกาศของเขาจำนวนมาก แต่ยอห์นผู้ให้บัพติสมาได้ตอบคำถามแบบตรงไปตรงมา ไม่ได้พยายามทำให้ตนเองดูดีขึ้น หรือให้ดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น เขากลับตอบแบบถ่อมใจว่า เขาไม่ใช่พระคำ ไม่ใช่พระวาทะ แต่เป็นแค่เสียง เป็นแค่ผู้ส่งสาร เป็นผู้เตรียมทางให้เท่านั้น และพระเยซูคริสต์ต่างหากที่ทรงเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต พระเยซูคริสต์ที่เราเป็นพยานอยู่ผู้นี้แหละคือพระบุตรของพระเจ้าที่ลงมาเกิดบนโลกนี้

“พระสิริจงมีแด่พระเจ้าในที่สูงสุด ส่วนบนแผ่นดินโลก สันติสุขจงมีท่ามกลางมนุษย์ทั้งหลายที่พระองค์โปรดปรานนั้น” ลูกา 2:14


ถ้าหากสนใจอยากรู้เรื่องราวของการเป็นคริสเตียน สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่หัวข้อ เริ่มต้นการเป็นคริสเตียน หรือถ้าหากมีคำถามก็สามารถเมลมาสอบถามได้ที่ christiansiam@gmail.com

ค้นหาความจริง

เริ่มต้นการเป็นคริสเตียน

เกี่ยวกับเรา

เว็บสยามคริสเตียน (Siam Christian) เป็นเว็บส่วนบุคคลที่ไม่ขึ้นกับองค์กรหรือหน่วยงานใด ๆ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ผู้ที่สนใจเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้า พระเยซู คริสเตียน หรือคริสตจักรต่าง ๆ ในประเทศไทย หากท่านมีคำถามหรือมีข้อเสนอแนะอะไรก็สามารถอีเมลมาพูดคุยกับเราได้ที่ christiansiam@gmail.com