ความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก แต่ความรักใหญ่ที่สุด
1 โครินธ์ 13:13
Email: christiansiam@gmail.com

คำเทศนา - ทำไมสิ่งไม่ดีถึงเกิดขึ้นกับคนดี ตอนที่ 3

คำเทศนาประจำวันที่ 19 กรกฎาคม 2569

โดย ดร. จิโรจ บงกชมาศ



กิจการของอัครทูต 27


สรุปคำเทศนา - ทำไมสิ่งไม่ดีถึงเกิดขึ้นกับคนดี ตอนที่ 3

ทำไมสิ่งไม่ดีเกิดขึ้นกับคนดี? เมื่อพระเจ้าใช้พายุเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นพระพร

หลายคนเคยตั้งคำถามว่า “ทำไมสิ่งไม่ดีเกิดขึ้นกับคนดี?” เพราะเรามักเชื่อว่า ถ้าเราไม่ได้ทำสิ่งเลวร้าย หากเราพยายามเป็นคนดี หรือดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง เราก็ไม่ควรพบกับความทุกข์ ความไม่ยุติธรรม ความสูญเสีย หรือเหตุการณ์ที่เกินกว่าจะรับมือได้


แต่เมื่อสิ่งไม่ดีเกิดขึ้นจริง สิ่งที่เราเชื่ออาจขัดแย้งกับความเป็นจริง ความคิดของเราเริ่มต่อสู้กัน เราสงสัยว่าทำไมพระเจ้าจึงไม่ปกป้อง ทำไมพระองค์ไม่หยุดเหตุการณ์นั้น และทำไมคนที่รักพระเจ้าจึงยังต้องเผชิญกับปัญหา


พระธรรมโยบช่วยให้เราเข้าใจว่า การที่สิ่งไม่ดีเกิดขึ้นกับคนดีไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเรายังดำเนินชีวิตอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความบาป ความไม่ยุติธรรม และการตัดสินใจที่ผิดพลาดของมนุษย์ การกระทำของคนหนึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อตนเอง คนรอบข้าง สังคม และธรรมชาติได้ นอกจากนี้ พระคัมภีร์ยังกล่าวถึงการทำงานของมารซาตาน ซึ่งไม่ได้หวังดีต่อมนุษย์และคนของพระเจ้า


การเชื่อพระเจ้าจึงไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่พบปัญหา แต่หมายความว่า เมื่อปัญหาเกิดขึ้น เราไม่ได้เผชิญมันเพียงลำพัง และพระเจ้าสามารถใช้สิ่งที่ไม่ดีเพื่อทำให้สิ่งที่ดีกว่าเกิดขึ้นได้


การเป็นคนดีไม่ได้รับประกันว่าจะไม่พบปัญหา

ลองคิดถึงการขับรถ คนที่ขับรถดี มีวินัย และระมัดระวัง ย่อมลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้อย่างมาก แต่การขับรถดีไม่ได้รับประกันว่าเขาจะปลอดภัยจากอุบัติเหตุในทุกเวลา ทุกสถานที่ และทุกสถานการณ์


ตราบใดที่บนถนนยังมีผู้ขับขี่ที่ประมาท คนที่ดื่มแอลกอฮอล์ก่อนขับรถ คนขับมือใหม่ รถที่ไม่พร้อมใช้งาน หรือผู้ขับขี่ที่มีปัญหาด้านสุขภาพ อุบัติเหตุก็ยังสามารถเกิดขึ้นกับคนที่ขับรถอย่างระมัดระวังได้


ชีวิตก็เช่นเดียวกัน


เมื่อเราตื่นขึ้นและออกจากบ้าน เรากำลังนำตัวเองเข้าไปอยู่ท่ามกลางผู้คน เหตุการณ์ และสถานการณ์มากมาย บางครั้งเราอาจเข้าไปพบปัญหา บางครั้งปัญหาอาจเดินเข้ามาหาเรา และบางครั้งเราเองอาจเป็นผู้สร้างปัญหาโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม


การคิดว่า “ถ้าเราเป็นคนดี เราจะปลอดภัยจากทุกปัญหา” จึงเป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่ไม่ใช่สิ่งที่สอดคล้องกับความเป็นจริง


การเป็นคนดียังคงเป็นสิ่งที่ดี การดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องช่วยลดปัญหาได้มาก แต่ความดีของเราไม่ได้ทำให้เราหลุดพ้นจากโลกที่ยังมีความบกพร่อง ความผิดพลาด และความไม่ยุติธรรม


ไม่ว่าเราจะเป็นใคร ทุกคนต้องเผชิญพายุ

ไม่มีใครหนีปัญหาได้ทั้งหมด ไม่ว่าเราจะฉลาดเพียงใด มีเงินมากเพียงใด หรือประสบความสำเร็จมากเพียงใด ทุกคนต่างมีวิกฤตที่ต้องเผชิญ เพียงแต่รายละเอียดของปัญหาอาจแตกต่างกัน


คนฉลาดอาจต่อสู้กับความหยิ่ง ซึ่งทำลายความสัมพันธ์ได้ คนร่ำรวยอาจมีทรัพย์สินมากมาย แต่เมื่อความเจ็บป่วยเกิดขึ้น เงินก็อาจไม่สามารถแก้ไขทุกอย่างได้ บางคนพบกับความเครียด บางคนถูกกลั่นแกล้ง บางคนได้รับความไม่ยุติธรรม และบางคนต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่ตนเองไม่สามารถควบคุมได้


พระเจ้าทรงรู้ว่า ตราบใดที่มนุษย์ยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาทั้งหมดได้ พระองค์จึงสามารถนำสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้มาใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อสร้างสิ่งที่ดีกว่าในชีวิตของเรา


นี่เป็นคำตอบสำคัญประการหนึ่งของคำถามว่า ทำไมสิ่งไม่ดีเกิดขึ้นกับคนดี


สิ่งไม่ดีเปิดโอกาสให้พระเจ้าเข้ามาแทรกแซง และทำให้สิ่งที่ดีเกิดขึ้นจากสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะไม่มีความหวัง


พระเจ้าไม่ได้สัญญาว่าเราจะไม่พบปัญหา

คนที่เชื่อพระเจ้าย่อมได้รับการดูแล การปกป้อง และพระพรจากพระองค์ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่พบเหตุการณ์เลวร้ายเลย


เรายังอาจพบปัญหาจากความบกพร่องของตนเอง ความผิดพลาดของผู้อื่น หรือการทำงานของมาร แต่พระเจ้าสามารถใช้สิ่งที่เราต้องเผชิญอยู่แล้ว เปลี่ยนให้กลายเป็นสิ่งที่ดีและมีคุณค่ามากขึ้น


พระเจ้าสามารถใช้ปัญหาเป็นเครื่องมือเพื่อ


  • เปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา
  • ทำให้เราถ่อมใจมากขึ้น
  • เตรียมเราให้พร้อมสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
  • ทำให้เรารู้จักและไว้วางใจพระองค์มากขึ้น
  • เปิดทางให้ผู้อื่นได้รับพระพรผ่านชีวิตของเรา
  • นำเราไปยังเส้นทางที่ไม่เคยอยู่ในแผนของเรา

แนวทางเช่นนี้ปรากฏอยู่หลายครั้งในพระคัมภีร์


โยเซฟ โมเสส และพระเยซู: สิ่งไม่ดีที่กลายเป็นพระพร

โยเซฟถูกพี่ชายทรยศและขายไปเป็นทาสในอียิปต์ เขาต้องพบกับความทุกข์เป็นเวลาหลายปี แต่ในที่สุดพระเจ้าทรงยกชีวิตของเขาขึ้น และใช้เขาให้เป็นพระพรแก่ผู้คนมากมาย


โมเสสเคยทำผิดพลาดและต้องหนีออกจากอียิปต์ เขาใช้ชีวิตอยู่ในถิ่นทุรกันดารเป็นเวลาถึง 40 ปี ช่วงเวลานั้นอาจดูเหมือนเป็นการสูญเสีย แต่พระเจ้าใช้มันเพื่อเตรียมโมเสสให้พร้อมสำหรับการนำชนชาติอิสราเอลผ่านถิ่นทุรกันดาร


พระเยซูทรงเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่พระองค์กลับถูกทำร้าย ถูกข่มเหง ถูกเข้าใจผิด และถูกตรึงบนไม้กางเขน ไม้กางเขนดูเหมือนเป็นความพ่ายแพ้และความสูญเสียครั้งใหญ่ แต่พระเจ้าทรงใช้ไม้กางเขนนั้นให้กลายเป็นหนทางแห่งความรอด


นี่คือวิธีการที่เราเห็นตลอดพระคัมภีร์ พระเจ้าไม่ได้เรียกความชั่วว่าความดี แต่พระองค์สามารถนำสิ่งดีออกมาจากเหตุการณ์ที่ไม่ดีได้


สิ่งที่ดูเหมือนทำให้เราสูญเสียโอกาส อาจกลายเป็นโอกาสของพระเจ้าที่จะเปลี่ยนแปลง เตรียม และนำเราไปสู่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า


เปาโลกับพายุในพระธรรมกิจการบทที่ 27–28

อีกตัวอย่างหนึ่งที่ช่วยให้เราเข้าใจว่า พระเจ้าอนุญาตให้เกิดปัญหาเพื่ออะไร คือเรื่องราวของเปาโลกับพายุในพระธรรมกิจการบทที่ 27 และ 28


เปาโลเดินทางทางเรือจากเมืองซีซารียาไปยังกรุงโรม ระหว่างทางเรือเดินทางมาถึงสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งเรียกว่า “ท่างาม” หรือ Fair Havens


เปาโลเตือนว่าไม่ควรเดินทางต่อ เพราะเข้าสู่ช่วงเวลาที่การเดินเรือมีอันตราย หากออกเดินทางต่อ เรือ ทรัพย์สิน และชีวิตของผู้โดยสารอาจได้รับความเสียหาย


อย่างไรก็ตาม กัปตันเรือและคนส่วนใหญ่ไม่ได้เชื่อคำเตือนของเปาโล พวกเขาเห็นว่าท่างามไม่เหมาะสำหรับพักในช่วงฤดูหนาว จึงตั้งใจเดินทางต่อไปยังฟีนิกซ์ ซึ่งดูเหมือนอยู่ไม่ไกลและเหมาะสมกว่า


ในตอนแรก ลมใต้พัดเบา ๆ ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปตามแผน พวกเขาจึงทอดสมอและแล่นเรือเลียบชายฝั่ง แต่ไม่นานก็เกิดพายุรุนแรง เรือไม่สามารถต้านลมได้ และต้องปล่อยให้เรือลอยไปตามลม


เมื่อชีวิตไปไม่ถึงจุดหมายที่เราวางไว้

จุดหมายเดิมของคนบนเรือคือฟีนิกซ์ ดูจากระยะทางแล้วเหมือนไม่ไกล ดูเหมือนเดินทางได้ง่าย และไม่น่ามีอันตราย แต่สุดท้ายพวกเขากลับไปไม่ถึง


ชีวิตของเราก็อาจเป็นเช่นนั้น


เราวางแผนไว้อย่างดี คิดว่าจุดหมายอยู่ไม่ไกล และเชื่อว่าเราสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แต่เพียงไม่นาน พายุบางอย่างก็เกิดขึ้นและทำให้เราไปไม่ถึงจุดหมายเดิม


พายุนั้นอาจเป็นความผิดหวัง การสูญเสียงาน ปัญหาทางการเงิน ความเจ็บป่วย ความไม่ยุติธรรม ความล้มเหลว หรือการเปลี่ยนแปลงที่เราไม่ได้เลือก


หลายครั้ง พายุพาเราไปยังสถานที่ที่ไม่เคยอยู่ในแผนของเรา แต่สถานที่นั้นอาจทำให้เรารู้จักพระเจ้ามากขึ้น เห็นการช่วยเหลือของพระองค์ชัดเจนขึ้น และพบสิ่งที่ดีกว่าที่เราเคยวางแผนไว้


“ปล่อยไปตามลม” ไม่ได้หมายถึงการหมดหวัง

ข้อความสำคัญในเรื่องนี้คือ เมื่อเรือไม่สามารถต้านพายุได้ คนบนเรือจึง “ปล่อยไปตามลม”


ในชีวิตคริสเตียน เรามักพยายามต่อสู้กับปัญหา พยายามควบคุมทุกอย่าง และพยายามทำให้เหตุการณ์เป็นไปตามแผนของเรา แต่บางครั้งเราต้องยอมรับว่า มีหลายเรื่องที่เราไม่สามารถควบคุมได้


การปล่อยวางไม่ได้หมายความว่าเราเลิกเชื่อ เลิกพยายาม หรือปล่อยชีวิตอย่างไม่มีจุดหมาย แต่หมายถึงการยอมมอบสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ไว้กับพระเจ้า


เราอาจยังไม่เห็นว่าพระองค์กำลังทำอะไร เรายังอาจไม่รู้ว่าพายุจะพาเราไปที่ใด แต่เราสามารถเชื่อได้ว่า พระเจ้ายังคงมีแผนการที่ดีกว่า


ความผิดหวังบางครั้งอาจเป็น “ทิศทางใหม่” ที่พระเจ้าประทานให้ สิ่งที่เราเคยคิดว่าเป็นจุดหมายที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่สถานที่ที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้สำหรับเรา


ตราบใดที่เรายังมีพระเจ้า เราไม่จำเป็นต้องกลัวว่าพายุจะพาเราไปที่ใด


พายุอาจทำให้เราสูญเสียสิ่งของ แต่พบสิ่งที่มีค่ากว่า

เมื่อพายุรุนแรงขึ้น คนบนเรือต้องทิ้งสัมภาระและเครื่องใช้ต่าง ๆ เพื่อให้เรือเบาลง พวกเขาไม่เห็นดวงอาทิตย์หรือดวงดาวเป็นเวลาหลายวัน และในที่สุดความหวังว่าจะรอดก็เกือบหมดสิ้น


พายุบางลูกในชีวิตทำให้เราต้องปล่อยสิ่งที่เคยคิดว่าสำคัญ เราอาจสูญเสียทรัพย์สิน โอกาส ตำแหน่ง ความสำเร็จ หรือแผนที่วางไว้


ในตอนนั้นเราอาจรู้สึกว่าความหวังของเราล้มละลาย มองไม่เห็นอนาคต และไม่รู้ว่าชีวิตจะไปจบลงที่ใด


อย่างไรก็ตาม การมองไม่เห็นทางข้างหน้าไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่มีแผนการ


เราอาจมองไม่เห็นดวงดาว แต่พระเจ้ายังคงรู้ว่าเรือกำลังเดินทางไปทางใด เราอาจไม่รู้ว่าพายุจะสิ้นสุดเมื่อไร แต่พระเจ้ายังสามารถนำเราไปถึงสถานที่ที่พระองค์เตรียมไว้


เกาะมอลตา: จุดหมายที่ไม่อยู่ในแผน

ในที่สุดเรือของเปาโลก็อับปางใกล้เกาะมอลตา ทุกคนต้องว่ายน้ำหรืออาศัยชิ้นส่วนของเรือขึ้นไปบนเกาะ


เกาะมอลตาไม่เคยอยู่ในแผนการเดินทางเดิม พวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะไปที่นั่น และคงไม่มีใครเลือกการเดินทางที่ต้องผ่านพายุและเรือแตกเช่นนี้


แต่เมื่อไปถึงเกาะ พวกเขากลับได้รับการต้อนรับและดูแลอย่างดี


ปูบลิอัส ผู้เป็นบุคคลสำคัญของเกาะ ให้การต้อนรับพวกเขา ต่อมาบิดาของเขาป่วย เปาโลจึงเข้าไปหา อธิษฐาน วางมือ และรักษาให้หาย เมื่อเรื่องนี้เกิดขึ้น คนอื่น ๆ บนเกาะที่เจ็บป่วยก็มาหาและได้รับการรักษาด้วย


เมื่อเปาโลและคณะจะเดินทางออกจากเกาะ ชาวเกาะยังนำสิ่งของที่จำเป็นมาให้พวกเขาสำหรับการเดินทางต่อไป


พายุทำให้พวกเขาไปไม่ถึงฟีนิกซ์ แต่พายุพาพวกเขามาถึงมอลตา


เรือแตก แต่ผู้คนบนเกาะได้รับพระพร


สัมภาระสูญหาย แต่พวกเขาได้รับสิ่งจำเป็นสำหรับการเดินทางครั้งใหม่


สถานที่ซึ่งไม่เคยอยู่ในแผน กลับกลายเป็นสถานที่ที่พระเจ้าทรงสำแดงพระราชกิจของพระองค์


ข่าวร้ายอาจซ่อนโอกาสให้รู้จักพระเจ้า

ในคำเทศนายังเล่าถึงแพทย์คนหนึ่งซึ่งประสบความสำเร็จในการทำงาน เขาตั้งใจสร้างชื่อเสียงและก้าวหน้าในอาชีพ แต่วันหนึ่งกลับตรวจพบก้อนเนื้อร้ายที่ตับ และได้รับแจ้งว่าอาจมีชีวิตเหลืออยู่ไม่นาน


ข่าวร้ายทำให้เขาคิดถึงครอบครัว โดยเฉพาะลูกสาวที่ยังเรียนไม่จบ เขาจึงติดต่อศิษยาภิบาลซึ่งเคยรู้จักในช่วงวัยรุ่น และได้ฟังพระวจนะจากสดุดีบทที่ 103 เกี่ยวกับพระเจ้าผู้ทรงให้อภัย รักษา ไถ่ และสวมความรักมั่นคงให้แก่มนุษย์


คืนนั้นเขาตัดสินใจเชื่อพระเยซู และนำเรื่องความรอดไปบอกภรรยาและลูก ๆ จนทั้งครอบครัวตัดสินใจเชื่อพระเจ้า


ในเวลาต่อมา เขาเข้ารับการผ่าตัด แต่แพทย์กลับไม่พบก้อนเนื้อดังกล่าว หลังจากนั้นชีวิตของเขาเปลี่ยนทิศทาง เขาไปศึกษาพระคัมภีร์และเข้าสู่การรับใช้ในเอเชีย


เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นว่า พายุแห่งความเจ็บป่วยดูเหมือนนำข่าวร้ายและความสูญเสียมาให้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง พายุนั้นกลับนำเขาและครอบครัวไปพบความรอด และนำชีวิตเข้าสู่การรับใช้พระเจ้า


สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่าทุกความเจ็บป่วยจะจบลงในรูปแบบเดียวกัน แต่แสดงให้เห็นว่า แม้ในสถานการณ์ที่เลวร้าย พระเจ้าก็ยังสามารถทำสิ่งที่ดีซึ่งเราไม่เคยคาดคิดได้


เราควรทำอย่างไรเมื่อกำลังอยู่ท่ามกลางพายุ

เมื่อเราเผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ เราอาจตอบสนองได้ด้วยแนวทางต่อไปนี้


1. ยอมรับว่าการเป็นคนดีไม่ได้ทำให้เราปลอดภัยจากทุกปัญหา

อย่าตีความว่าปัญหาที่เกิดขึ้นหมายความว่าเราเป็นคนไม่ดี หรือพระเจ้าทอดทิ้งเรา คนของพระเจ้าในพระคัมภีร์หลายคนก็เคยพบกับความทุกข์และความไม่ยุติธรรม


2. แยกสิ่งที่ควบคุมได้ออกจากสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

สิ่งที่เราทำได้ก็ควรทำอย่างดีที่สุด แต่สิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมต้องเรียนรู้ที่จะมอบไว้กับพระเจ้า


3. อย่าสูญเสียความเชื่อและความรักในพระเจ้า

พายุอาจทำให้เราสูญเสียโอกาส แต่ตราบใดที่เราไม่สูญเสียความเชื่อ ปัญหานั้นยังสามารถเปิดโอกาสให้พระเจ้าเข้ามาทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าได้


4. เลือกพระเจ้าก่อน แม้ยังไม่เห็นคำตอบ

เราอาจยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดเรื่องนี้จึงเกิดขึ้น แต่เราสามารถเลือกไว้วางใจ ติดตาม และยืนอยู่กับพระเจ้าได้


5. มองหาสิ่งที่พระเจ้ากำลังเปลี่ยนแปลงในตัวเรา

ปัญหาอาจกำลังทำให้เราถ่อมใจ เข้มแข็งขึ้น เข้าใจผู้อื่นมากขึ้น หรือเตรียมเราไว้สำหรับงานบางอย่างในอนาคต


6. เตรียมแบ่งปันคำพยานเมื่อผ่านพายุไปแล้ว

พายุที่เราเผชิญในวันนี้ อาจกลายเป็นเรื่องราวที่ช่วยให้ผู้อื่นมีความหวังในวันข้างหน้า


บทสรุป: พายุไม่ใช่จุดจบของเรื่องราว

เราอาจไม่สามารถหลีกเลี่ยงพายุทุกลูกในชีวิตได้ การเป็นคนดีไม่ได้รับประกันว่าเราจะไม่พบความสูญเสีย ความผิดหวัง ความเจ็บป่วย หรือความไม่ยุติธรรม


แต่สำหรับผู้ที่เดินกับพระเจ้า พายุไม่จำเป็นต้องเป็นจุดจบของเรื่องราว


พายุอาจเปลี่ยนเส้นทางของเรา พาเราไปยังสถานที่ที่ไม่อยู่ในแผน และทำให้เราต้องปล่อยสิ่งที่เคยยึดถือไว้ แต่พระเจ้าสามารถอยู่เบื้องหลังพายุนั้น เพื่อนำเรือแห่งชีวิตไปยังสถานที่ที่ดีกว่า


เมื่อเรามองไม่เห็นอนาคต ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่มีแผนการ เมื่อเราไม่เห็นคำตอบ ไม่ได้หมายความว่าพระองค์ไม่ได้ทำงาน และเมื่อเราสูญเสียโอกาสหนึ่งไป ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่สามารถเปิดโอกาสที่ยิ่งใหญ่กว่าได้


ดังนั้น หากวันนี้คุณกำลังเผชิญกับพายุและไม่รู้ว่าจะเดินต่ออย่างไร จงทำสิ่งที่คุณทำได้ มอบสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ไว้กับพระเจ้า และอย่าสูญเสียความเชื่อ


ให้พระเจ้าพาคุณผ่านพายุ ให้ประสบการณ์นั้นทำให้คุณรู้จักพระองค์มากขึ้น และเมื่อผ่านพ้นไปแล้ว จงใช้เรื่องราวของคุณเป็นคำพยาน เพื่อให้ผู้อื่นเห็นว่า พระเจ้าสามารถทำให้สิ่งดีเกิดขึ้นได้ แม้ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่ดี


คำถามที่พบบ่อย

1. ทำไมสิ่งไม่ดีเกิดขึ้นกับคนดี?

เพราะเรายังอยู่ในโลกที่มีความบาป ความไม่ยุติธรรม ความผิดพลาดของมนุษย์ และการทำงานของมาร การเป็นคนดีช่วยลดปัญหาบางอย่างได้ แต่ไม่ได้ทำให้เราปลอดภัยจากทุกเหตุการณ์


2. การพบปัญหาหมายความว่าพระเจ้าทอดทิ้งเราหรือไม่?

ไม่จำเป็น คนของพระเจ้าหลายคนในพระคัมภีร์ เช่น โยเซฟ โมเสส เปาโล และแม้แต่พระเยซู ต่างเคยพบกับความทุกข์ การมีปัญหาไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่อยู่กับเรา


3. ทำไมพระเจ้าอนุญาตให้เกิดปัญหา?

เหตุผลอาจมีหลายประการ แต่ประการหนึ่งคือ ปัญหาเปิดโอกาสให้พระเจ้าเข้ามาแทรกแซง เปลี่ยนแปลงชีวิต เตรียมเรา และทำให้สิ่งที่ดีกว่าเกิดขึ้น


4. พระเจ้าทรงเป็นผู้ทำให้สิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นหรือไม่?

บทเรียนนี้เน้นว่า ปัญหาอาจเกิดจากความบกพร่องของเรา ความผิดพลาดของผู้อื่น สภาพของโลก และการทำงานของมาร แต่พระเจ้าสามารถนำสิ่งที่ไม่ดีมาใช้เพื่อให้เกิดผลดีได้


5. การปล่อยไปตามลมหมายถึงการยอมแพ้หรือไม่?

ไม่ใช่ การปล่อยวางหมายถึงการยอมรับว่าเราควบคุมทุกอย่างไม่ได้ และเลือกมอบสิ่งที่เกินกำลังไว้กับพระเจ้า ขณะเดียวกันเรายังทำหน้าที่ในส่วนที่เราทำได้ต่อไป


6. เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าพระเจ้ามีแผนการที่ดี?

เราอาจไม่เห็นคำตอบทันที เช่นเดียวกับเปาโลที่ไม่รู้ว่าพายุจะพาไปที่ใด แต่เมื่อไปถึงมอลตา เขาจึงเห็นว่าพระเจ้าสามารถใช้เหตุการณ์นั้นให้คนมากมายได้รับพระพร


7. คริสเตียนควรตอบสนองต่อวิกฤตอย่างไร?

คริสเตียนควรทำสิ่งที่ทำได้อย่างรอบคอบ ไม่สูญเสียความเชื่อ เลือกพระเจ้าก่อน มอบสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ไว้กับพระองค์ และเชื่อว่าพระเจ้าสามารถนำสิ่งดีออกมาจากวิกฤตได้



📖 อ่านคำเทศนาอื่น ๆ ในชุดนี้

ค้นหาความจริง

เริ่มต้นการเป็นคริสเตียน

เกี่ยวกับเรา

เว็บสยามคริสเตียน - เว็บสำหรับคนอยากรู้จักพระเจ้า
รวมคำเทศนา คำหนุนใจ และพระวจนะจากพระเจ้า โดย ดร.จิโรจ บงกชมาศ แห่งคริสตจักร Hope International Church Seattle เพื่อเสริมสร้างความเชื่อคริสเตียน รู้จักพระเยซู และเรียนรู้พระคัมภีร์ ติดต่อ: christiansiam@gmail.com