คำเทศนา - ความเชื่อที่เห็นได้
คำเทศนาประจำวันที่ 26 กรกฎาคม 2569โดย ดร. จิโรจ บงกชมาศ
ฮีบรู 11
สรุปคำเทศนา - ความเชื่อที่เห็นได้
ความเชื่อที่เห็นได้: เมื่อความรักต่อพระเจ้ากลายเป็นการเชื่อฟัง
ความรักและความเชื่อเป็นสิ่งสำคัญในการเดินกับพระเจ้า แต่ทั้งสองอย่างเป็นสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจ คนอื่นไม่อาจมองเห็นได้โดยตรงว่าเรารักพระเจ้ามากเพียงใด หรือเรามีความเชื่อในพระองค์จริงหรือไม่
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เรามีความเชื่อหรือไม่” แต่คือ “ความเชื่อของเรามองเห็นได้หรือไม่”
พระคัมภีร์ชี้ให้เห็นว่า ความรักและความเชื่อจะปรากฏออกมาให้เห็นผ่านสิ่งหนึ่ง นั่นคือ การเชื่อฟัง
พระเยซูตรัสไว้ในยอห์น 14:15 (ฉบับมาตรฐาน 2011) ว่า “ถ้าพวกท่านรักเรา ท่านก็จะประพฤติตามบัญญัติของเรา” ความรักต่อพระเจ้าจึงไม่ใช่เพียงคำพูด ความรู้สึก หรือความประทับใจในใจ แต่เป็นพลังที่ผลักดันให้เราตอบสนองต่อสิ่งที่พระเจ้าตรัส
ความเชื่อที่แท้จริงจึงไม่หยุดอยู่ที่การเชื่อว่าพระเจ้าจะตอบคำอธิษฐานหรือประทานพระพร แต่เป็นความเชื่อที่พร้อมทำตามพระวจนะ แม้เรายังไม่เห็นผลลัพธ์ทั้งหมดที่อยู่ข้างหน้า
ความเชื่อที่เห็นได้คืออะไร
ความเชื่อที่เห็นได้ คือความเชื่อภายในจิตใจที่แสดงออกผ่านการตัดสินใจ การกระทำ และการเชื่อฟังพระเจ้า
ความเชื่ออาจเริ่มต้นจากการฟังพระวจนะ การเรียนรู้ และการยอมรับว่าสิ่งที่พระเจ้าตรัสเป็นความจริง แต่ความเชื่อนั้นยังไม่เกิดผลอย่างสมบูรณ์ จนกว่าเราจะนำสิ่งที่เชื่อออกมาปฏิบัติ
เราอาจเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ เช่น
- การถวายสิ่งดีที่สุดแด่พระเจ้า
- การผูกพันตัวกับคริสตจักร
- การประกาศข่าวประเสริฐ
- การให้อภัยผู้อื่น
- การใช้เวลากับพระเจ้า
- การร่วมสามัคคีธรรม
- การให้พระเจ้ามาก่อนในชีวิต
- การอยู่เพื่อพระเจ้าและคนของพระองค์
เราอาจตอบว่าเราเชื่อสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด แต่คำถามคือ ความเชื่อเหล่านั้นได้ออกมาเป็นการกระทำแล้วหรือยัง
เมื่อความเชื่อยังอยู่แต่ในความคิด ความเชื่อนั้นยังมองไม่เห็น แต่เมื่อเราเริ่มปรับเปลี่ยนแผนการ ความคิด เวลา และการใช้ชีวิตเพื่อทำตามสิ่งที่พระเจ้าตรัส ความเชื่อจึงเริ่มปรากฏให้เห็น
ตัวอย่างความเชื่อและการเชื่อฟังในฮีบรูบทที่ 11
พระธรรมฮีบรูบทที่ 11 กล่าวถึงบุคคลหลายคนที่มีความเชื่อ แต่เมื่อพิจารณาชีวิตของแต่ละคน เราจะพบว่า ความเชื่อของพวกเขาไม่ใช่เพียงความรู้สึกหรือความคิดเห็นภายในใจ
ความเชื่อของพวกเขากลายเป็นการกระทำ
อาเบลถวายสิ่งที่ดีที่สุดแด่พระเจ้า
อาเบลแสดงความเชื่อด้วยการนำเครื่องบูชาที่ประเสริฐกว่ามาถวายแด่พระเจ้า
ความเชื่อของอาเบลไม่ได้หยุดอยู่ที่การยอมรับว่าพระเจ้าทรงมีอยู่ แต่ปรากฏออกมาผ่านสิ่งที่เขาเลือกถวาย การถวายของเขาแสดงให้เห็นว่าเขาเห็นคุณค่าของพระเจ้าและต้องการมอบสิ่งที่ดีที่สุดแด่พระองค์
อับราฮัมออกเดินทางเมื่อพระเจ้าทรงเรียก
เมื่อพระเจ้าทรงเรียกอับราฮัมให้ออกจากที่เดิมและเดินทางไปยังแผ่นดินที่พระองค์จะประทานให้ อับราฮัมเชื่อฟังและออกเดินทาง แม้ยังไม่รู้รายละเอียดทั้งหมดว่าจะต้องไปที่ใด
นี่คือภาพของความเชื่อที่เห็นได้อย่างชัดเจน
อับราฮัมไม่ได้รอจนกระทั่งเห็นแผนที่ทั้งหมด ไม่ได้รอจนกระทั่งเข้าใจทุกขั้นตอน และไม่ได้รอจนกระทั่งมั่นใจว่าจะไม่มีอุปสรรค เขาเชื่อว่าพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ จึงตอบสนองต่อสิ่งที่พระเจ้าตรัสด้วยการออกเดินทาง
โมเสสเลือกอยู่ฝ่ายประชากรของพระเจ้า
โมเสสเคยมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความสะดวกสบายของราชสำนักอียิปต์ แต่เมื่อเติบโตขึ้น เขาไม่ยอมให้ตำแหน่งหรือความสะดวกสบายกำหนดชีวิตของเขา
เขาเลือกที่จะร่วมทุกข์กับประชากรของพระเจ้า แทนที่จะดำเนินชีวิตอยู่กับความเพลิดเพลินในความชั่ว
แม้โมเสสเคยทำผิดพลาดและควบคุมความโกรธไม่ได้ แต่เบื้องหลังการตัดสินใจของเขาคือความรักต่อคนของพระเจ้า และความต้องการใช้ชีวิตเพื่อพระองค์
ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า เมื่อคนหนึ่งมีความเชื่อ เขาจะตอบสนองต่อสิ่งที่พระเจ้าตรัส สัญญา หรือบัญชาไว้
พระเยซูคือตัวอย่างสูงสุดของความเชื่อที่เห็นได้
พระเยซูทรงเป็นตัวอย่างของทั้งความรักและความเชื่อที่มองเห็น สัมผัส และรับรู้ได้
เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในสวนเกทเสมนี หลังจากพระเยซูเสวยอาหารมื้อสุดท้ายกับเหล่าสาวก พระองค์เสด็จไปยังภูเขามะกอกเทศและทรงอธิษฐาน ก่อนที่จะถูกจับ ถูกไต่สวน และถูกตรึงบนไม้กางเขน
พระองค์ทรงอธิษฐานว่า หากเป็นที่พอพระทัยของพระบิดา ขอให้ถ้วยนั้นเลื่อนพ้นไป แต่พระองค์ทรงลงท้ายด้วยการยอมจำนนว่า
“ข้าแต่พระบิดา ถ้าพระองค์พอพระทัย ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์ แต่อย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์” (ลูกา 22:42 ฉบับมาตรฐาน 2011)
คำอธิษฐานนี้แสดงให้เห็นว่า สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับพระเยซูไม่ใช่ความสะดวกสบายหรือแม้แต่ชีวิตของพระองค์เอง แต่คือการทำตามน้ำพระทัยของพระบิดา
พระองค์ทรงรู้ว่าสิ่งที่อยู่ข้างหน้าคือความทุกข์ ความอับอาย และความตาย แต่ความรักและความเชื่อของพระองค์ปรากฏออกมาผ่านการเชื่อฟัง
“ถ้วย” ในคำอธิษฐานของพระเยซูหมายถึงอะไร
ในพระคัมภีร์ คำว่า “ถ้วย” ไม่ได้หมายถึงเพียงภาชนะสำหรับใส่น้ำ แต่ถูกใช้เป็นภาพเปรียบเทียบถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงกำหนดให้บุคคลหรือชนชาติหนึ่งได้รับ
สิ่งที่อยู่ในถ้วยอาจแตกต่างกันไป เช่น
- พระพร
- การจัดเตรียม
- การปกป้อง
- ความทุกข์
- การลงโทษ
- คำสั่งหรือหน้าที่ที่ต้องทำตาม
เมื่อคนหนึ่งดื่มจากถ้วย เขาย่อมได้รับผลของสิ่งที่อยู่ภายในถ้วยนั้น
ถ้วยแห่งพระพิโรธ
ในอิสยาห์บทที่ 51 ชาวเยรูซาเล็มถูกเปรียบว่าได้ดื่มจากถ้วยแห่งพระพิโรธของพระเจ้า เพราะพวกเขาทำบาปและต้องเผชิญผลของการไม่เชื่อฟัง โดยถูกบาบิโลนกวาดไปเป็นเชลย
ความทุกข์ยาวนานทำให้พวกเขาหมดหวังราวกับคนที่กำลังโซเซ แต่พระเจ้าทรงเรียกให้พวกเขาตื่นขึ้นและยืนขึ้น เพราะช่วงเวลาแห่งการลงโทษกำลังจะสิ้นสุด และพระองค์จะทรงรื้อฟื้นประชากรของพระองค์
ถ้วยที่ล้นด้วยพระพร
ในสดุดีบทที่ 23 ดาวิดกล่าวถึงถ้วยของเขาที่ล้นอยู่
ถ้วยในบริบทนี้เต็มไปด้วยพระคุณ ความเมตตา การปกป้อง และการจัดเตรียมของพระเจ้า แม้ดาวิดต้องเดินผ่านหุบเขาแห่งความยากลำบาก เขายังคงเดินต่อไปได้ เพราะพระเจ้าทรงอยู่กับเขาและประทานสิ่งที่จำเป็นแก่เขาอย่างเหลือล้น
ถ้วยของพระเยซูในสวนเกทเสมนี
ถ้วยที่พระบิดาทรงวางไว้ต่อหน้าพระเยซูคือถ้วยแห่งความทุกข์และความตาย
ในความเป็นมนุษย์ พระเยซูทรงรู้ว่าถ้วยนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความอับอาย พระองค์จึงทรงทูลถามว่า หากเป็นไปได้ ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไป
อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงยอมรับว่า หากนี่เป็นน้ำพระทัยของพระบิดา พระองค์ก็พร้อมจะดื่มจากถ้วยนั้น
นี่คือความเชื่อที่เห็นได้ พระเยซูไม่ได้เพียงตรัสว่าพระองค์รักพระบิดา แต่ทรงแสดงความรักนั้นออกมาผ่านการยอมจำนนและการเชื่อฟังจนถึงที่สุด
การอธิษฐานไม่ใช่เพียงการขอสิ่งที่เราต้องการ
เมื่อพูดถึงการอธิษฐาน หลายคนคิดถึงการทูลขอสิ่งต่าง ๆ จากพระเจ้า เช่น เรื่องครอบครัว ธุรกิจ สุขภาพ การเงิน ความสัมพันธ์ หรือการปกป้อง
การทูลขอไม่ใช่สิ่งผิด แต่คำอธิษฐานของพระเยซูแสดงให้เห็นว่า การอธิษฐานมีความหมายมากกว่าการบอกพระเจ้าว่าเราต้องการอะไร
การอธิษฐานยังเป็นเวลาที่เราเปิดใจให้พระเจ้าได้รับสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการจากเรา
บางครั้งสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการคือ
- การยอมจำนน
- การเปลี่ยนแปลงความคิด
- การให้อภัย
- การละทิ้งสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
- การตอบสนองต่อพระวจนะ
- การให้พระองค์มาก่อน
- การเชื่อฟังแม้ยังไม่เห็นผลลัพธ์
ดังนั้น เราไม่ได้เพียงอธิษฐานว่า “พระเจ้าขอประทานสิ่งนี้แก่ข้าพระองค์” แต่ควรอธิษฐานด้วยว่า “พระเจ้าขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์มอบสิ่งที่พระองค์ต้องการแก่พระองค์ด้วย”
นี่คือจุดเริ่มต้นของการอธิษฐานตามแบบอย่างของพระเยซู คือการปรารถนาให้พระบิดาได้รับสิ่งที่ดีที่สุดจากชีวิตของเรา
อธิษฐานให้น้ำพระทัยพระเจ้าสำเร็จก่อน
เมื่อพระเยซูทรงสอนสาวกให้อธิษฐาน พระองค์ทรงสอนให้เริ่มต้นด้วยการขอให้แผ่นดินของพระเจ้ามาตั้งอยู่ และให้น้ำพระทัยของพระองค์สำเร็จ
สิ่งนี้เตือนเราว่า เป้าหมายแรกของการอธิษฐานไม่ควรเป็นเพียงการได้รับพระพร การปกป้อง หรือการจัดเตรียม แต่คือการให้น้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จในชีวิตของเรา
เราอาจมีเรื่องที่กำลังทูลขอ ไม่ว่าจะเกี่ยวกับความรัก ธุรกิจ สุขภาพ หรืออนาคต แต่ท่ามกลางคำขอเหล่านั้น เราควรถามตนเองว่า
“อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเรา”
เราต้องการเพียงให้พระเจ้าทำตามความต้องการของเรา หรือเราพร้อมให้ชีวิตของเราเป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์ด้วย
คำอธิษฐานจึงเป็นพื้นที่ที่ความเชื่อเริ่มมองเห็นได้ แม้ยังไม่มีใครเห็นสิ่งที่เราทำภายนอก พระเจ้าทรงเห็นท่าทีภายในใจผ่านสิ่งที่เราเลือกอธิษฐาน
การอธิษฐานด้วยพระวจนะ
คนยิวและคริสเตียนในยุคแรกมีธรรมเนียมอธิษฐานวันละสามช่วงเวลา ได้แก่ ตอนเช้า ตอนเย็น และหลังดวงอาทิตย์ตก
แนวทางดังกล่าวเชื่อมโยงกับแบบอย่างของบรรพบุรุษ เช่น อับราฮัม อิสอัค และยาโคบ
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงจำนวนครั้งที่อธิษฐาน แต่คือเนื้อหาของการอธิษฐาน พวกเขาไม่ได้ใช้เวลาทั้งหมดเพื่อขอพระพรส่วนตัว แต่ใช้พระคัมภีร์เป็นส่วนหนึ่งของการสนทนากับพระเจ้า
การอธิษฐานจึงประกอบด้วยหลายสิ่ง เช่น
- การสรรเสริญพระเจ้า
- การขอบพระคุณ
- การสารภาพความเชื่อ
- การสารภาพความบาป
- การประกาศความรักต่อพระเจ้า
- การยืนยันความตั้งใจที่จะเชื่อฟัง
- การทูลขอเพื่อตนเองและผู้อื่น
เริ่มต้นด้วยสดุดีบทที่ 145
ผู้ที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มอธิษฐานอย่างไร สามารถเริ่มต้นด้วยการอ่านสดุดีบทที่ 145 ซึ่งเป็นบทสรรเสริญพระเจ้า
การอ่านออกเสียงช่วยให้เราหันความสนใจจากปัญหาของตนเองไปยังพระลักษณะและความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ก่อนจะเริ่มทูลขอเรื่องส่วนตัว
สารภาพความเชื่อจากเฉลยธรรมบัญญัติบทที่ 6
เฉลยธรรมบัญญัติบทที่ 6 เตือนให้ประชากรของพระเจ้ารักพระองค์ด้วยสุดจิต สุดใจ และสุดกำลัง ให้พระวจนะอยู่ในใจ และสอนพระวจนะแก่ลูกหลาน
เมื่ออ่านข้อความนี้ในการอธิษฐาน เราไม่ได้เพียงรับข้อมูล แต่กำลังเตือนตนเองว่า
- เราจะนมัสการพระเจ้าองค์เดียว
- เราจะรักพระองค์อย่างสุดใจ
- เราจะให้ความสำคัญกับพระวจนะ
- เราจะสอนความจริงแก่คนรุ่นต่อไป
- เราจะดำเนินชีวิตตามสิ่งที่พระเจ้าตรัส
การอธิษฐานด้วยพระวจนะจึงช่วยให้คำอธิษฐานไม่หมุนอยู่รอบความต้องการของเราเพียงอย่างเดียว แต่สอดคล้องกับความจริงและน้ำพระทัยของพระเจ้า
การเชื่อฟังเปรียบเหมือนระบบนำทางของชีวิต
ลองนึกถึงนักบินมือใหม่ที่ต้องนำเครื่องบินลงจอดในวันที่มีเมฆหนา เขามองไม่เห็นรันเวย์ ไม่รู้ว่ามีสิ่งกีดขวางอยู่ข้างหน้าหรือไม่ และเริ่มตื่นตระหนก
ในสถานการณ์เช่นนั้น นักบินจำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องมือและคำแนะนำจากศูนย์ควบคุมการบิน เสียงจากศูนย์ควบคุมบอกให้เขาทำตามคำสั่ง เพราะศูนย์ควบคุมจะจัดการเรื่องเส้นทางและสิ่งกีดขวางให้
ชีวิตคริสเตียนมีลักษณะคล้ายกัน
เราไม่รู้ว่าอีกสามวัน ห้าวัน หรือหลายปีข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น เราไม่เห็นเส้นทางทั้งหมด และบางครั้งเมฆแห่งความกังวลหรือปัญหาก็บดบังทางจนเราไม่รู้ว่าควรไปต่ออย่างไร
ในช่วงเวลาเช่นนั้น การทำตามพระวจนะและเชื่อฟังสิ่งที่พระเจ้าตรัสเป็นระบบนำทางที่ดีที่สุด
เราอาจยังมองไม่เห็นปลายทาง แต่พระเจ้าทรงเห็น และเมื่อเราตอบสนองต่อพระองค์ด้วยความเชื่อ การเชื่อฟังจะนำเราไปตามเส้นทางที่พระองค์ทรงกำหนดไว้
ทำอย่างไรให้ความเชื่อของเรามองเห็นได้
ความเชื่อที่เห็นได้ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการกระทำที่ยิ่งใหญ่เสมอไป พระเจ้าอาจทรงเรียกให้เราเริ่มต้นจากเรื่องเล็ก ๆ ที่อยู่ตรงหน้า
1. สำรวจสิ่งที่เราเชื่ออยู่แล้ว
ถามตนเองว่า เราได้เรียนรู้อะไรจากพระวจนะ แต่ยังไม่ได้ลงมือทำ
อาจเป็นเรื่องการให้อภัย การถวาย การใช้เวลากับพระเจ้า การร่วมสามัคคีธรรม หรือการช่วยเหลือผู้อื่น
2. นำความเชื่อมาเป็นคำอธิษฐาน
อย่าอธิษฐานเพียงขอให้พระเจ้าทำบางสิ่งให้เรา แต่ขอให้พระองค์ช่วยเราเชื่อฟังและตอบสนองต่อสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการ
3. ใช้พระวจนะในการอธิษฐาน
เริ่มจากการอ่านสดุดีเพื่อสรรเสริญพระเจ้า หรืออ่านข้อความที่เตือนให้เรารักและเชื่อฟังพระองค์ แล้วนำข้อความนั้นมาเป็นคำอธิษฐานของเรา
4. ตัดสินใจทำตามในเรื่องที่ชัดเจน
เมื่อพระวจนะสอนสิ่งที่ชัดเจน เราไม่จำเป็นต้องรอจนเข้าใจทุกอย่างหรือเห็นผลลัพธ์ทั้งหมด แต่สามารถเริ่มต้นเชื่อฟังในสิ่งที่รู้แล้ว
5. ให้คนใกล้ตัวมองเห็นการเปลี่ยนแปลง
ความเชื่อควรปรากฏในชีวิตจริง คนในบ้าน คนรอบข้าง และคนในคริสตจักรควรมองเห็นได้ว่า ความรักต่อพระเจ้ากำลังเปลี่ยนแปลงท่าที การตัดสินใจ และการดำเนินชีวิตของเรา
สรุป: ความเชื่อแท้ต้องออกมาเป็นการกระทำ
ความเชื่อเริ่มต้นภายในใจ แต่ไม่ควรหยุดอยู่ภายในใจ
อาเบลแสดงความเชื่อผ่านการถวาย อับราฮัมแสดงความเชื่อผ่านการออกเดินทาง โมเสสแสดงความเชื่อผ่านการเลือกอยู่ฝ่ายประชากรของพระเจ้า และพระเยซูทรงแสดงความเชื่อผ่านการยอมจำนนต่อน้ำพระทัยของพระบิดา
คำอธิษฐานของพระเยซูในสวนเกทเสมนีสอนเราว่า การอธิษฐานไม่ใช่เพียงการขอให้พระเจ้าทำตามความต้องการของเรา แต่เป็นการมอบชีวิตให้พระองค์และกล่าวว่า
“ข้าแต่พระบิดา ถ้าพระองค์พอพระทัย ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์ แต่อย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์” (ลูกา 22:42 ฉบับมาตรฐาน 2011)
วันนี้ ไม่ว่าเรื่องที่พระเจ้าทรงเรียกให้เราเชื่อฟังจะดูเล็กหรือใหญ่ สิ่งสำคัญคือการตัดสินใจตอบสนองต่อพระองค์
จงให้คำอธิษฐานของเราสะท้อนความเชื่อที่เห็นได้ อธิษฐานเผื่อผู้อื่น อธิษฐานเผื่อพระราชกิจของพระเจ้า และอธิษฐานให้เราสามารถมอบสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการจากชีวิตของเรา
เมื่อความเชื่อกลายเป็นการเชื่อฟัง ความรักที่เคยมองไม่เห็นจะเริ่มปรากฏออกมา ทั้งต่อสายตาของคนรอบข้างและต่อพระพักตร์พระเจ้า
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับความเชื่อที่เห็นได้
1. ความเชื่อที่เห็นได้หมายถึงอะไร
ความเชื่อที่เห็นได้หมายถึงความเชื่อภายในใจที่แสดงออกผ่านการกระทำ การตัดสินใจ และการเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า ไม่ใช่เพียงการกล่าวว่าเราเชื่อเท่านั้น
2. ความเชื่อกับการเชื่อฟังเกี่ยวข้องกันอย่างไร
การเชื่อฟังคือสิ่งที่ทำให้ความเชื่อมองเห็นได้ เมื่อเราเชื่อว่าพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ เราจะตอบสนองต่อสิ่งที่พระองค์ตรัส แม้ยังไม่เห็นเส้นทางหรือผลลัพธ์ทั้งหมด
3. การอธิษฐานเป็นการแสดงความเชื่อได้อย่างไร
การอธิษฐานแสดงความเชื่อเมื่อเราไม่ได้เพียงทูลขอสิ่งที่ต้องการ แต่ยอมมอบความต้องการของตนเองไว้ใต้พระประสงค์ของพระเจ้า และขอให้พระองค์ช่วยเราเชื่อฟัง
4. ถ้วยของพระเยซูในสวนเกทเสมนีคืออะไร
ถ้วยเป็นภาพเปรียบเทียบถึงสิ่งที่พระบิดาทรงกำหนดให้พระเยซูรับไว้ ในบริบทนี้หมายถึงเส้นทางแห่งความทุกข์ ความอับอาย และความตายบนไม้กางเขน
5. พระเยซูทรงกลัวหรือไม่เมื่อขอให้ถ้วยเลื่อนพ้นไป
คำอธิษฐานแสดงให้เห็นว่าพระเยซูทรงตระหนักถึงความทุกข์ที่อยู่ข้างหน้า แต่พระองค์ยังทรงเลือกยอมจำนนและทำตามน้ำพระทัยของพระบิดา
6. เราสามารถใช้พระคัมภีร์ในการอธิษฐานได้อย่างไร
เราสามารถอ่านข้อความจากพระคัมภีร์ออกเสียง แล้วใช้เนื้อหานั้นในการสรรเสริญ ขอบพระคุณ สารภาพความเชื่อ สารภาพความผิด และยืนยันความตั้งใจที่จะเชื่อฟังพระเจ้า
7. ควรเริ่มต้นทำให้ความเชื่อมองเห็นได้จากเรื่องใด
เริ่มต้นจากเรื่องที่พระวจนะสอนอย่างชัดเจนและเรารู้ว่าควรทำอยู่แล้ว เช่น การให้อภัย การใช้เวลากับพระเจ้า การช่วยเหลือผู้อื่น และการให้พระเจ้ามาก่อนในการตัดสินใจ
ดูคำเทศนาเพิ่มเติม: คำเทศนาออนไลน์ทั้งหมด | พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม | พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ | หมวดหมู่คำเทศนาทั้งหมด | ชุดคำเทศนา (Series) | รวมผู้เทศนา